*/
  • konsilaat
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : w.wongwasan@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2013-07-15
  • จำนวนเรื่อง : 322
  • จำนวนผู้ชม : 960425
  • จำนวนผู้โหวต : 140
  • ส่ง msg :
  • โหวต 140 คน
วันเสาร์ ที่ 12 ตุลาคม 2562
Posted by konsilaat , ผู้อ่าน : 348 , 13:00:09 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

พระธาตุกลางน้ำ  อ.ท่าปลา  จ.อุตรดิตถ์

พระธาตุกลางน้ำ  ปัจจุบัน เรายังไม่พบหลักฐานที่ระบุว่า เจดีย์กลางน้ำอยู่ในพื้นที่ปกครองของหมู่บ้านใด ตำบลใดของอำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์” หากประมาณหรือคาดคะเนจาก หมู่บ้านและตำบลที่ใกล้ที่สุด พออนุโลมได้ว่า น่าจะอยู่ในพื้นที่ปกครองของหมู่ที่ 8 ตำบลผาเลือด ทั้งนี้ด้วยเหตุผลสองประการ กล่าวคือ 

ประการแรก จุดที่จะมองเห็น เจดีย์กลางน้ำ” ได้สะดวกชัดเจนที่สุดคือ บริเวณท่าเรือเก่าในเขตอุทยานลำน้ำน่าน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของหมู่ที่ 8 ตำบลผาเลือด ณ จุดนี้ เป็นริมฝั่งของอ่างเก็บน้ำของเขื่อนสิริกิติ์ เมื่อมองไปทางทิศตะวันออกจะเห็นเกาะที่เป็นภูเขาสูง โผล่พ้นน้ำสีคราม บนสุดของภูเขาเป็นองค์เจดีย์เปล่งประกายสีทอง ยามต้องแสงแดดอ่อนยามเย็น ประหนึ่งเจดีย์องค์นั้นจะลอยเด่นอยู่ในฟากฟ้าสีคราม

ประการที่สอง จุดที่จะมองเห็นเกาะอันเป็นที่ตั้งของเจดีย์กลางน้ำคือ บริเวณสถานที่พักผ่อนบนสันเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของหมู่ที่ 10 ตำบลผาเลือด ณ จุดนี้แม้จะมองไม่เห็น เจดีย์กลางน้ำ” แต่ก็สามารถมองเห็นเกาะ อันเป็นที่ตั้งขององค์เจดีย์นั้นได้อย่างชัดเจน   นอกจากเหตุผลทั้งสองประการที่กล่าวมาแล้วนี้ยัง หาความสมเหตุสมผลอย่างอื่นไม่ได้ว่า เจดีย์กลางน้ำ” น่าจะอยู่ในพื้นที่ปกครองของหมู่บ้าน ตำบลใดได้อีก


พระธาตุกลางน้ำ  ตั้งอยู่ท่ามกลางผืนน้ำกว้างของทะเลน้ำจืด อ่างกักเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์” มีเกาะที่โผล่พ้นผิวน้ำสีครามพื้นที่กว่า 8 ไร่ อุดมด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ตามธรรมชาติของ ป่าโคกหรือป่าแดง อาทิเป็นไม้เต็ง ไม้รัง ไม้แดง ไม้ประดู่ ไม้มะค่า ไม้มะกอก ไม้สมอ แซมด้วยไม้สัก    และไผ่บงคาย  นับแต่จุดแรกที่เรือจอดเทียบเท่า จะเห็นปลาผุดว่ายได้ไม่ยาก เมื่อขึ้นฝั่งมีทางเดินขึ้นเขาไม่ลาดชันนัก เดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ โดยไม่เหนื่อยมากนัก ประมาณสักร้อยเมตรเศษๆ ก็จะถึงยอดบนสุดอันเป็นที่ตั้งขององค์เจดีย์ รอบองค์เจดีย์เป็นลานกว้างพอจุคนได้สัก 200 คน เห็นจะได้ บนลานแห่งนี้มองเห็นทัศนีย์ภาพของทะเลที่เวิ้งว้าง ฟองคลื่นสีขาวล้อเล่นกันอยู่ไกลลิบ

ลักษณะขององค์เจดีย์ เป็นเจดีย์ใหญ่ตั้งอยู่บนฐานเขียงรูปสีเหลี่ยม ลดเหลื่อมขึ้นไปจากพื้นสู่ยอดเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นสูงประมาณ 1 เมตร จนถึงฐานชั้นที่สามจะมีเจดีย์เล็กๆ   ทั้งสี่มุม ถัดขึ้นไปเป็นลายปูนปั้น บัวคว่ำ บัวหงาย แล้วจึงเป็นตัวเจดีย์ ซึ่งมีลักษณะ ระฆังคว่ำทรงแปดเหลี่ยมสีทองเหลืองอร่ามทั้งองค์ สุดยอดแหลมขององค์เจดีย์เป็นฉัตร 7 ชั้น ฝีมือช่างไทยภาคเหนือ ด้านตะวันตกเฉียงเหนือขององค์เจดีย์ มีฐานพระพุทธบาทจำลอง ถัดลงมาทางทิศใต้เป็นศาลาและวิหาร

