• potipiroon
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : potipiroon@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-03-26
  • จำนวนเรื่อง : 84
  • จำนวนผู้ชม : 1516194
  • ส่ง msg :
  • โหวต 101 คน
xcornellian
บทความเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ การบริหารจัดการ การบริหารงานบุคคล การบริหารงานภาครัฐ รวมทั้งข่าวสารบ้านเมืองทั่วไป potipiroon@gmail.com Twitter: @xcornellian
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/xcornellian
วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน 2552
Posted by potipiroon , ผู้อ่าน : 8495 , 13:05:54 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

     กลับมาพบกันอีกครั้งนะครับกับเรื่องราวการไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา คราวนี้จะพูดมาพูดกันถึงเรื่องมุมมองเกี่ยวกับการศึกษาของอเมริกา มุมมองที่มีต่อเพื่อนต่างชาติ ประโยชน์ที่ได้รับจากการไปศึกษาต่อ และที่สำคัญคือขั้นตอนการสมัครเรียนกับมหาวิทยาลัย และการเตรียมตัวก่อนเดินทาง


     ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีและการสื่อสารในปัจจุบันจะทำให้การศึกษาของประเทศทั่วโลกมีคุณภาพที่เท่าเทียมกันมากยิ่งขึ้น (Level the playing field) เห็นได้ชัดจากการที่ประเทศจีนที่มีอัตราการผลิตนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรออกมามากที่สุดในโลกในตอนนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าอเมริกายังคงเป็นผู้นำทางด้านสถาบันการศึกษาและการวิจัยของโลกอยู่ (Educational and Research Institute) การที่อเมริกามีจำนวนงานวิจัย(Research Publication) มากที่สุดในโลกนั้น ทำให้มหาวิยาลัยอเมริกาได้รับงบประมาณ (Funding) ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

     

     การศึกษาของอเมริกันนั้นเน้นมากในเรื่องของการให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น (Participatory) นักเรียนเกือบทุกคนพร้อมและกล้าที่จะยกมือแสดงความคิดเห็น (หรือปกป้องความเห็นของตน) และสนทนากันอย่างเสรีในชั้นเรียน ไม่ต้องกลัวว่าใครจะปล่อยไก่ อาจารย์ผู้สอนจะคอยตั้งคำถามในนักเรียนได้พยายามคิดนอกกรอบอยู่เสมอ (Think out of the box)และไม่เน้นทฤษฏีหรือขั้นตอนมากเท่ากับผลของการปฏิบัติ(Results-oriented)เวลาทำงานกันเป็นทีม ความเห็นของผู้ร่วมทีมทุกคนถือเป็นพระเจ้า ใครไม่แสดงความเห็นคือคนไม่ฉลาด นี่คือข้อดีอย่างมากของการศึกษาของอเมริกัน ซึ่งนอกจากนักเรียนจะได้รับความรู้จากอาจารย์ผู้สอนแล้ว ยังได้ฟังความคิดเห็นของนักเรียนคนอื่นอย่างกว้างขวาง ทำให้เด็กอเมริกันค่อนข้างจะมีความคิดเป็นผู้ใหญ่กว่าตัวมาก รวมทั้งมองอะไรจากหลายๆมุมเนื่องจากได้บริหารสมองส่วนการแสดงความคิดเห็นอยู่เสมอ

     ยอมรับว่าตอนที่ไปเรียนช่วงแรกนั้น ก็รู้สึกไม่ค่อยคุ้นเคยกับระบบนี้เท่าไรนัก เราก็จะคล้ายๆกับเพื่อนๆชาวเอเซียตะวันออกและคนไทยคนอื่นๆ ที่มักเอาแต่นั่งหน้าใส แล้วก็จดเลคเชอร์อย่างเดียว class ไหนที่มีเด็กเอเซียเยอะก็จะค่อนข้างเงียบ ถามว่าทำไมจึงไม่พูดกัน ก็คงจะเป็นเพราะยังไม่มั่นใจทั้งในเรื่องของภาษา เพราะต้องพูดแบบค่อนข้างเป็นวิชาการ รวมทั้งไม่มั่นใจเกี่ยวองค์ความรู้เฉพาะด้านที่ยังถือว่าค่อนข้างใหม่กับตัวเรา

     การศึกษาในระดับปริญญาโทที่ประเทศอเมริกานั้น ถือว่าต่างจากการศึกษาในระดับปริญญาตรีค่อนข้างมากครับ ปริญญาตรีจะเน้นการได้รับความองค์ความรู้จากอาจารย์ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ และเรียนรู้เองประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนปริญญาโทนั้น จะเน้นการได้รับความรู้จากอาจารย์แค่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ และเรียนรู้ด้วยตนเองอีกประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนปริญญาเอกนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะถือว่าต้องสามารถผลิตองค์ความรู้ใหม่ๆออกมาและเรียนรู้ด้วยตัวเองประมาณ 99 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการศึกษาในระดับปริญญาโทจึงต้องอาศัยวินัยในการเรียนมากพอสมควร หน้าที่ของอาจารย์ไม่ใช่เข้ามาในห้องเรียนแล้วเล่าทุกอย่างที่ตนเองรู้ อาจารย์จะเป็นเพียงผู้ที่ถ่ายทอดและนำเสนอสิ่งที่มีความสำคัญ บอกเราว่าเนื้อหาอะไรที่เราจะต้องเน้นเป็นพิเศษ ใครคือผู้เขียนที่มีความสำคัญในสาขานั้นๆ บทความอะไรที่ควรจะต้องอ่าน แหล่งความรู้เพิ่มเติมอยู่ที่ใด หน้าที่ของเราผู้เป็นนักเรียนคือ ต้องทำการบ้านมาก่อนเข้าเรียน อ่านบทความและหนังสือที่อาจารย์สั่งให้อ่าน และทำการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม

 

     ตอนแรกที่ไปใหม่ๆก็คิดว่า ไม่เห็นจำเป็นเลย เดี๋ยวไปนั่ง ชิวชิว ฟังอาจารย์พูดในห้องก็ได้ ปรากฏว่า เอ๋อแด๊ก ไม่รู้เรื่องเลยครับท่าน อาจารย์ไม่เท้าความอะไรทั้งสิ้น มาถึงก็ถามเลยว่านักเรียนมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับบทความนั้นๆ แล้วใครจะไปรู้หละ ก็ไม่ได้อ่านมาสักหน้านี่ครับ หลังจากนั้นมาก็เลย ผมก็เลยต้องเริ่มขยันมากขึ้น จะได้เรียนรู้เรื่องเหมือนคนอื่นเขา

 

     ประโยชน์ที่ได้รับจากการไปเรียนต่อที่ Cornell ยังมีอีกหลายข้อด้วยกันครับ เรื่องแรกก็คือการได้เรียนกับอาจารย์ที่มีชื่อเสียง เป็นผู้ที่เขียนหนังสือหรือบทความดังๆ รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทใหญ่ๆในอเมริกา ทำให้เราได้รับมุมมองความคิดที่ทันสมัยและเป็นนวัตกรรทจากคนเหล่านี้มาเยอะเหมือนกัน นอกจากนั้นก็ยังได้มีโอกาสพบกับแขกที่มาบรรยาย (Guest Lecturer) ซึ่งมักจะเป็นผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ในอเมริกา อาธิเช่น Microsoft, Starbucks, Intel, IBM หรือ American Express มาเล่าประสบการณ์การทำงานจริงๆให้นักเรียนฟัง ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่ามาก แต่ประสบการณ์ที่ผมคิดว่าดีที่สุดก็คือการได้มีเวลาเป็นของตัวเองมากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องแบ่งเวลาให้คนโน้นคนนี้มากเท่าตอนอยู่ที่เมืองไทย ทำให้มีเวลานั่นย้อนคิด เปรียบเทียบสิ่งที่กำลังเรียนอยู่กับงานจริงๆที่เราเคยทำ รวมทั้งย้อนมองตัวเองว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร

     

       เรื่องหนึ่งที่ไม่เคยรู้เลย ก็คือราคาของหนังสือเรียน (Textbooks) ที่อเมริกานั้นแพงเอามากๆ ถ้าซื้อจากร้านขายหนังสือของมหาลัย บางเล่มเขาขายกันเป็นร้อยดอลลาร์ งบประมาณที่ ก.. ให้ไปก็แค่ปีละ 375 ดอลลาร์ เรียกได้ว่าไม่มีทางพอ ทางออกก็คือ ต้องซื้อ online จาก website ที่ขายหนังสือเช่น amazon.com หรือ half.com ซึ่งเป็นหนังสือมือสอง (หรือสาม…..)แต่สภาพยังน่าอ่านมากๆและมีราคาถูกกว่าประมาณ 3-4 เท่าตัว พอจบเทอมก็เอาไปขายต่อให้ผู้อื่นเป็นวิทยาทาน หรือถ้าชอบหนังสือเล่มนั้นมากๆก็ต้องยอมเก็บไว้ หลายๆคนคงคิดว่า แล้วทำไมไม่เอาไปถ่ายเอกสาร ก็ขอบอกเลยว่าค่าถ่ายเอกสารที่อเมริกาแพงมากๆและก็ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เขียนด้วย จะไปยืมอ่านในห้องสมุดก็อ่านได้ครั้งละไม่เกิน 2 ..เพราะถือว่าเป็นหนังสือเรียนที่ต้องเก็บไว้ในห้องสมุดให้ทุกคนได้อ่าน (On-reserve books)

 

    อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะมาเล่าสู่กันฟังก็คือเรื่องของมุมมองต่อเพื่อนนักเรียนต่างชาติ ผมเองก็ได้รู้จักเพื่อนต่างชาติดีๆมาหลายคนจาก Cornell เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นอเมริกัน จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน หรือยุโรป (มีนักเรียนจากชาติเหล่านี้มากมายเหลือเกินในอเมริกา) ถึงแม้เราจะสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษเหมือนๆกัน แต่ทว่าแต่ละชาตินั้นก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปอย่างชัดเจน

    คนอเมริกันนั้นจะตรงมาก ไม่ค่อยเกรงใจใคร คิดอย่างไรก็จะพูดอย่างนั้น ถือเป็นทั้งข้อดี (และข้อเสียสำหรับสังคมไทย)จะสนใจผลลัพท์ของงานมากกว่าวิธีการ คนอเมริกันจะค่อนข้างปัจเจกนิยม ผิวเผิน และไม่ค่อยจะสนใจความเป็นไปของวัฒนธรรมอื่นๆ เพื่อนอเมริกันที่ผมสนิทด้วยก็จะมีนิสัยค่อนข้างตรงกันข้ามกับที่ผมเอ่ยมาทั้งหมด

     ส่วนคนจีนแผ่นดินใหญ่นั้น จะค่อนข้างคล้ายคนไทย แต่จุดเด่นคือเรื่องของความเป็นชาตินิยม(Nationalistic)จะยอมไม่ได้เลยหากใครจะบอกว่าไต้หวันเป็นรัฐอิสระ คนจีนนั้นเรียบร้อยและอนุรักษ์นิยมมากในเรื่องความคิด (เพราะเคยเป็นประเทศปิด) ดังนั้นจึงออกจะดูเชยๆ ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าคนจีนฉลาดมาก แต่มักจะถ่อมตน ดูสบายๆและไม่ขยันเรียนมากนัก เวลาทำข้อสอบมักจะบอกว่าทำไม่ได้ (แต่เห็นคะแนนดีตลอด)

      ส่วนคนจีนใต้หวันจะดูทันสมัยมากกว่าคนจีนเยอะโดยเฉพาะเรื่องการแต่งตัว

      คนอินเดียจะเป็นอะไรที่ตรงข้ามกับคนจีนมากๆ คนอินเดียฃดูเหมือนมีพลังมาก ทะเยอทะยานตลอดเวลา ทำกิจกรรมเยอะและขยันเรียน คนอินเดียจะพูดเยอะในชั้นเรียน (เพราะพูดภาษาอังกฤษประหนึ่งภาษาแม่ ถึงแม้จะคนชาติอื่นจะฟังไม่ค่อยออก)และอีกเช่นกันครับผมมีเพื่อนซี้ชาวอินเดียอยู่หนึ่งคนที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับที่เอ่ยมา คนจีนและคนอินเดียนั้นจะได้รับการยอมรับมากจากบรรดากลุ่มนายจ้างในอเมริกามาก เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศนี้กำลังการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเวลาสมัครงานจึงเสมือนมีสิทธิพิเศษ

 

    นักเรียนญี่ปุ่นก็มาศึกษาต่อที่อเมริกากันมากเหมือนกันนะครับ นักเรียนญี่ปุ่นถือว่าอยู่อเมริกาได้อย่างสบายกระเป๋าเพราะค่าครองชีพที่อเมริกานั้นถือว่าต่ำกว่าที่ญี่ป่น คนญี่ปุ่นฉลาด น่ารัก ทันสมัยและปรับตัวเข้ากับอะไรง่าย มีบุคลิกร่าเริงตลอดเวลา ผมว่าคนเกาหลีใต้ก็ออกจะดูคล้ายๆคนญี่ปุ่นนี่ล่ะ

    สุดท้ายคือนักเรียนจากสิงค์โปร์ กลุ่มนี้จะดูเหมือนคนจีนทุกอย่าง แต่ดูจะทะเยอทะยาน พูดมากแพราะภาษาอังกฤษดี เหมือนเวอร์ชั่นคนอินเดียรวมกับคนจีนแผ่นดินใหญ่ กล่าวโดยสรุปแล้วผมว่าผมเข้ากับคนจีนและคนญี่ปุ่นได้ง่ายที่สุดครับ

     คำถามหนึ่งที่ผมที่ผมได้รับจากบุคคลรอบข้างบ่อยมากก็คือ ไปล้างจานมาหรือเปล่า ก็อดขำไม่ได้ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ใม่เห็นมีนักเรียนไทยที่ไหนไปล้างจานกันสักคน คือว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้วจริงๆนะครับ เมื่อก่อนนี้เป็นเรื่องจริงครับที่นักเรียนไทยมักจะไปล้างจานเพื่อหารายได้พิเศษในยามว่าง แต่ตอนนี้พวกเขาได้ Upgrade ตัวเองขึ้นมานิดหนึ่งแล้ว โดยหันกันไปเป็นเด็กเสิร์ฟกัน และอีกหลายคนก็ทำงานช่วยงานอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเพื่อหารายได้พิเศษ (Research Assistant) ซึ่งผมเองก็ทำมาแล้วทั้ง 2 อย่าง ส่วนตัวแล้วผมคิดว่ามีปัจจัยของความเปลี่ยนแปลงนี้อยู่ 2 ประการคือ จำนวนร้านอาหารไทยในอเมริกานั้นมีมากขึ้นเยอะ และการที่นักเรียนไทยได้รับการยอมรับมากขึ้นในเรื่องของภาษาอังกฤษ ส่วนงานล้างจานในปัจจุบันนี้นั้นจะเป็นงานของคนเม็กซิกันเสียส่วนมาก (และเรามักเรียกพวกเขาว่าพี่ใต้) การทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารไทยนี่ถือว่าดีกว่าที่ผมคิดเอาไว้เยอะนะครับ เพราะอาหารการกินก็ฟรี รายได้ก็ถือว่าดีมาก (ถึงแม้จะต้องยืนตรากตรำกันทั้งวัน) รวมทั้งเจ้าของร้านก็ให้เกียรติพวกเราในระดับที่พอรับได้ อยากจะขอเล่าให้ฟังว่าประสบการณ์เปิ่นๆเกี่ยวกับการเสิร์ฟอาหารก็มีอยู่เยอะมากนะครับ เริ่มตั้งแต่วันแรกก็ทำแก้วน้ำหกใส่ลงไปที่เป้าของลูกค้าสุภาพสตรี โชคดีที่ไม่โดนเอาเรื่องเอาราว ดังนั้นอย่าคิดว่าการเป็นเด็กเสิร์ฟเป็นเรื่องง่ายนะครับ ต้องผ่านการฝึกอบรมหันเป็นเดือนเชียว กว่าจะให้ออกบินเดี่ยวได้ อ้อ!เดี๋ยวนี้ธรรมเนียมในการให้ทิปของฝรั่งเขาอยู่กันที่ 15-20 เปอร์เซ็นต์ของราคาอาหารกันแล้วนะครับ หากใครมีโอกาสไปเที่ยวอเมริกา อย่าเผลอไปให้ทิปแค่ 5-10 เปอร์เซ็นต์เชียว รับรองมีหวังโดนค้อนแย่เลยนะครับ

 

     เรื่องสุดท้ายที่อยากจะพูดถึงก็คือ เรื่องของขั้นตอนในการไปศึกษาต่อ การสมัครเรียนกับทางมหาวิทยาลัยที่อเมริกา และการเตรียมตัวก่อนเดินทาง ขั้นตอนแรกหลังจากที่ได้รับทุนศึกษาต่อแล้ว (ไม่ว่าจะเป็นทุน ก..หรือ พ..)ก็ต้องรีบหามหาวิทยาลัยที่ต้องการจะไปศึกษาต่อในสาขาที่ตนเองต้องการ (ตรงนี้สามารถไปสอบถามที่ ก.. ได้) ควรจะเลือกไว้อย่างน้อยสัก 3-5 แห่ง (บางคนสมัครไว้กันพลาดเป็นสิบแห่งก็มี) จากนั้นต้องเข้าไปดูใน website ของมหาวิยาลัยว่าเขามีหลักเกณฑ์ (requirements) อะไรกันบ้าง เพื่อความกระจ่างชัดก็ควรต้องมีการ email ไปหาเจ้าหน้าที่ของคณะที่เราต้องการสมัครด้วย เพื่อให้รู้แน่ชัดเกี่ยวกับคุณสมบัติที่เขาต้องการ ถ้าจะให้ดีก็ต้อง email ไปหาอาจารย์ที่มหาวิยาลัยของเขาสักคนสองคน เผื่อว่าเขาจะมีข้อแนะนำดีๆ หรือเขาอาจจะเป็นคณะกรรมการคัดเลือก (Selection Committee) ก็เป็นได้ จากประสบการณ์ส่วนตัว การทำให้เขาเห็นเรามากขึ้น(Visibility) ถือว่าสำคัญมากๆในการสมัครเรียน หลักเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยอเมริกาทั่วไป ก็จะมีใบสมัคร เงินค่าสมัคร (ราวๆ 50-80ดอลลาร์) เกรดเฉลี่ย (ใช้ Transcript) คะแนนการสอบ Toefl และ GRE, หนังสือจากอาจารย์ที่เมืองไทย (Recommendation Letter) และแถลงความจำนงค์ไปศึกษาต่อ (Statement of Purpose) โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าควรจะให้น้ำหนักไปที่เรื่องของคะแนน Toefl, Recommendation Letter และ Statement of Purpose เกรดเฉลี่ยนั้นเรากลับไปแก้มันไม่ได้แล้ว ส่วนคะแนน GRE นั้นส่วนมากฝรั่งจะเข้าใจว่าข้อสอบมันยากมากและคะแนนของเด็กต่างชาติก็มักจะไม่ดี (ดังนั้นเราจึงต้องเลือกมหาวิทยาลัยที่เหมาะสมกับความสามารถของตนเองด้วยเช่นกัน) หลังจากที่รวบรวมเอกสารทุกอย่างครบแล้ว ต้องดูห้วงเวลาการส่งเอกสารให้ดีเนื่องจากมหาลัยแต่ละแห่งจะมี Deadline ไม่ตรงกัน หลังจากส่งเอกสารไปแล้ว ก็คงต้องแล้วแต่บุญแต่กรรมว่ามหาวิยาลัยจะตอบรับมาหรือไม่ ช่วงนี้ใครอยากไปทำบุญกัน 9 วัดก็คงไม่ว่ากัน หากคุณโชคดี มหาวิทยาลัยตอบรับ คุณก็จะได้รับเอกสารตัวหนึ่งที่เขาเรียกว่า I-20 (สำหรับนักเรียนทุนส่วนตัว) หรือ DS-2019 (สำหรับนักเรียนทุนรัฐบาล) แล้วคุณก็ต้องนำเจ้าเอกสารตัวนี้ไปขอออก Visa จากสถานทูตอเมริกันได้ เท่านั้นคุณก็จะได้บินเหิรฟ้าไปเรียนที่อเมริกาสมความปรารถนา

    

     สำหรับคำแนะนำสำหรับการเตรียมตัวก่อนไปนั้น มีแค่2 ประโยคครับคือ 1)“เตรียมใจ” 2)“ทำทุกอย่างที่คุณคิดว่าจะไม่ได้ทำที่โน่น” ที่ว่าเตรียมใจก็คือ เตรียมไปเจอเพื่อนใหม่ ที่อยู่ใหม่ ภูมิอากาศใหม่ อาหารใหม่ การเรียนแบบใหม่และที่สำคัญคือภาษาใหม่ ส่วนที่ว่าทำทุกอย่างที่คุณคิดว่าจะไม่ได้ทำที่โน่นนั้นผมหมายถึง ถ้าคุณอยากเที่ยว ก็ให้เที่ยวให้สุดๆที่เมืองไทย อยากกินอาหารไทยก็กินไปเสียให้เต็มที่ เพราะที่โน่นจะหาอาหารไทยหรือที่เที่ยวแบบดีๆถูกๆคงจะหายาก ผมขอแนะนำว่าไม่ต้องเตรียมอะไรไปมากมายโดยเฉพาะเสื้อผ้า เสื้อผ้าที่โน่นราคาถูก โดยเฉพาะเวลา Sale และคุณภาพดี เวลาเข้าเครื่องอบแล้วไม่หด ที่ควรเตรียมอาจจะเป็นประเภทอาหารแห้ง (เช่น เครื่องแกงผง) รวมทั้งเครื่องเขียน ซึ่งที่อเมริกาถือว่าแพงมาก สุดท้ายก็คงอยากจะฝากในเรื่องของการเตรียมภาษาอังกฤษ หากคุณมีความพร้อมก่อนไปเท่าไร คุณก็จะยิ่งสามารถซึมซับความรู้ต่างๆได้เร็วขึ้นเท่านั้น ผมคงจะไม่สามารถสาธยายข้อแนะนำทั้งหมดลงในพื้นที่อันจำกัดนี้ได้ หากใครที่จะสนใจไปเรียนต่อ ก็ขอเชิญสอบถามได้ที่ potipiroon@gmail.com ครับ

     อ้อเวลาไปเรียนแล้ว ก็ต้องแบ่งเวลาให้ดีนะครับ บางคนเอาแต่อยู่ในห้องสมุด คือเรียนดีมาก แต่ไม่ได้สังคมกับใครเลย ไม่ work นะครับ พยายามหาจุด balance ที่เหมาะสมระหว่างการเรียนและการสัมคม ไปทีเดียวเอาให้คุ้มครับ

 





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2009 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]