• potipiroon
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : potipiroon@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2009-03-26
  • จำนวนเรื่อง : 84
  • จำนวนผู้ชม : 1476981
  • ส่ง msg :
  • โหวต 101 คน
xcornellian
บทความเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ การบริหารจัดการ การบริหารงานบุคคล การบริหารงานภาครัฐ รวมทั้งข่าวสารบ้านเมืองทั่วไป potipiroon@gmail.com Twitter: @xcornellian
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/xcornellian
วันจันทร์ ที่ 18 เมษายน 2554
Posted by potipiroon , ผู้อ่าน : 5044 , 17:33:35 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยยุคนี้ เป็นยุคทิ่อยู่ภายใต้ “ระบบการประเมิน” อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน กระแสการบริหารจัดการแบบตะวันตก (Western Management) ได้ถ่าโถมและเข้าครอบงำวิธีคิดของบุคลากรทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ไม่ต่างจากกระแสบริโภคนิยมในเวลานี้

 

ถ้าเรายังจำกันได้ หลักการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะ School ไหน สุดท้ายก็หนีไม่พ้น 4 ส่วน คือ การวางแผน (Planning) การดำเนินการ (Implementation) การติดตาม (Monitoring) และการประเมินผล (Evaluation) เป็น Loop วนไปวนมา (Iterative) ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจ ทำไมเรื่องการประเมินผล จึงได้เข้ามามีอิทธิพลต่อการบริหารงานของหน่วยงานในปัจจุบันนี้

 

ถ้ามองกันแบบผิวเผิน โดยเฉพาะถ้ามองจากมุมมองของคนภายนอก (Outside-In) ก็น่าจะมองว่า เป็นเรื่องที่ดี เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ถ้าถามคนที่ทำงานในองค์กรมาเป็นเวลานาน (อย่างเช่นผม เป็นต้น) อาจจะมีมุมมองที่แตกต่างออกไป เพราะถ้ามองกันให้ลึกซึ้ง ผมว่า ประเทศไทยของพวกเราเสียงบประมาณไปปีๆ หนึ่งเป็นจำนวนมากกับระบบการประเมิน โดยเฉพาะในภาครัฐ นี่เป็น hidden cost ของคนไทย ที่ไม่ค่อยจะมีใครพูดถึง เพราะเป็น cost ในเชิงระบบ ซึ่งได้กลายเป็นงบประมาณประจำไปแล้ว เหมือนกับเงินเดือนข้าราชการ โดยไม่ค่อนมีใครคำนึงถึงความคุ้มค่าในการดำเนินงาน (Cost-effectiveness)

 

ล่าสุดที่เพิ่งจะเป็นข่าวไป คือ ระบบการประเมินคุณภาพการศึกษาของ สมศ. ซึ่งเรียกได้ว่า เหลวเป๋ว เห็นได้จากผลคะแนน ONET ของนักเรียนไทยสามแสนกว่าคน คะแนนเฉลี่ยวิชาเลขอยู่ที่ 14 คะแนนกว่าๆ ส่วนวิชาภาษาอังกฤษได้ 19 คะแนน นี่คือ วิชาสำคัญ ผมข้อขีดเส้นใต้ ว่านี่คือวิชาสำคัญที่สะท้อนอนาคตของประเทศ ผมไม่แน่ใจว่า ปัญหาอยู่ที่ระบบการออกข้อสอบมากมายขนาดไหน แต่ก็ต้องยอมรับว่า ถ้าเด็กของเราดีจริง ข้อสอบแบบไหนก็น่าจะพอทำได้บ้างไหม???

 

อันที่จริง เราคงไม่สามารถโทษนักเรียนได้ แต่เราคงต้องหันกลับมามองระบบการศึกษาไทยด้วย ว่าเกิดอะไรขึ้น เรามีการนำระบบประเมินคุณภาพการศึกษามาใช้กว่า 10 ปี แต่ผลที่เกิดขึ้นมันคืออะไร เราวัดกันถูกจุดหรือเปล่า ที่ผมทราบมา คือ สมศ. มีตัวชี้วัดจำนวนมากที่วัด Process ของกระบวนการศึกษา แต่ไม่ได้วัด Output หรือ Outcome อย่างแท้จริง ผมขอถามว่า ทำไมไม่ประเมินกันไปเลยว่า โรงเรียนนี้จะผ่านหรือไม่ผ่านการประเมินให้ดูจากคะแนนการสอบ ONET ส่วนถ้าใครจะมาอ้างว่า เป็นปัจจัยที่โรงเรียนควบคุมไม่ได้ ผมต้องขอแย้ง เพราะเด็กนักเรียนอยู่โรงเรียนวันละ 8 ชั่วโมง เดือนละ 20 วัน ถือว่าอยู่มากกว่าที่บ้าน แล้วไฉนครูจึงจะไม่สามารถพัฒนาเด็กได้

 

สมศ. จ้างคนมาเป็นผู้ประเมินจำนวนมาก ส่วนใหญ่มาจากข้าราชการครูที่เกษียณอายุกันไปแล้ว เรียกได้ว่า เป็นการเกื้อกูลคนในวงการเดียวกันโดยบังเอิญ เพราะรายได้จากการเป็นผู้ประเมินถือว่าไม่น้อย นอกจากนั้น ได้ข่าวมาว่า มีการเลี้ยงดูปูเสื่อกันเป็นอย่างดีเวลาที่มีการออกไปประเมิน จะเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมที่ก็ได้ หรือจะเรียกว่า เป็นระบบศักดินา ก็คงจะไม่ผิดเช่นเดียวกัน

 

จะอย่างไรก็ตาม รัฐบาลสูญเสียเงินไปเป็นจำนวนมากในการจัดทำระบบประเมินนี้ แต่ผลที่ออกมา หรือ Outcome สุดท้าย ก็คือ คะแนนของเยาวชนไทย ที่เราเห็นๆ กันอยู่ในเวลานี้

------------------------------

คราวนี้ หันมามองกันที่ข้าราชการพลเรือนของเราครับ อันนี้ก็ไม่น้อยหน้าข้าราชการครู เพราะเราก็มีระบบการประเมินโดย กพร. องค์กรที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนาองค์กรโดยเฉพาะ (Organization Development) เน้นการปรับปรุงโครงสร้าง และคุณภาพการบริหารงานของหน่วยงานภาครัฐ องค์กรนี้แยกออกมาจาก สำนักงาน กพ. ซึ่งปัจจุบันดูเฉพาะงานทางด้านการบริหารงานบุคคล (Human Resource Management)

 

กพร. ขึ้นชื่อ (ทั้งดีและไม่ดี) มากในเรื่องการประเมิน โดยใช้ระบบ Balanced Scorecard ของ Norton และ Kaplan เนี่ยละครับ ปัจจุบันนี้ เราก็ advanced ไปมาก เพราะหันไปใช้ระบบ PMQA (Public Management Quality Award) กันแล้ว

 

การดำเนินการทั้งหมดนี้ กพร. อาศัยที่ปรึกษาที่มีชื่อ คุ้นหูว่า TRIS ปีๆ หนึ่ง TRIS คงจะได้เงินจากรัฐบาลไปหลายทีเดียว ตัวผู้ประเมินที่ TRIS จ้างมา ก็มีทั้งเก่งและไม่เก่ง เป็นเด็กเสียก็มาก เวลามาถึงก็เน้นแต่จะประเมินๆ และมักจะไม่ได้ให้ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์สักเท่าไหร่ เพราะขาดความเข้าใจพื้นฐาน (รวมทั้งข้าราชการเอง ก็ไม่อยากจะฟัง เพราะ EGO สูงส่ง)

 

มาถึงวันนี้ ถ้าจะถามถึงประโยชน์ของการประเมินโดย กพร. ก็ต้องตอบว่า มีข้อดีเยอะเหมือนกันครับ คือ ทำให้ข้าราชการมีความเข้าใจการบริหารในเชิงกลยุทธ์ และการกำหนดเป้าหมายการทำงานมากยิ่งขึ้น มองทุกอย่างเป็นระบบมากขึ้น เห็นต้นน้ำปลายน้ำ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญในการทำงาน ผมเชื่อว่า ตอนนี้ถ้า Norton และ Kaplan ได้มารู้มาเห็นว่า ข้าราชการไทยตอนนี้เก่งกาจขนาดไหน พวกเขาคงจะภูมิใจไม่น้อย

 

แต่ปัญหาจริงๆ มันอยู่ที่การนำไป Implement ครับ เรากำหนดตัวชี้วัดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่า จำกันไม่หวั่นไม่ไหว แต่สุดท้าย ก็ไม่ได้วัดในสิ่งที่มีความสำคัญที่สุด (What really matters) นอกจากนั้น หัวหน้าของลายหน่วยงาน ก็ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง สุดท้าย ก็ไม่ได้เป็นผู้กำหนดตัวชี้วัดเอง (ตัวชี้วัด ก็เปรียบเหมือนความคาดหวังของผู้บริหาร) ทำให้ตัวชี้วัดออกมาหน่อมแน้ม หรือบางครั้งก็ยากเวอร์ ส่งผลให้เกิดการรวมหัวกันเพื่อหมกเม็ดข้อมูลกันอย่างเป็นระบบ (คือ ใครๆ ก็ต้องอยากได้คะแนนเต็ม เพราะไม่อยากเป็นแกะดำ สร้างจุดเด่นให้ผู้นำองค์กรมองหน้า)

 

แต่ถ้าเราหันไปดูองค์กรเอกชน จะพบว่า เขาจริงจังกับเรื่องผลสัมฤทธิ์ของงาน (Outcome) และไม่ได้คำนึงถึงกระบวนการทำกลยุทธ์มากนัก (คือ ไม่ได้เน้นว่า โห ต้องรู้จักกระบวนการทำกลยุทธ์ในเชิงวิชาการทุกอย่างเหมือนภาครัฐ) แต่เขาจะมีการจัดประชุม Board เพื่อมอบหมายตัวชี้วัด (หรือเป้าหมายทางธุรกิจ) ให้ Manager เอาไปถ่ายทอดต่อให้ลูกน้องในแผนกตัวเอง จะทำได้ ไม่ได้ ก็มาเจรจากัน เป็นลักษณะ Top-Down ซึ่งแปลว่า ผู้นำของเขาเห็นอนาคตขององค์กรชัดเจนมาก ส่วนของภาครัฐ จะเป็นแบบ Bottom up คือ ลูกน้องจะเป็นคนกำหนดตัวชี้วัดเองเพราะรู้ดีที่สุด แล้วจึงเสนอไปข้างบน เจ้านายก็ เออๆ ok ละ ไม่อยากคิดมาก ส่วนใหญ่ก็จะเห็นชอบ

 

ถ้าองค์กรดีจริง ผู้บริหารจะต้องรู้เลยว่า เฮ้ย เป้าหมายที่สำคัญขององค์กรคืออะไร เรียกได้ว่า สามารถตามไล่จิกถูกคนแน่นอน อย่างตอนที่ทักษิณเป็นนายกฯ นี่ต้องยอมรับว่า ระบบคล้ายเอกชนมาก คือ เน้นการสั่งการ Top-down จัดประชุมมอบนโยบาย ตั้งเป้าหมายการดำเนินงาน และห้วงเวลา บอกให้ผู้ว่าฯ หันซ้าย ก็หันซ้ายกันหมด ไม่ได้พิธีรีตรองอะไรมาก จะเห็นได้ว่า มันเป็นการบริหารแบบธรรมชาติ และไม่ยึดติดกับกระบวนการมากจนเกินไป

 

อย่างไรก็ดี ก็ต้องยอมรับด้วยเหมือนกันนะครับว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ของงานของหน่วยงานภาครัฐนั้น ถือเป็นเรื่องที่ยาก (หรือเกือบจะเป็นไปไม่ได้ในบางเรื่อง) เหมือนเรากำลังใช้มาตรวัดทางวิทยาศาสตร์มาเป็นมาตรวัดด้านสังคม นอกจากนั้น บางตัวชี้วัด เป็นผลงานร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงาน เช่น การแก้ไขปัญหายาเสพติด การแก้ไขปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ไม่สามารถแบ่ง contribution การทำงานของหน่วยงานได้อย่างแม่นยำ

 

ในปัจจุบัน ปัญหาสำคัญของข้าราชการ คือ แต่ละคน มองไม่ออกเลบว่า เอ๊ะ นี่เรามีส่วนช่วยอะไรบ้างที่จะทำให้ตัวชี้วัดบรรลุผลสำเร็จ คือ ตัวชี้วัดมันเยอะไปหมด สุดท้ายก็เลยทำหลายอย่าง แต่ไม่ได้ดีซักอย่าง ถ้าลองทำแบบ Survey ถามข้าราชการตอนนี้ว่า เบื่อหน่ายอะไรมากที่สุด รับรองว่า ชื่อ กพร. จะติด chart อย่างแน่นอน (นอกจากเรื่องเงินเดือน บุคลากรขาดแคลน เส้นสาย ฯลฯ)

 

หน่วยงานภาครัฐสูญเสียงบประมาณไปเป็นจำนวนมากในการฝึกอบรม เราอบรมมากกันจนไม่รู้จะอบรมอะไรกันอีกแล้ว บอกตามตรง ผมไปเข้าอบรมเรื่อง PMQA มาประมาณ 4-5 ครั้ง สุดท้ายก็จำอะไรไม่ค่อยได้ หากจะโทษว่าตัวเองความจำไม่ดี ก็อาจจะใช่ JJ แต่ถ้าจะบอกระบบมันก็ช่างซับซ่อนเงื่อนก็คงจะไม่ผิดนัก แต่ถ้าใครเข้าใจระบบจริงๆ ก็จะรู้ว่า Balanced Scorecards หรือ PMQA หรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ มันก็คือสิ่งเดียวกัน ทุกเครื่องมือมุ่งเน้นการควบคุมที่ระดับ Input, Process และ Output แต่เราเลือกที่จะทำให้มันยากและซับซ้อน

 

ปัญหาทางด้านงบประมาณอีกประการ คือ การผูกกับระบบการประเมินนี้เข้ากับเรื่อง Bonus ถ้าคนภายนอกฟัง อาจจะมองว่า ก็ดีสิ ทำงาน ก็ต้องมี Bonus เพื่อสร้างแรงจูงใจ แต่คนภายในจะรู้ดีว่า Bonus ของภาครัฐเมื่อหารเฉลี่ยคนที่ทำงานจริงๆ แล้ว จะมียอดที่ต่ำมาก (จากงบประมาณ 5 พันล้านบาท) บางคนทำตัวชี้วัดแทบอ้วก ได้ Bonus 3,000 บาทต่อปี ส่วนคนที่ได้เยอะ คือ โน่นครับ ผู้บริหารของเรา คนที่ไม่ค่อยได้ทำอะไรเท่าไหร่ นอกจากนั้น Bonus ของภาครัฐ ก็ยังได้เร็วทันใจ เพราะจะตามมาภายหลังประมาณ 1-2 ปีผ่านไปแล้ว ที่ผมทราบ มีนักวิชาการเคยออกมาเสนอให้ยกเลิกระบบ Bonus แบบนี้ไปเลยดีกว่า เพราะไม่ได้เกิดผลในการสร้างแรงจูงใจกับข้าราชการเลย (ก็ทั้งน้อยและไม่ทันการ) สู้เอาเงินไปให้หน่วยงานเป็นภาพรวม เป็น Project ยังจะดีเสียกว่า ผมแว่วๆ มาว่า ตอนนี้ ท่านนายกอภิสิทธิ์ บอกว่า หากได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาลชุดถัดไป จะเตรียมยกเลิก กพร. แล้ว นี่แปลว่า ผลงานของ กพร. ที่ผ่านมาคงเข้าตานายกไม่น้อย

 

นี่ผมยังไม่ได้พูดถึง เวลาของข้าราชการที่สูญเสียไปเพราะต้องมานั่งทำหลักฐานประกอบตัวชี้วัด รวมถึงกระดาษและอุปกรณ์ที่ใช้ ผมว่า ปีหนึ่งๆ น่าจะถึงระดับพันล้านบาททีเดียว

------------------------------

มาถึงการประเมินอีกอย่าง คือ การประเมินบุคลากรของภาครัฐ (Individual Scorecard) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่เราใช้เป็นฐานในการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการ เรื่องนี้ ผมเคยพูดถึงไปครั้งหนึ่งแล้ว ลองตามไปอ่านดูได้นะครับ

http://www.oknation.net/blog/xcornellian/2009/11/25/entry-1

แต่ถ้าจะให้ผมสรุปอีกครั้ง ก็คือ ระบบใหม่ (Performance Management) มันขัดกับ Culture ของหน่วยงานภาครัฐ อย่าลืมว่ารากเหง้ากำเนิดของภาครัฐ คือ ระบบอุปถัมป์ พ่อปกครองลูก และการโอบอุ้มข้าราชการไว้เป็นจำนวนมาก (คือ เน้นการให้ความมั่นคงแก่ข้าราชการ) ส่วนเรื่อง Performance นั้น ถือเป็นเรื่องรอง (Secondary)

 

การประเมินแบบใหม่ มีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนเกิด Performance โดยทำให้เกิดความแตกต่างที่ระดับของการเลื่อนเงินเดือน จากเมื่อก่อนมีแค่ 1 ขั้น 1 ขั้นครึ่ง และ 2 ขั้น มันน้อยไปเพราะมีแค่ 3 ระดับ ตอนนี้ กพ. เขาก็ปรับให้สามารถเลื่อนเงินเดือนได้ครึ่งปีละไม่เกิน 6 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น โดยหลักการ ใครทำงานดีมาก ก็เอาไป 6 ใครห่วยหน่อยก็เอาไป 1-2 เปอร์เซ็นต์ คือ เกิด variation ในการจัดสรรขั้นมากขึ้น

 

แต่ด้วยความที่ Culture ของราชการ ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความอลุ่มอล่วย (Compromise) ความเกรงใจ (Face saving) และความขี้สงสาร (Compassion) จึงทำให้ไม่มีใครได้ 1-2 เปอร์เซ็นต์ (ก็สงสารเขานั่นไง) ส่งผลต่อเนื่องให้คนเก่งไม่สามารถได้รับ 5-6 เปอร์เซ็นต์ได้ (เพราะจำนวนเม็ดเงินไม่พอ) ดังนั้นสุดท้าย ข้าราชการส่วนใหญ่จึงได้รับเปอร์เซ็นต์การเลื่อนเงินเดือนเกาะกลุ่มกันตรงกลางประมาณ 3 ปอร์เซ็นต์ เรียกได้ว่า  Bell Curve สูงปรี๊ด

 

ต้องบอกว่า ผลของระบบใหม่นี่มันแย่กว่าเดิมนะครับ เพราะในระบบเก่า ยังมีการจำแนกคนเก่ง คนไม่เก่ง เมื่อก่อนใครได้ 2 ขั้น ถือเป็นหน้าเป็นตา และเครื่องยืนยันความเก่งในใบ กพ.7 แม้จะมีทั้งเด็กเส้นและคนทำงานปะปนกันไป ก็ยังดีกว่าระบบใหม่ เพราะในระบบใหม่ “ทุกคนเท่าเทียมกันเกินไป” ไม่ส่งผลในการจูงใจคนเก่ง (Talent Management) อีกหน่อย คงไม่มีคนเก่งอยู่ในภาครัฐกันอีกแล้ว

 

ทางด้านงบประมาณ ระบบใหม่นี่ถือว่าเปลืองงบไม่น้อยเลยนะครับ ทั้งด้านเอกสาร และการอบรม ผมจำได้ว่า ตอนเริ่ม Implement ระบบใหม่ๆ ประมาณปีที่แล้ว หน่วยงานเดิมของผมใช้งบประมาณการอบรมบุคลากรทั่วประเทศเกี่ยวกับระบบ Performance Management (โดยเน้นการประเมินหรือ Appraisal เป็นหลัก) ศิริรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท นี่แค่กรมเดียวนะครับ แล้วถ้ากรมทั้งประเทศ 160 กว่ากรม จะใช้งบไปเท่าไหร่

-------------------------------------------------

หลายคนอ่านแล้ว อาจจะตั้งคำถามในใจว่า หากมีแนวคิดแบบนี้ ประเทศไทยก็คงไม่ต้องประเมินหรือพัฒนาอะไรกันอีกแล้ว ก็ขอเรียนว่า คงไม่ใช่ถึงขนาดนั้นนะครับ ผมก็แค่อยาก “ประเมิน” ระบบปัจจุบันเท่าที่ผมพอจะทราบ ถือเป็นการเอาเรื่องจริงมาพูดกัน จะได้เป็นเสียงสะท้อนกลับไปที่ผู้รับผิดชอบได้อีกทางหนึ่ง

 

ผมเชื่อว่า ผู้ที่คิดระบบขึ้นมานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีความรู้ มีความตั้งใจและหวังดีต่อภาครัฐ แต่ปัญหามันอยู่ที่การ Implement ของผู้ปฏิบัติ น่าจะถึงเวลาที่รัฐบาลจะต้องหันหลังกลับมามองว่า ระบบการประเมินของเราในตอนนี้นั้น มันทำให้ประเทศเดินหน้า หรือถอยหลัง และที่สำคัญ มันคุ้มไหม??? กับงบประมาณที่เสียไป





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ron วันที่ : 14/08/2011 เวลา : 08.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ron

นี่แหละผมงาน ก.พ.และ ก.พ.ร. ใครแยกออกไป เจริญทุกหน่วย

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สิงหาคุณ วันที่ : 18/04/2011 เวลา : 19.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krusingha


ผมว่าการประเมินจากสทศ. สมศ.
น่าจะยกเลิกด้วยนะ
ภาพรวมการศึกษาไม่ได้ดีขึ้นเลย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ตาหนุ่ม วันที่ : 18/04/2011 เวลา : 17.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/zumon
รวม เรื่องดีๆ จากประสบการณ์ชีวิตและงานที่ปรึกษาด้านการวางระบบบริหารค่าจ้างเงินเดือน มาแบ่งปันสู่สังคม

เสียดายงบประมาณจำนวนมากที่ราชการไทยเทลงไปกับเรื่องบางเรื่อง หลายๆ เรื่องมันไม่สมควรเลย เช่น ใช้ทริสเป็นผู้กำหนดตัวชี้วัดและประเมินผล บางหน่วยงานจึงจ้างทริสมาวางระบบประเมินผลด้วย เพราะต้องการสอบผ่านเกณฑ์ ตั้งเอง ชงเอง กินเอง สุดท้ายระบบพวกนี้ไม่ช่วยพัฒนาองค์กรและคนเลย เปลืองงบประมาณครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2011 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]