ความเป็นมา


จากการศึกษายังไม่พบหลักฐานว่า เจดีย์กลางน้ำ” สร้างขึ้นเมื่อใด อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาในเชิงประวัติศาสตร์ และการขุดค้นวัตถุโบราณ น่าจะกล่าวได้ว่าการสร้างเจดีย์กลางน้ำน่าจะอยู่ในราวยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวคือ เชิงประวัติศาสตร์  มีเอกสารของทางราชการเป็นใบเสร็จเก็บเงินค่าราชการใช้แทนหนังสือเดินทาง   ช่วงปี พ.ศ. 2457 และ ร.ศ. 124 – 130 ระบุว่า อำเภอ/แขวงท่าปลา มีอีกชื่อหนึ่งว่า น่านใต้ ซึ่งระบุว่าขึ้นอยู่กับเมืองน่าน และบางฉบับใช้ว่า นครน่านในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้คนเมืองน่านได้รับผลกระทบจากสงครามไทยกับพม่า บ้านเมืองถูกทิ้งร้างไปถึง 23 ปี จนถึงปี พ.ศ. 2336 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงแต่งตั้งเจ้าหนานนันทปโชติขึ้นเป็นพระยามงคลวรยศ ให้ไปฟื้นฟูและปกครองเมืองน่านนับแต่นั้น  พระยามงคลวรยศ ได้มาตั้งมั่นที่ บ้านท่าปลา”  หรือ น่านใต้ การที่เจ้าเมืองจะฟื้นฟูบ้านเมืองได้ ย่อมเลือกที่ตั้งที่ชาวเมืองนั้นมีความมั่นคงเข้มแข็ง เหมาะที่จะตั้งมั่นได้ ดังนั้นจึงน่าจะวินิจฉัยได้ว่าความเป็นปึกแผ่นของชาวท่าปลานั้นน่าจะมีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2336  ความเข้มแข็งของชุมชน โดยเฉพาะความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมของชาวท่าปลา น่าจะก่อสร้างองค์เจดีย์ที่กล่าวถึงนี้ในยุคสมัยนั้น ทั้งนี้เนื่องจากชาวท่าปลาได้สร้างวัดที่เชิงเขาลูกหนึ่งใกล้หมู่บ้าน ในภาคเหนือจะเรียกภูเขาว่า ดอย เชิงเขาหรือเชิงดอยนั้นชาวบ้านเรียกว่า ตีนดอย ดังนั้น  วัดที่สร้างขึ้นจึงเรียกว่า วัดตีนดอย หลังวัดเป็นดอยสูง การเดินจากตีนดอยถึงยอดดอยนั้นระยะทางประมาณกว่าสองร้อยเมตร เพราะมองจากบริเวณวัดจะเห็นเพียงยอดเจดีย์ที่โผล่แมกไม้เสียดสู่ฟ้าไกลลิบตา


เจดีย์” เป็นคำที่ชาวบ้านแถบนั้นแทบไม่รู้จัก แต่สิ่งที่เป็นเจดีย์นั้นพวกเขาเรียกว่า พระธาตุ” ถ้าจะถามว่า ดอยที่อยู่หลังวัดตีนดอยนั้นชื่ออะไร พวกเขาจะตอบว่า  ดอยพระธาตุ”  การก่อสร้างเจดีย์หรือพระธาตุ บนยอดดอยที่สูงขนาดนั้นด้วยการขนวัสดุก่อสร้าง นับตั้งแต่ อิฐ หิน ไม้ กระเบื้อง ฯลฯ ขึ้นไปบนยอดเขาได้ขนาดนั้น ชุมชนต้องเข้มแข็ง ผู้คนมากมายและเปี่ยมล้นด้วยพลังศรัทธาในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะความเข้มแข็งและศรัทธาในตัวผู้นำจากคำบอกเล่าต่อๆกันมาเล่าว่า ผู้นำของชาวบ้านในการก่อสร้างพระธาตุแห่งนี้คือ ตุ๊เจ้าบุญหลง” นักบุญแห่งเมืองเหนือตุ๊เจ้าบุญหลงท่านนี้ เดิมเป็นพระธุดงค์ ชาวเหนือจะเรียกพระภิกษุว่า ตุ๊เจ้า” ดังนั้นจึงเรียกพระธุดงค์รูปนี้ว่า ตุ๊เจ้าบุญหลง” ครั้นลาสิกขาบทแล้วจึงขานนามว่า เจ้าบุญหลง"  

 

เชิงหลักฐานทางวัตถุโบราณ จากการขุดค้นวัตถุโบราณในช่วงปี พ.ศ. 2513 โดยหน่วยศิลปากรที่3 สุโขทัย ซึ่งดำเนินการก่อนที่เขื่อนสิริกิติ์จะเริ่มกักเก็บน้ำ หรือก่อนที่น้ำจะท่วมอำเภอท่าปลาในพื้นที่ 4 ตำบล พบวัตถุโบราณกว่า 2000 รายการ จากวัด 18 แห่ง ในตำบลท่าปลา ต.จริม(จะริม)  ต.หาดล้า และ ต.ท่าแฝก ได้แก่ พระพุทธรูป เครื่องใช้ เครื่องประดับ และเงินตราที่ใช้เกือบทั้งหมดเป็นฝีมือช่างยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีเพียงพระพุทธรูปบางองค์ที่เป็นฝีมือช่างเชียงแสนตอนปลาย ซึ่งอาจเคลื่อนย้ายและตกอดกันมาแต่บุกเบิกสร้างบ้านเมืองจากที่กล่าวข้างต้น จึงอนุมานได้ว่า การก่อสร้างพระธาตุหรือเจดีย์องค์นี้ของชาวท่าปลา น่าจะอยู่ในยุคต้นของกรุงรัตนโกสินทร์และเราคงต้องเชื่อเช่นนี้ต่อไป จนกว่าจะค้นพบหลักฐานอื่น

  

ตัวอย่าง...พระนางพญากรุกลางน้ำ

  

 

ยุคก่อนน้ำท่วม

 “พระธาตุ” ก่อนน้ำท่วม ตั้งอยู่บนภูเขาสูงในอาณาเขตของวัดตีนดอย บ้านตีนดอย ตำบลท่าปลา อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์   การเดินทางมานมัสการพระธาตุ สามารถมาได้เกือบทุกทิศทาง โดยเว้นทางทิศใต้ ซึ่งเป็นภูเขาและไม่มีหมู่บ้าน  ด้านตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านท่าปลา และที่ตั้งที่ว่าการอำเภอ ชาวบ้านจะเดินทางด้วยเท้า เป็นส่วนใหญ่ รองลงไปอาจเป็น ม้า รถจักรยาน และ รถจักรยานยนต์ การเดินทางตามถนนสายหลัก  (มีเส้นเดียว) ผ่านหมู่บ้านนาโป่ง บานนาโห้ง แล้วเดินข้ามทุ่งนาไปบ้านร้องดินหม้อ จากนั้นข่ามทุ่งนาอีกครั้งหนึ่งก็ถึง บ้านตีนดอย  ด้านเหนือ ตามถนนสายหลักถัดจากบ้านนาโห้งเป็นบ้านหัวนาเดินข้ามทุ่งก็จะถึงบ้านตีนดอย (ตามเส้นทางนี้เดินด้วยเท้าอย่างเดียว) ด้านตะวันตก นับจากหมู่บ้านที่ไกลที่สุดคือ บ้านต้นผึ้ง เดินข้ามทุ่งด้วยเท้าหรือจะใช้จักรยานก็ได้ แต่เห็นจะจูงรถเสียเป็นส่วนใหญ่ เดินทางผ่านบ้านต้นหมื่น แล้วข้ามทุ่งอีกครั้งถึงบ้านร้องน้ำชำ จากนั้นก็เดินข้ามทุ่งอีกครั้งก็ถึงบ้านตีนดอย

จากลักษณะที่ตั้งดังกล่าวส่งผลให้การนมัสการพระธาตุในแต่ละปีซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือนหก ผู้คนจะมาจากทั่วทุกสารทิศและเริ่มจากการทำบุญที่วัดตีนดอยในช่วงเช้าหลังจากเสร็จ  ศาสนพิธี เหล่าสาธุชนจะเดินขึ้น ไปนมัสการพระธาตุ มีการแห่บั้งไฟตามด้วยผีตลก จากหมู่บ้านต่างๆ เป็นที่สนุกสนานครื้นเครง  ด้วยศรัทธาบุญ  หลังจากนมัสการพระธาตุแล้วจึงจุดบั้งไฟ บั้งไฟนั้นจะมีขนาดเท่าใดนั้นไม่มีเกณฑ์หรือกติกาอะไร  บุญบั้งไฟ หรือบุญเดือนหก หรือบุญขึ้นดอยพระธาตุที่มีการจุดบั้งไฟเป็นประจำทุกปี แม้จะไม่ประกวด ก็เหมือนประกวด ไม่แข่งขันก็เหมือนแข่งขัน ไม่มีรางวัลใดๆ ชัยชนะที่ได้แม้จะไม่ประกาศ แต่ทุกคนก็รับรู้ความเหนือกว่าของบั้งไฟที่พุ่งสู่ท้องฟ้าเหมือนจะบอกว่า ข้าชนะแล้วมันเป็นศักดิ์ศรีและเป็นศรีของสล่า (ช่างและคนทั้งหมู่บ้านผู้ชนะ)

 

ขอบคุณ  :  1. https://www.museumthailand.com

                2. http://www.prasiamgroup.myreadyweb.com

                3. https://www.happybynubdaow.com

                4. FB.อุตรดิตถ์ 24 ชั่วโมง  &  http://www.utdid.com



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน