*/
  • konsilaat
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : w.wongwasan@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2013-07-15
  • จำนวนเรื่อง : 324
  • จำนวนผู้ชม : 969884
  • จำนวนผู้โหวต : 142
  • ส่ง msg :
  • โหวต 142 คน
วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน 2562
Posted by konsilaat , ผู้อ่าน : 304 , 19:18:46 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ..พบกันครั้งนี้ ได้นำสาระดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจโดยตรง อีกทั้งบางสาระอาจเป็นพื้นฐานในการก้าวไปสู้อาชีพที่มั่นคงได้ในอนาคต 

 

สาระที่ 1  :  ม.แม่โจ้ บังคับกล้วยแทงเครือกลางลำต้น จัดการง่าย ผลผลิตงาม ลดต้นทุน 


 

ขั้นตอนการบังคับกล้วยตกเครือกลางลำต้น 

1. เลือกแปลงปลูกกล้วยที่มีอายุ 7 เดือนขึ้นไป 

2. สังเกตการเกิดใบธงของกล้วย โดยอาศัยหลักการทั่วไปว่า ใบกล้วยในช่วงการเจริญเติบโตจะมีขนาดและจำนวนเพิ่มขึ้นจนถึงใบที่ 33 หลังจากนั้นใบจะเริ่มเล็กลงประมาณ 6-8ใบ จากนั้นจึงออกดอก(ปลี) ดังนั้นกล้วยจะต้องมีใบอย่างน้อย 39 ใบจึงจะแทงช่อดอก แต่ในทางปฏิบัติจริงไม่สามารถนับจำนวนใบตั้งแต่ใบที่ 1 ถึงใบที่ 33ได้ เนื่องจากมีความยุ่งยากในการจดจำและมีความคลาดเคลื่อนในวันปลูก อีกทั้งไม่สามารถนำไปปฏิบัติจริงในแปลงเกษตรกรได้ จึงอาศัยการสังเกตขนาดใบที่ยังม้วนอยู่โดยลักษณะการม้วนจะหลวม ๆ และมีขนาดสั้นลง มองได้โดยสายตาอย่างชัดเจน ซึ่งต่างจากการม้วนของใบในช่วงการเจริญเติบโตจะมีลักษณะม้วนแน่น ยาวใกล้เคียงกับใบปกติ 

3. ทำการเจาะลำต้น โดยสังเกตใบม้วนด้านที่มีการทับซ้อนกันอยู่ ใบกล้วยขณะม้วนอยู่ ส่วนขาวจะม้วนทับซ้ายแล้วจะคลี่จากปลาย ลงมาหาโคนใบ ในฤดูร้อนใบกล้วยใช้เวลาคลี่ 4 วัน ฤดูหนาวใช้เวลา 14 วัน ดังนั้นให้สังเกตด้านที่ใบมีการทับซ้อนกัน นั้นคือด้านที่ปลีกล้วยจะโค้งโผล่ออกมา และด้านนี้เองร่องของใบธงจะโอบก้านเครือกล้วยไว้โดยธรรมชาติเพื่อป้องกันปลีอ่อนถูกกระทบกระเทือน แล้วจึงทำการเจาะลำต้นด้านนี้ด้วยมีดปลายแหลม ให้มีแผลกว้าง 9 เซนติเมตร ยาว 15 เซนติเมตร เจาะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตามความยาวของลำต้น แล้วแกะกาบกล้วยออกเป็นชั้น ๆ จนกระทั่งพบแกนกลางของต้นกล้วย จากนั้นตัดแกนกลางออกเท่ากับความยาวของแผล แล้วจึงใช้วัสดุพลาสติกแผ่นแข็ง(ฟิวเจอร์บอร์ด) กว้างประมาณ 8-9 เซนติเมตร สอดเข้าไปเพื่อกั้นแกนกลางลำต้นกล้วยด้านบนของแผล จากนั้นตาดอกที่อยู่กลางเหง้าใต้ดินจะเจริญเติบโตผ่านกลางลำต้นเหนือดินแล้วโผล่ออกมาทางยอดใช้เวลาประมาณ 30 วัน เมื่อตาดอกปลีกล้วยงอกจากเหง้าใต้ดินขึ้นมาชนกับแผ่นพลาสติกที่กั้นไว้ จึงทำให้หน่อหรือปลีกล้วยเลี้ยวโค้งออกมา ปรากฏให้เห็นเครือกล้วยออกกลางลำต้น 

4. ติดป้ายบอกวันที่ /เดือน / ปี ที่ทำการเจาะลำต้นเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นในพื้นที่ของตนเอง 

5. ให้ทำการพ่นสารป้องกันเชื้อราและสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช บริเวณแผลที่ทำการเจาะทันทีด้วย เมทาแลกซิล (Metalaxyl) ผสมกับอะบาเม็กติน(Abamactin) ตามอัตราส่วนที่กำหนดไว้ในฉลาก หลังจากนั้นฉีดพ่นทุกอาทิตย์ เพื่อป้องกันโรคตายพราย โรคเหี่ยวของกล้วย ด้วงงวงไชเหง้า ไชลำต้น ไชกาบใบ เป็นต้น 

6.บำรุงรักษาลำต้นด้วยการให้น้ำ ให้ปุ๋ย ตัดแต่งใบแก่ ให้เหลือใบไว้บนลำต้นประมาณ 8-10 ใบ และตัดหน่อกล้วยออกทิ้ง ในกล้วยหอม กล้วยไข่ ให้ไว้เฉพาะต้นแม่เพียงหนึ่งต้น ส่วนกล้วยน้ำว้ายอมให้มีหน่อได้ไม่เกิน 2-3 หน่อต่อต้น  

ข้อมูลคุณภาพผลผลิต 

จำนวนวันตั้งแต่วันที่ทำการเจาะลำต้นถึงวันออกปลี ในกล้วยหอมใช้เวลาเฉลี่ย 29.05 วัน กล้วยไข่ เฉลี่ยใช้เวลา 53.21 วัน และกล้วยน้ำว้า เฉลี่ย ใช้เวลา 86.73 วัน 

จำนวนวันตั้งแต่วันที่กล้วยออกปลี ถึงวันเก็บเกี่ยว ในกล้วยไข่ใช้เวลาเฉลี่ย 59.38 วัน กล้วยหอมใช้เวลา เฉลี่ย 72.22 วัน และกล้วยน้ำว้าใช้เวลา เฉลี่ย 96.33 วัน 

จำนวนผลกล้วยต่อเครือ ในกล้วยน้ำว้าเฉลี่ยเท่ากับ 139.24 ผล กล้วยไข่เฉลี่ยเท่ากับ 104.9 ผล และกล้วยหอม เฉลี่ยเท่ากับ 67.99 ผล 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทรศัพท์ 08-1951-5287

 

สาระที่ 2 : รวมสูตรดิน 15 สูตร ปลูกต้นไม้ต่างๆ เทคนิคการบำรุงดินอย่างง่าย ๆ 


 เทคนิคการบำรุงดินอย่างง่าย ๆ เพื่อให้ดินคืนความอุดมสมบูรณ์ สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี 

โดยใช้ปุ๋ยธรรมชาติที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้มาก สูตรการบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยธรรมชาติมีดังนี้ 

สูตรที่ 1 

นำใบมะขาม ใบกระถิน ใบขี้เหล็ก ใบจามจุรี ใบโสนและใบแค ที่ร่วงแล้วมากองรวมกัน และรดน้ำให้ชื้นภายใน 7-10 วัน จะเปื่อยยุ่ย สามารถนำมาผสมกับดินปลูกในกระถาง หรือนำไปหว่านโรยรอบต้นพืชที่ปลูก ถือเป็นการกำจัดเศษใบไม้ใต้ต้นได้ดี กรณีต้องการให้มีคุณภาพดีขึ้น ให้กองรวมกับปุ๋ยคอก โดยใช้อัตราส่วน เช่น ใบจามจุรี 4 ส่วน : ปุ๋ยคอก 1ส่วน เป็นต้น 

สูตรที่ 2 

นำใบมะขาม ใบชมวง ใบมะกอกไทย และใบชมพู่ โดยนำมาหมักให้เน่าเปื่อย หรือเก็บรวมใส่ถุงขยะสีดำปิดปากถุงทิ้งไว้ 7 วันเพื่อให้เน่าเปื่อย ใบไม้หมักเหล่านี้จะมีความเป็นกรด เหมาะสำหรับดินปลูกไม้ประดับหรือใบไม้ที่มีสี เช่น โกสน บอนสี และช่วยให้ใบและดอกสีเข้มขึ้น 

สูตรที่ 3 

นำต้น ใบ และรากของผักตบชวา มาสับให้เป็นท่อน ๆ กองรวมกันให้เหี่ยวสัก 2-3 วันราดด้วยน้ำปุ๋ยคอก คลุมด้วยกระสอบประมาณ 7-10 วัน ผักตบจะเหี่ยวยุบตัวลงและมีธาตุอาหารที่สมบูรณ์ สามารถนำไปใส่แปลงผัก หรือผสมดินที่ปลูกต้นไม้ได้ 

สูตรที่ 4 

เปลือกถั่วลิสงนำมากองหมักไว้สัก 3 สัปดาห์ จนเปื่อยยุ่ย นำไปรองก้นหลุม เพื่อปลูกไม้ผลหรือผสมดินปลูกต้นไม้ จะช่วยให้ดินร่วนซุยมีความสมบูรณ์ 

สูตรที่ 5 

นำละอองข้าวที่เกิดจากขัดสีข้าวเปลือกจะเป็นส่วนเนื้อเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว จมูกข้าวและรำ โดยนำละอองข้าวนี้มาแช่น้ำ 1-2 วัน แล้วนำน้ำหมักที่ได้ไปรดต้นไม้ โดยเฉพาะผักกินใบ ซึ่งจะทำให้ใบมีสีเขียวเข้ม ยอดและใบจะอวบน่ารับประทาน 

สูตรที่ 6 

นำน้ำซาวข้าวไปรดใบสะระแหน่ จะช่วยบำรุงใบให้เจริญงอกงาม 

สูตรที่ 7 

นำเปลือกกล้วยชนิดใดก็ได้ มาหั่นเป็นท่อน ๆ แล้วตากแดดให้แห้ง นำไปผสมดินปลูก หากนำไปใช้กับกุหลาบจะช่วยให้ออกดอกสีสันสวยงาม  

สูตรที่ 8  ดินปลูกต้นไม้ทั่วๆไป 

1. ดินร่วน 1 ส่วน 

2. ใบใม้ผุ 1 ส่วน 

3. ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยเทศบาล 1 ส่วน 

สูตรที่ 9  ดินปลูกไม้ดอกกระถาง 

1. ดินใบก้ามปู 1 ส่วน 

2. ปุ๋ยคอก(ต้องเก่าๆ) 1 ส่วน 

3. ดินร่วน 1 ส่วน 

4. กาบมะพร้าวสับ 1 ส่วน 

สูตรที่ 10  ดินปลูกสำหรับปลูกโป้ยเซียน 

1. ดินขุยไผ่ผสมแกลบหรือทรายหยาบ 1 ส่วน 

2. ถ่านป่น 1 ส่วน 

3. อิฐมอญทุบเล็กๆ 2 ส่วน 

4. เปลีอกถั่วและใบทองหลางหรือใบก้ามปูผุๆ 2 ส่วน  

สูตรที่ 11  ดินสำหรับปลูกแคคตัส และพืชอวบน้ำ เช่น กุหลาบหิน โคมญี่ปุ่น พืชเหล่านี้ 

ไม่ต้องการดินที่มีอาหารสมบูรณ์มากนัก แต่ต้องการ ดินที่ร่วนโปร่ง  การะบายน้ำได้ดี และอุ้มน้ำได้พอสมควรส่วนผสมของดินมีดังนี้ 

1. ดินร่วน (ผึ่งแดด 7 วัน) 2 ส่วน 

2. ทรายหยาบ 3 ส่วน 

3. ถ่านปุ่น 1 ส่วน 

4 ใบก้ามปูผุ ๆ 1 ส่วน 

5. ปูนขาวเล็กน้อย 

สูตรที่ 12  ดินสำหรับปลูกเบญจมาศ โกสน ปาล์ม 

1. ดินร่วน 

2. ทรายหยาบ 

3. ปุ๋ยคอกเก่า ๆ 

4. ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยเทศบาล 

5. กระดูกป่นเล็กน้อย 

สูตรที่ 13  ดินสำหรับปลูกเฟิร์น 

1. ดินเผาหรือร่วน 1 ส่วน 

2. ทรายละเอียด 1 ส่วน 

3. เศษอิฐหักป่น 1 ส่วน 

4. ใบก้ามปูผุ ๆ 1 ส่วน 

5. ปุ๋ยคอกเก่า 1/2 ส่วน 

6. ปูนขาว 1/4 ส่วน 

ถ้าเป็นเฟิร์นที่ชอบขึ้นตามโขดหิน ก็ควรจะผสมเศษหินปูนลงไปบ้าง 

สูตรที่ 14  ดินสำหรับปลูกบอน ว่านต่าง ๆ ดาดตะกั่ว 

1. ดินร่วน 6 ส่วน 

2. ทราย 4 ส่วน 

3. ปุ๋ยคอก 1 ส่วน 

4. ใบมะขามผุ ๆ 1 ส่วน  

สูตรที่ 15  ดินสำหรับปลูกคล้า และมารานต้า 

1. ดินร่วน 2 ส่วน 

2. ทราย 2 ส่วน 

3. ขุยมะพร้าว 2 ส่วน 

4. แกลบ 1 ส่วน 

5. ปุ๋ยคอก 1 ส่วน 

หมายเหตุ ปุ๋ยคอกควรทุบละเอียด และแช่น้ำประมาณ 3-4 ชั่วโมง ก่อนนำไปคลุกเคล้าครับ 

 

สาระที่ 3  :  ทำมะม่วงลูกออกกลางต้น 


 หลักการและเหตุผล : 

1...... มะม่วงเป็นไม้ผลประเภทออกดอกติดผลที่โคนใบปลายกิ่ง ผลจากการบำรุงด้วยสูตรสะสมอาหารเพื่อการออกดอก (สะสมแป้งและน้ำตาล) แล้วปรับ C/N เรโช ไม่ประสบความสำเร็จ กล่าวคือ ถ้าปรับ C/N เรโชแล้ว N ยังมากกว่า C (อาจเป็นเพราะ N จากน้ำฝน) เมื่อเปิดตาดอก มะม่วงต้นนั้นจะออกเป็นใบอ่อนแทนออกเป็นดอก 

2...... ผลจากการให้อาหารกลุ่มสร้าง C ที่เคยให้ไว้เมื่อครั้งบำรุงด้วยสูตรสะสมตาดอกนั้น แม้มะม่วงต้นนั้นจะแตกใบอ่อนออกมา แต่สารอาหารกลุ่มนั้นบางส่วนยังคงเหลืออยู่ภายในต้น ซึ่งสารอาหารกลุ่มนี้ยังพร้อมที่จะส่งเสริมให้มะม่วงออกดอกชุดใหม่ได้ 

การปฏิบัติ : 

1.... เมื่อใบอ่อนที่แตกออกมาใหม่เริ่ม "แผ่กาง" ให้เด็ดทิ้ง (เด็ดด้วยมือ) ทั้งหมด 

2.... เด็ดใบอ่อนทิ้งแล้ว เริ่มบำรุงทางใบด้วยสูตรสะสมตาดอก 1-2 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน.....ช่วงนี้งดการให้น้ำทางรากเด็ดขาด 

3..... สะสมตาดอกครบกำหนดแล้ว ให้เปิดตาดอกด้วย "ฮอร์โมนไข่ + 13-0-46 + ไธโอยูเรีย" (ฮอร์โมนไข่สูตรสเปน) 2-3 รอบ ห่างกันรอบละ 5-7 วัน 

ผลรับ : 

เมื่อไม่มี "ตุ่มตา" ที่ซอกใบปลายยอด เนื่องจากถูกเด็ดใบทิ้งแล้ว และพัฒนาขึ้นมาใหม่ไม่ทัน ต้นจะพัฒนาตาที่อยู่ใต้เปลือกบริเวณโคนกิ่ง (กิ่งแก่) หรือใต้เปลือกบริเวณลำต้นขึ้นมาแล้วกลายเป็นตุ่มตาที่มีดอกออกมาได้แทน  

ประสบการณ์ตรง : 

1.... สวนมะม่วงที่ประสบความสำเร็จจากการปฏิบัติบำรุงตามแนวนี้ ได้แก่ สวนมะม่วงน้ำดอกไม้ที่เขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา....... สวนมะม่วงน้ำดอกไม้-เขียวเสวย-ฟ้าลั่น ที่ อ.ไชโย จ.อ่างทอง. ......ส่วนมะม่วงขาวนิยม ที่บางบอน กทม. .......และ สวนมะม่วงขาวนิยม ที่ อ.บางแพ จ.ราชบุรี.....ออกดอกติดผลที่โคนกิ่ง ทั้งกิ่งอ่อน กิ่งแก่ กิ่งกลางอ่อนกลางแก่ และกลางลำต้นได้......ดอกที่ออกมานี้เมื่อบำรุงตามขั้นตอนปกติ ก็สามารถพัฒนาเป็นผลระดับเกรด เอ. ได้เช่นกัน 

2.... สวนลิ้นจี่ ที่ อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ก็สามารถออกดอกติดผลตามโคนกิ่งแก่ และลำต้นได้เช่นกัน

 

สาระที่ 4 :  สูตรน้ำสมุนไพรไทย "แก้เกล็ดเลือดต่ำ" 

ใครรู้ตัวว่าเกล็ดเลือดต่ำ ลองกินสูตรนี้ดูนะครับ 3 วันเห็นผล 

สับปะรด + ใบโหระพา 

สรรพคุณสับปะรด : มีรสเปรี้ยวหวาน จะช่วยขับปัสสาวะ ขับนิ่ว ขับเสมหะ แก้ไอ 

สรรพคุณใบโหระพา : ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลมในลำไส้ แก้ปวดประจำเดือน เป็นยาอายุวัฒนะ นำมาตำใช้พอกแก้ไขข้ออักเสบ 

วิธีทำ 

1. เตรียมเนื้อสับปะรด 1 หัว ใบโหระพา 1 หยิบมือ และน้ำ 1/2 ลิตร 

2. นำเนื้อสับปะรดมาหั่นเป็นชิ้นๆ รวมทั้งแกนสัปปะรดด้วย 

3. นำสับปะรด + ใบโหระพา + น้ำ มาปั่นจนได้ที่ แล้วกรองกากออก ดื่มได้เลย 

สรรพคุณของเครื่องทั้ง 2 รวมกันคือ 

1. ทำให้เม็ดเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าดีขึ้น 

2. เพิ่มเม็ดเลือดแดง หากต้องการให้เพิ่มเม็ดเลือดขาวด้วย ต้องใช้แกนสับปะรดด้วย 

3. ช่วยลดความดันโลหิตสูง 

4. ลดลมในตัว 

5. ช่วยแก้ไม่ให้เลือดข้นหรือหนืดเกินไป 

6. ลดอนุมูลอิสระ 

7. ช่วยบำรุงหัวใจ

 

 สาระที่ 5  :  ยาแก้ไอไร้สารพิษตกค้างทำได้เองที่บ้าน


 เคร​ดิต... สุโขทัยโพสต์ ยาแก้ไอมะกรูดทำง่ายใช้ได้ผล 

หามะกรูดสดที่แก่จัดแต่ว่าผิวเขียวสดไม่เหลืองนะครับ เพราะว่าจะมีน้ำเยอะดีครับ มาล้างและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เอาเมล็ดออกด้วยนะครับ แล้วใส่ในขวดแก้วให้เหลือพื้นที่ด้านบนสักหน่อย ใส่น้ำตาลทรายแดงไว้ด้านบนในอัตราส่วน มะกรูด 3 ส่วน น้ำตาลทรายแดง 1 ส่วน ไม่ต้องเติมน้ำเพราะว่าน้ำตาลจะค่อยๆดึงวิตามิน และสารสำคัญอันเป็นประโยชน์ทั้งหลาย ออกมาจากมะกรูดเองครับ แล้วปิดฝาขวดโหลเก็บไว้หนึ่งเดือน 

เมื่อครบกำหนดจะได้น้ำหมักจากมะกรูด เป็นยาจิบแก้ไอคุณภาพดีมาก ปลอดสารอันตรายใดๆ เก็บไว้ในตู้เย็นได้หลายเดือน ที่นี้เราก็ไม่ต้องซื้อยาที่มีสารต่างๆ ซึ่งอาจมีผลตกค้างต่อตัวเรามาใช้กันแล้วครับ ส่วนเนื้อมะกรูดที่เหลือ เติมน้ำตาลทรายหมักต่อในอัตราส่วนเท่าเดิม หมักไว้อีกหนึ่งเดือนก็จะได้น้ำหมักมะกรูดอีกเป็นชุดที่สองครับ แล้วก็เทน้ำมะกรูดนี้ออกมาใส่ขวดสะอาดเก็บไว้ได้เหมือนเดิม ส่วนกากที่เหลือก็ให้เติมน้ำตาลอีกรอบในอัตราเดิม หมักต่ออีกหนึ่งเดือนก็จะได้น้ำมะกรูดอีกเหมือนเดิม สามารถหมักได้สามรอบนะครับ 

มาถึงรอบสุดท้ายที่เราได้น้ำมะกรูดออกแล้ว ให้เติมน้ำตาลทรายแดงกับน้ำผึ้งในอัตราส่วน น้ำตาล 2 ส่วน น้ำผึ้ง 1 ส่วน ทิ้งไว้หนึ่งสัปดาห์แล้วนำออกมาใส่ถุงพลาสติกสะอาดหนาๆหน่อย แล้วกลิ้งบดทับด้วยขวดแก้วกลมๆ จนเนื้อเนียนละเอียดแล้วตักเก็บใส่ขวดโหลแก้วเล็กๆไว้ สามารถนำมาชงเป็นชาน้ำผึ้งมะกรูด ที่หอมกรุ่นมากประโยชน์ได้อีกนะครับ

 

สาระที่ 6  :  บางที​ธาตุ​อาหาร​พืช​ก็​มี​อยู่​รอบ​ๆ​ตัว​เรา  แต่​เรา​อาจจะ​มอง​ข้าม​ไป 


 มูลสัตว์ พืชสด มี ไนโตรเจน = เร่งโต , เร่งแตกกอ 

พืชแห้ง แกลบ มี ฟอสฟอรัส = เร่งดอก , ออกผล 

ขี้เถ้าแกลบ มี โปตัสเซียม =เร่ง​หัว, เร่ง​ราก​

***แกลบดิบถ้าผสมรวมกับ ดินปลูก จะดึงธาตุไนโตรเจนไปย่อยสลายตัวเอง ทำให้ ต้นไม้ ขาดธาตุไนโตรเจนได้ แต่เหมาะกับพืช ที่ปลูกเพื่อการใช้หัว

 

สาระที่ 7  :   สูตรจุลินทรีย์ พื้นบ้าน บำรุงพืชผัก สลายตอซังข้าว 


สูตรจุลินทรีย์พื้นบ้านบำรุงพืชผักสลายตอซังข้าวจากข้าวกล้อง สูตรจุลินทรีย์พื้นบ้านบำรุงพืชผักจากข้าวกล้อง เป็นอีกสูตรหนึ่งที่คุณลอย คลองแห้ง เกษตรกรผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการทำเกษตรผสมผสาน ได้ทำการคิดค้นและทดลองจนประสบความสำเร็จ และนำมาใช้ในการบำรุงพืชมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีวิธีการและรายละเอียดดังนี้ 

วัตถุดิบในการทำจุลินทรีย์พื้นบ้านบำรุงพืชผักสลายตอซังข้าวจากข้าวกล้อง 

1.ข้าวกล้อง 1 กิโลกรัม

2.แป้งข้าวหมาก 1 ลูก

3.กากน้ำตาล 2 ลิตร

4.น้ำสะอาด 5 ลิตร 

วิธีทำจุลินทรีย์พื้นบ้านบำรุงพืชผักสลายตอซังข้าวจากข้าวกล้อง 

ขั้นตอนที่ 1 

-หุงข้าวกล้องสุกๆ ดิบๆ (ให้มีแกนใน)

-บดแป้งข้าวหมากคลุกเคล้ากับข้าวกล้องที่หุงอุ่นๆ หมักไว้ 3วัน 

ขั้นตอนที่ 2

-นำน้ำสะอาด 5 ลิตร ใส่ถังพลาสติกทึบ

-นำกากน้ำตาล จำนวน 2 ลิตร เติมลงไป

-นำข้าวกล้องที่หมักกับแป้งข้าวหมาก มาเทใส่ลงไป

-คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน

-ปิดฝาถึงหมักให้สนิท

-หมักทิ้งไว้ 15 วัน (วันที่ 1 – 7ให้เปิดฝาคนส่วนผสมทุกวัน)

-กรองข้าวออก นำหัวเชื้อจุลินทรีย์ไปใช้ได้เลย 

วิธีใช้จุลินทรีย์พื้นบ้านบำรุงพืชผักจากข้าวกล้อง

-ใช้สำหรับการบำรุงพืชผัก ในอัตราส่วน 20 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร

-ใช้สำหรับการย่อยสลายตอซัง ในอัตราส่วน 5 ลิตร ต่อพื้นที่ 1 ไร่ ราดลงบนต่อซังข้าว เว้นระยะไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ ตอซังข้าวก็จะเปื่อยยุ่ย แล้วไถกลบได้ 
 

 

ขอบคุณ :  FB. เกษตร อินเตอร์เชียงใหม่



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน