*/
  • ยามครับ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-04-03
  • จำนวนเรื่อง : 359
  • จำนวนผู้ชม : 1219294
  • จำนวนผู้โหวต : 193
  • ส่ง msg :
  • โหวต 193 คน
วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม 2557
Posted by ยามครับ , ผู้อ่าน : 5080 , 10:53:37 น.  
หมวด : อาหาร

พิมพ์หน้านี้
โหวต 20 คน ราศีเมษ , ทางแก้ว และอีก 18 คนโหวตเรื่องนี้

ผมจำข้อมูลได้ไม่แน่ชัด แต่มีรายงานว่า  องค์การอนามัยโลก พยากรณ์ว่าอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า สาเหตุการตายอันดับต้นๆของประชากรโลกคือ โรคหลอดเลือดหัวใจ   ส่วนข้อมูลสาธารณสุขของประเทศไทย  3 ปีที่ผ่านมา สาเหตุการตายอันดับแรกคือ โรคมะเร็ง ส่วนโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่คนเป็นมากที่สุดคือ เบาหวาน

มาอ่านข่าวกันนิดครับ

"ศ.นพ.รัชตะ" แถลงต่อที่ประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน ครั้งที่ 12 แจงไทยมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อ "เบาหวาน-ความดัน-หัวใจ-ปอด" หลังยอดเสียชีวิตของประชากรโลกพุ่ง

 โรคไม่ติดต่อที่กำลังเป็นปัญหาระดับโลก ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง มะเร็ง

 

จบข่าว  ผมขอเพิ่มข้อมูลว่า มะเร็ง เบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ ต้นตอปัญหาส่วนหนึ่งมาจาก อาหารการกิน พูดง่ายๆ วิชาสุขศึกษา + วิทยาศาสตร์สุขภาพนั่นแหละ

คนไทยชอบนักอาหาร หวาน มัน เค็ม  เพราะมันอร่อย  ยกตัวอย่าง อาหารยอดนิยม 2 อย่าง ต้มยำ และ ส้มตำ   ได้ยินข่าวที่ว่าร้านไหนอร่อย รสชาติเด็ด ต้องไปลิ้มลองให้ได้  

ต้มยำ และ ส้มตำ เป็นได้ทั้งอาหารเพื่อสุขภาพ และอาหารทำลายสุขภาพ เชื่อมั้ยครับ

ต้มยำในแง่ของอาหารเพื่อสุขภาพ เช่น ต้มยำปลา ได้โปรตีน เนื้อปลาไขมันน้อย ได้กินผัก ได้สมุนไพร ข่า ตะใคร้

ส้มตำในแง่ของอาหารเพื่อสุขภาพ  คือ ไม่มีเนื้อสัตว์ มีแต่ผัก มะละกอ แครอท หน่อไม้  ได้โปรตีน จากถั่ว

ในแง่ของอาหารทำลายสุขภาพ  ต้มยำจะอร่อย รสชาติต้องเข้มข้น-ถึงใจ   ต้มยำถ้วยขนาดกลาง 1 ถ้วย ถ้าหากจะปรุงให้รสถึงใจ ต้องบุบพริกใส่สัก 10 เม็ด  น้ำปลาอย่างน้อย 3 ช้อนกินข้าว  มะนาว 2 ช้อนกินข้าว  ถ้าไม่เปรี้ยว ไม่เค็ม ไม่เผ็ด แบบกลมกลืนกัน แล้วไม่อร่อย  ทำให้คนไทยติดนิสัยนิยมอาหารรสจัดไปโดยปริยาย เหมือนจะเป็นความภูมิใจและเอกลักษณ์ของอาหารไทยเลย

ส้มตำจะอร่อย ต้องใส่น้ำตาลปิ๊บ  น้ำมะนาว ผงชูรส  พริก  ส้มตำจะให้รสจืดชืดเป็นสลัดไม่ได้  ถ้าร้านไหน ตำส้มตำรสจืดชืด จะไม่มีลูกค้าเข้าร้าน เพราะไม่อร่อย มันบ่แซบ

กับข้าว ถุงพลาสติก หรืออาหารตามสั่ง ก็หาที่จะมีผักให้กินอย่างจุใจยาก ไม่แน่ใจว่า เพราะคนกินไม่นิยม หรือคนขาย แม่ครัว หาวัตถุดิบยาก แต่ผมสังเกตตามร้านกับข้าวเหล่านี้ โดยส่วนใหญ่มีแต่เนื้อหมู ไก่ กุ้ง ปลา  ที่เอามาทำ ทอด ผัด แกง โดยเฉพาะ ทอด  ไม่ว่าจะเป็น ปลาแห้งทอด ปลาทูทอด หมูทอด ไก่ทอด หลายร้านนิยมขาย เพราะทำง่าย คนกินก็นิยม เพราะกินสะดวกมาก ไม่เสียเวลา

ครั้งหนึ่งผมมีหมูสามชั้น  จึงคิดอยากทำหมูทอด   โดยเอามาทอดกับกะทะเทฟลอน แบบ Non-stick ไม่ต้องใส่น้ำมันหรือเนย คือ เอาหมูหมักซีอิ้วมาทอด  

ทอดเสร็จน้ำมันชโลมกะทะเลย เห็นแล้ว จิตตก นี่เรากินน้ำมันแฝงมากขนาดนี้เชียวรึ!!

หลังจากนั้น ผมก็เอาหมูลงใส่จานรองด้วยกระดาษซับมัน   ทิ้งไว้ 20 นาที กระดาษซับมันก็ชุ่มไปด้วยน้ำมันอีก 

แต่หมูทอดที่ซับมันออกหมดแบบนี้  จะไม่อร่อยครับ ยังกับเนื้อตากแห้ง จะให้อร่อย พอทอดเสร็จ ปล่อยให้เย็นสักนิด แล้วเอาไปจิ้มน้ำจิ้มรสอร่อยๆ (ที่ใส่พริกแห้ง+น้ำปลานั่นแหละ) รสชาติจะอร่อยมาก ชุ่ม นุ่มลิ้น หนึบ มัน อุมามิ!!   ผมสังเกตว่า   เราชอบแต่รสอร่อย โดยไม่สนใจเรื่องสุขภาพ หรือการบริโภคไขมัน จนเกินว่าความต้องการของร่างกาย

เนื้อสัตว์ติดมัน มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง ถ้าหากบริโภค เกินความต้องการของร่างกาย ก็จะกลายสภาพเป็น คลอเรสเตอรอล ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคหลอดเลือดในหัวใจ

ผมขอหยิบผลการตรวจสุขภาพประจำปีของตัวเอง ออกมาทบทวนนิด  อ๊ากซ์!!! เกินทุกรายการ Cholesterol 233 (จากค่าปลอดภัย ไม่เกิน 200 mg/dl)  LDL ไขมันชนิดเลว 165  (ไม่ควรเกิน 160 mg/dl)  ไตรกลีเซอรไรด์  189 (ไม่ควรเกิน 170)   พฤติกรรมการบริโภคข้าวมาก บริโภคเนื้อสัตว์ เครื่องใน คงเป็นตัวการให้เกิดการสะสมคลอเรสเตอรอล ผมเองเป็นคนที่รูปร่างค่อนข้างอ้วน

แล้วคนผอมล่ะ?   เพื่อนๆของผมที่รูปร่างผอม หุ่นทรงดี  ผมมีโอกาสดูผลการตรวจสุขภาพของหลายคน บางคนก็ค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน บางคนก็ค่าเกินมาตรฐานไปมาก  โดยสรุปแล้ว  รูปร่าง อ้วน ผอม ไม่เกี่ยวกัน ขอเพียง กินเก่ง ขยันกินเนื้อสัตว์ ข้าวขาว น้ำตาล   ระดับคลอเรสเตอรอลในเลือดจะเพิ่มขึ้นเกินมาตรฐานได้

 กลับมาเรื่องการปรุงอาหารต่อ  ผมทำกับข้าวเอง จึงสามารถเลือกที่จะกินหรือไม่กิน เลือกวัตถุดิบได้

วันนี้จะมาเสนอ แนวทาง เพิ่มรสจืด เพิ่มผัก  ลดเนื้อสัตว์ ลดหวาน มัน  เค็ม  ตามมาชมกันเลยครับ

การกินง่ายๆบางทีก็ยากจะกินเหมือนกัน อย่าง มื้อหนึ่ง ผมเคยทาน ข้าวเหนียว ไข่ต้ม  ผักต้ม และ ผักสด ดังในภาพข้างบน เพื่อจะลดไขมันจากเนื้อสัตว์ และลดน้ำมันลง  รวมทั้งรสเผ็ด รสเค็มก็ไม่เอาเลย  ผลปรากฎว่า อาหารไม่อร่อย แต่ทานได้ครับ  ถ้าเราฝึกจนชิน ไม่ยึดติดกับรสชาติ   เน้นสุขภาพ เราก็จะมีความสุขกับการกิน

 

มะเขือเทศ และ แครอท สด เป็น ผักที่เพื่อนร่วมงานของผม เธอจัดเตรียมไว้เป็นอาหารกลางวันครับ  นี่เป็นตัวอย่างของการพยายามเพิ่มการกินผัก  หลายคนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยการ “พกผักไปด้วย”  โดยเอาผักที่พกพาไปง่ายๆ เช่น แตงกวา มะเขือเทศ แครอท ผักกาดขาว  

แต่ถ้าหากมีเวลาก็ลองหาผักที่หลากหลาย เอามาลวก มาปรุงอาหาร ก็จะได้รสชาติทีหลากหลายมากขึ้น เช่น  ผักลวก ผมลอง ลวกบวบ ถั่งพู ถั่วฝักยาว แล้วก็แพ็คไปกินด้วย  กินโดยไม่ต้องจิ้มน้ำพริกก็พอกินได้นะครับ แต่ถ้าหากใครติดน้ำพริก ก็ต้องหาน้ำพริกที่รสชาติอร่อยๆ ไปด้วย แต่ผมกินหรือไม่กินผักกับน้ำพริกก็ได้ 

 

 

น้ำต้มผักยังหวาน  ก็จริงนะครับ ลองโดนผักสดๆ สิครับ วันหนึ่ง ผมได้ผักสดอย่างละนิด ละหน่อย หลายอย่าง เห็ดนางฟ้า ตำลึง ชมจันทร์ ผมเอาลงต้มรวมกัน เหยาะซีอิ้วขาว หั่นหอมหัวเล็กใส่ในน้ำซุป แล้วเอาลงต้ม จนกระทั่งสุก แล้วตักกินกับข้าวเปล่า นี่เป็นอาหารเพื่อสุขภาพตำรับหนึ่งเลย

 

บางคนบอก ไม่ไหว  เพิ่มรสชาตินิดหนึ่่งมั้ย วันนี้ขอเสนอสเต็กปลา เนื้อปลาไม่ต้องถึงขนาดซาลมอน (กิโลกรัมละ 450 - 1500 บาท)  เอาปลาที่หาได้ง่าย ราคาไม่แพง อย่างพวกปลาซาบะ  ปลาดอลลี่ ที่มีขายในห้าง หรือถ้ามีโอกาส ซื้อในตลาดสด เลือกปลาอินทรี ปลาเก๋า ปลากะพงขาว ก็ทำได้อร่อยครับ (ราคากิโลกรัมละ 130 - 250 บาท) ปลาพวกนี้ อย่าได้ไปซื้อในห้างนะครับ ราคาแพงเหมือนกันครับ แต่ซืิ้อตลาดสด ถ้าได้ปลาสด ราคาไม่แพง จัดเลยครับ!

เอามาหมักซอสเทอริยากิ ซีอิ้วขาว น้ำมันงา หรือซอสปิ้งย่าง ซอสจิ้มปลาซาบะย่าง ไว้สัก 1 ชั่วโมง แล้วเอาลงทอดในกะทะ แบบ non-stick

เห็นน้้ำซุปชุ่มฉ่ำนั้น มาจากซอสและน้ำในตัวปลาผสมกัน เวลาเราทอดด้วยกะทะ จริงๆแล้ว ไม่ถือเป็นการทอด เพราะเป็นเหมือนการ "ย่าง" มากกว่า ย่างด้วยไฟอ่อนๆ ถึงปานกลางครับ  น้ำส่วนนี้เอาไว้ทำน้ำซุปราดก็อร่อยดี ไม่ต้องเพิ่มน้ำซอสอื่นๆ 

พอปลาสุก ก็เอาผักสดที่เตรียมไว้ลงผัดต่อ  ที่เอาผักลงผัด เพราะรสชาติอร่อยกว่า จะใช้ผักสดๆไปลวก เวลาไปกินสเต็กที่ร้าน เขาจะเสริฟมาพร้อมกับผักลวก หรือผักย่าง ตามแต่ร้าน ถ้าหากเป็นร้านระดับล่าง ราคาเริ่มต้น 79 บาท หรือแม้จะร้านกลางที่ราคา 200 กว่าบาท ก็ยังมีผักลวกมาให้ 2-3 ชิ้น มีขนมปังปิ้ง มันฝรั่งทอดมาให้ เซ็ตหนึ่งก็ไม่มากนัก เราทำเอง จัดหนัก ผักเต็มไปเลย

อะไรบ้าง เอาเป็นว่า มีอะไรก็ย่าง ทอดลงไปในกระทะได้เลย อย่าเน้นน้ำมันมากนัก เพราะกะทะ non-stick ไม่ติดกะทะ  เซอราลี่ (ต้นหอมฝรั่ง) ฟักทอง เห็ดเข็มทอง แครอท กระหล่ำปลี 

ฝักทอง แครอท อุดมด้วย วิตามิน เอ  กลัวทอดหรือย่างไม่สุด ผมแนะนำให้เอาไปต้มจนเกือบสุกก่อน แล้วเอามาทอดหรือย่าง ก็ได้รสอร่อยครับ

 

ปลาอินทรีชิ้นนี้ ทอดนานไปนิด ซอสไหม้เป็นสีถ่าน ซอสพวกนี้ไหม้ง่าย ต้องระวังครับ แต่เนื้อปลาไม่ไหม้

ปิดท้ายด้วย ภาพนี้ เมนูง่ายๆ อร่อยๆ ปลาวงทอด ข้าวเปล่า น้ำพริกมะขาม ถั่วพูสด ก็อิ่มได้ 1 มื้อ ไม่เอาเผ็ด หวาน เค็ม มากเกินไป

“ โรงเรียนต้องสอนให้เด็กรู้ว่าโรคไม่ติดต่อได้แก่โรคอะไรบ้าง และต้องให้ความรู้ต่าง ๆ แก่เด็กว่าเหตุใดคนเราถึงเกิดโรคไม่ติดต่อ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดจากอะไร ทำไมถึงเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต เราจะทำอย่างไรเมื่อรู้ว่าเป็นโรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง และพฤติกรรมที่เป็นความเสี่ยงอันจะเกิดโรคไม่ติดต่อที่เราต้องปรับปรุงแก้ไขมีอะไรบ้าง ซึ่งเรื่องเหล่านี้หากได้มีการบรรจุอยู่ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเด็กมีโอกาสได้นำความรู้ที่ได้รับไปเผยแพร่สู่ผู้ปกครอง และครอบครัวด้วย ก็จะถือว่าเป็นวิธีการที่จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ การให้ความรู้ และวิธีป้องกันโรคต่างๆ เป็นสิ่งที่เริ่มเรียนรู้ได้ตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งในต่างประเทศได้บรรจุเรื่องเหล่านี้ไว้ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ดังนั้นการให้เด็กไทยได้เรียนรู้เร็วก็ยิ่งเป็นเรื่องดี เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องรู้ ”

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา ประธานคณะอนุกรรมการวิชาการ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
rattiya วันที่ : 11/12/2014 เวลา : 22.31 น.

"เรื่องกินเรื่องใหญ่กว่าเรื่องสุขภาพนะครับ คุณรัตติยาว่ามั้ย??"

ใช่เเล้วคุณยามฯ ตอนนี้รัตติยากำลังทรมานกินอะไรไม่ได้ตามปาก เพราะปวดฟันค่ะ พรุ่งนี้มีนัดกับหมอฟัน หวังเอาวไว้ หลังจากไปหาหมอฟันเเล้วจะกลับมาหม่ำ...ได้เหมือนเดิมค่ะ

ไม่กล้าขึ้นชั่งน้ำหนัก ...กลัวเกินพิกัดก็เลยไม่ทราบค่า BMI ของตัวเอง ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
เคียงดิน วันที่ : 11/12/2014 เวลา : 18.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง

เก้าไม่อ่านเลยเห็นภาพแล้วน้ำลายสอ ว่าจะงดมื้อเย็น

ความคิดเห็นที่ 26 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ยามครับ วันที่ : 11/12/2014 เวลา : 11.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

คุณรัตติยา

ขอบคุณสำหรับ 2 คอมเม็นต์ รวมถึง ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า 1 โปรตีน 2 กลุ่ม คาร์โบไฮเดรต แป้ง Carbon H O เรียก คาร์บอนที่อุดมไปด้วยน้ำ (ไฮเดรต ) หรือเรียกตามวิชาสุขศึกษาว่า คาร์โบไฮเดรต ซึ่งสุดท้าย เมื่อผ่านการย่อย แล้วได้ คือ น้ำตาล และ 3 ไขมัน เมื่อร่างกายใช้ไม่หมดแล้ว จะอยู่ที่ไหน

(555 ไหนๆก็เรียนสายวิทยาศาสตร์แล้ว อย่าให้สูญเปล่า จริงมั้ย??)

อะแฮ่ม ของผมมันคือ คลอเรสเตอรอล ไตรกลีเซอร์ไรด์ นี่งัย BMI 28.1

คุณรัตติยา พูดเรื่อง พฤติกรรมการช๊อปปิ้งอาหาร Food shopping

เคยมีคำคมของฝรั่ง เขาบอกว่า ถ้าหากเราอายุเกิน 25 ปีแล้ว ยังไม่รู้จักของสิ่งนั้นๆ แสดงว่าของนั้นไม่จำเป็นสำหรับเรา

แต่สำหรับ อาหารแล้ว ไม่ใช่ครับ เราเรียนรู้ได้ และพอเรารู้จักแล้ว มันอาจจะ “ทำร้าย” เรา โดยเรายินยอมพร้อมใจก็ได้ อย่าง การติดในรสอร่อย มัน หวาน นุ่มลิ้น

เหมือนที่คุณรัตติยาเคยเล่าว่า (ผมไปอ่านมาเร็วๆนี้ เอ๊ะ เรียกว่าไป แอบอ่านหรือเปล่านะ) สมัยไปเยอรมันแรกๆ ไม่รู้วิธีการกินเนื้อบดทาบนขนมปัง

ในเมืองไทยผมก็ได้รับความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับอาหารผ่านโฆษณา และผ่านการเดินในแผนกอาหารสดในห้างครับ ตอนนี้ เรามีโฆษณา เนื้อเกรดพิเศษ เนื้อปรุงรส ไปจนถึงเนื้อแปรรูป พวก แฮม ไส้กรอก เบค่อน การสร้างสรรค์โฆษณายุคใหม่ เน้นภาพ และอารมณ์ให้เราอยากลิ้มลอง
เขาเรียกรวมๆว่าเป็นการ Educate customer คือ ให้ความรู้แก่ลูกค้า เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนรสนิยม พฤติกรรม และรับวัฒนธรรมใหม่ๆมากขึ้น

ว่ากันว่า ปัจจุบัน คนทั่วไป มีแนวโน้มจะบริโภค แป้ง น้ำตาล เนื้อสัตว์มากขึ้น เคยอ่านหนังสือ เขาว่า สมัยก่อนเนื้อสัตว์ เป็นอาหารชั้นสูง สำหรับชนชั้นอัศวิน หรือนักรบเท่านั้น เพราะเป็นแหล่งอาหารรสเยี่ยม หายาก คนทั่วไปไม่มีโอกาสลิ้มลอง เดี๋ยวนี้ ขอให้มีเงิน เดินเข้าห้าง ก็ได้ลิ้มรสชาติแล้ว

เรื่องกินเรื่องใหญ่กว่าเรื่องสุขภาพนะครับ คุณรัตติยาว่ามั้ย??

ความคิดเห็นที่ 25 rattiya ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ยามครับ วันที่ : 11/12/2014 เวลา : 11.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

คห. 17 คุณหมอสมชัย

ขอบคุณมากครับที่อธิบายอย่างละเอียด น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านที่รักสุขภาพมากทีเดียว

ผมว่า แรงขับในการล่าหาอาหารของมนุษย์ อาจจะไม่ใช่แค่ “ความหิว” อย่างเดียว และอาหารที่เราเลือก อาจจะไม่ใช่เพื่อตอบสนอง ความต้องการด้าน “ชีวเคมี” ของร่างกายเท่านั้น มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนครับ

แต่คำอธิบายของคุณหมอก็ทำให้เห็นภาพกว้างๆ ไม่ว่าจะเป็น ความต้องการอาหารในกลุ่ม แป้ง ไขมัน หรือน้ำตาล ล้วนเป็นไปเพื่อให้เป็น “พลังงาน” ในการขับเคลื่อนชีวิต เพราะมนุษย์สมัยก่อน ต้องต่อสู้ เพื่อให้มีชีวิตรอด ต้องออกล่า

มองง่ายๆ ร่างกายมนุษย์ก็เหมือนเครื่องยนต์ที่ต้องขับเคลื่อนด้วย “พลังงาน” ร่างกายคนต้องการ พลังงานนับพันแคลอรี่ต่อวัน มนุษยนักล่ายิ่งต้องการมาก

แหล่งพลังงานของคนเกิดจากการย่อยอาหารที่เราทานเข้าไป โดยมีเอนไซม์และพวกเกลือแร่เป็นตัวช่วยให้การแปลงรูปอาหารเป็นพลังงาน โดยกระบวนทางชีวเคมีเป็นไปอย่างราบรื่น (อั้ยยะ นักเรียนหลังห้อง กำลังอธิบายให้อาจารย์ฟังคร๊าบบ)

ประเด็นที่คุณหมอว่าก็คือ เมื่อมนุษย์ยุคใหม่ ต้องการ “พลังงาน” ในการดำรงชีพน้อยกว่าคนรุ่นก่อน แต่ทำไมเรากลับ เคยชินกับ การกินอาหารอย่างมากมาย และหลากหลาย นั่นเป็นเพราะ สาเหตุหลายประการ

ประการแรก ความซับซ้อนของมนุษย์ที่ผมว่าคือ .. แม้ว่า โดยเงื่อนไขทางชีววิทยา เราจะกินอาหารเพียง 2 มื้อต่อวันก็เพียงพอ แต่ คนเราก็ “หิว” กันได้ทั้งวี่ทั้งวัน หลายๆคน กินได้ไม่หยุดปากนะครับ เพราะ เราถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า ทั้งภายใน ภายนอก ตลอดเวลา ตาเห็นรูป จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส เป็นใครก็อยากกิน แม้ไม่หิว

ประการที่ 2 พัฒนาการด้านการปศุสัตว์ เกษตรกรรม ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ ทั้ง พืช และสัตว์ ที่กินง่าย รสอร่อย กินไม่รู้จักเบื่อ กินได้มากๆ

ประการที่ 3 การเร่งเร้าโฆษณาก็บริษัทขายอาหาร ที่พยายามโฆษณา รวมทั้งเปิดบริการแบบ 24 ชั่วโมง ทำให้การหาอาหารมาทาน ไม่ใช่เรื่องลำบากอีกต่อไป หิวเมื่อไหร่ ไม่ต้องแวะมา เพียงแค่โทรสั่ง หรือ คลิ้กสั่งออนไลน์

“คุณมาถึงจุดที่อาหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่นี่เราถือว่าอาหารเป็นศาสตร์ ไม่ใช่ศิลป์ เราพัฒนารสชาติล้ำลึก แปลกใหม่ เรากระตุ้นความหิว เราพัฒนาจนรู้รายละเอียดถึงกระบวนการย่อยอาหาร.. เราต้องทำเหมือนกับว่า เรากำลังทำอาหารเลี้ยงอสูรกายที่มีพันปาก และหิวตลอดวัน”
(เจ้าหน้าที่สถาบันอาหารในฝรั่งเศส อธิบายให้ พระเอก – ซึ่งเป็นเชฟ ในหนัง เรื่อง The Hundred-Foot Journey—ผมจำไม่ละเอียด แต่มันบอกถึง วิธีการคิดของนักการตลาดครับ)

การย้อนกลับไปกิน รสชาติดั้งเดิม หรือรสจืด จึงเป็นเรื่องท้าทาย การพยายามกินอาหารแต่น้อย ให้สมดุลย์กับความต้องการของร่างกาย กลายเป็นความทรมาณ และใครคิดทำเช่นนั้น ก็อาจจะดูว่าเป็นศัตรูกับลิทธิบริโภคนิยม

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
ยามครับ วันที่ : 11/12/2014 เวลา : 10.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

คห.16 คุณชายสามหยด
เป็นเรื่องปกติของคนเลยทีเดียว คือ เห็นอะไรอร่อยๆก็อยากกิน

ความคิดเห็นที่ 23 (0)
ยามครับ วันที่ : 11/12/2014 เวลา : 10.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

คห 13 พี่แม่มด
โอ้ว ภาพนั้นถึงขนาดจิตตกเลยหรือครับ งั้นผมเล่าเบื้องหลังภาพให้แล้วกัน

เช้านั้นบังเอิญเป็นช่วงเวลาที่ผมเร่งรีบ + ขี้เกียจ ก็เลยจัดผักต้ม แล้วก็แครอท ข้าวเหนียว ไข่ต้ม

ปกติก็ไม่ใช่ทานแบบนั้นบ่อยๆครับ วันไหนที่คิดอยากลดรสจัดเท่านั้นเอง

คห 15 พี่เจ้าหญิง
จริงๆครับ พี่ การเลือกไม่กินของอร่อย การพยายามลด รสชาติ อร่อยๆ นี่ยากลำบากทีเดียว

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
ยามครับ วันที่ : 11/12/2014 เวลา : 10.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

คห 12 คุณสิงห์
ผมจำคุณสิงห์ได้ครับ


หุ่นน่าจะประมาณผม ดังนั้น 240 ก็หมายความว่า ควรเฝ้าระวังกันนิดครับ

ความคิดเห็นที่ 21 ยามครับ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ทางแก้ว วันที่ : 11/12/2014 เวลา : 07.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

เดี๋ยวอาหารนอกบ้านนี่รสชาติพิสดารขึ้นเรื่อย
หวานเชี๊ยบ เปรี้ยวจิ้ด เค็มปี๊
ศิลปะมันหายไปหมดเลย

ความคิดเห็นที่ 20 ยามครับ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ชบาตานี วันที่ : 11/12/2014 เวลา : 06.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

เอนทรีนี้ เป็นเอนทรีที่เยี่ยมยอดเลยค่ะคุณยามครับ

ความคิดเห็นที่ 19 ยามครับ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
คนปทุมรักสุขภาพและครอบครัว วันที่ : 10/12/2014 เวลา : 22.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jarinasa

ดูแลสุขภาพให้ดีแบบนี้ รับรองยามแก่สุขภาพดีแน่นอนครับ

ความคิดเห็นที่ 18 ยามครับ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
rattiya วันที่ : 10/12/2014 เวลา : 15.32 น.

จากคห.คุณสมชัย
ทุกวันนี้เราใช้พลังงานในการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยมาก แขนขาเราจึงลีบปราศจากกล้ามเนื้อ ที่เห็นอวบๆก็เป็นเพียงเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่เกาะกันหลวมบรรจุด้วยก้อนไขมันและเซลลูไลท์

คนสมัยนี้ร่างกายใช้พลังงานจากอาหารน้อยมาก ที่เรากินเข้าไปเป็นส่วนเกินที่ร่างกายเราขับทิ้งโดยเฉพาะโปรตีน ส่วนไขมันและน้ำตาลเราก็แปรรูปไปเก็บเอาไว้ที่รอบเอว ผู้หญิงก็ไปกองเอาไว้ที่ต้นขาและสะโพก และอวัยยวะภายในช่องท้อง"

ถึงเเม้ว่าประเทศที่พัฒนาเเล้ว ที่ยุโรป เยอรมนี คนมีการศึกษาดี ก็ยังมีคนลักษณะเเบบที่คุณสมชัยเขียนค่ะ

เวลาไปจ่ายตลาดรัตติยาจะสังเกตุคนที่อ้วนน้ำหนักเกิน จะมีของส่วนใหญ่ที่อยู่ในรถเข็น ประเภท ของหวาน ของเค็ม เต็มรถเข็นเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 17 rattiya , แม่มดเดือนMarch และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
สมชัย วันที่ : 10/12/2014 เวลา : 10.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

อนุโมทนา กับความหวังดี ของน้องยามครับ ที่บอกถึงประโยชน์ของสิ่งที่เราควรบริโภค ผมมีแง่มุมที่อยากร่วมแสดงความเห็นดังนี้

.หวาน เค็ม เปรี้ยวและความ มัน เป็นสิ่งที่จำเป็นในธรรมชาติ ที่หาได้ยากยิ่ง ในยุคดึกดำบรรพ์ ความหวานให้พลังงานเพื่อการเคลื่อนไหว หาได้ยาก เพราะผลไม้ที่สุก มักถูกสัตว์อื่นแย่งไปก่อนที่มนุษย์จะเข้าถึง เราจึงต้องอาศัยเผือกมันที่เป็นแป้งแล้วกลายเป็นน้ำตาล ดังนั้นความหวานในธรรมชาติจึงมีอยู่ในพืช แต่ไม่มากพอ

ความเค็ม เป็นเกลือแร่ที่จำเป็นต่อขบวนการการทำงานของเซล การทำงานของกล้ามเนื้อ เราได้จากเนื้อสัตว์ที่ล่ามาได้ ส่วนสัตว์ก็ได้จากการกินดินโป่ง แร่ธาตุตามพื้นดิน

ความเปรี้ยว มีความจำเป็นช่วยลดขั้นตอนการย่อย เพราะกรดที่เกิดขึ้นจนเปรี้ยวช่วยย่อยอาหารไประดับหนึ่ง ในยุคนั้นพลังงานและอาหารเป็นสิ่งที่หายาก ขบวนการประหยัดพลังงานจึงช่วยให้มนุษย์มีเวลาที่ใช้พัฒนาสมองให้เหนือกว่าสัตว์อื่น

ความมันจากไขสัตว์ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตให้ผ่านพ้นจากความหนาวเย็นมาได้
มนุษย์ยุคก่อนจึงไม่มี คลอเรสเตอรอลสูง ไม่มีไขมันอุดตันเส้นเลือด ไม่เป็นเบาหวาน เส้นเลือดหัวใจไม่ตีบ เพราะได้รับสารต่างๆทั้งหวาน เค็ม มัน เปรี้ยว จากอาหารธรรมชาติที่ไม่มีการปรุงแต่ง มิหนำซ้ำยังต้องเคลื่อนไหวล่าสัตว์ วิ่งหนีสัตว์ที่ดุร้ายเพื่อเอาชีวิตรอด การเผาผลาญของเซลจึงมีต่อเนื่องไม่เหลือให้สะสม
สามหมื่นปีที่ผ่านมามนุษย์เริ่มรู้จัก ข้าว เริ่มรู้จักอ้อย ความหวานจึงมีเหลือใช้ เพราะความต้องการธรรมชาติมันไม่เคยเปลี่ยน ความหวานเป็นปัจจัยที่ทำให้มนุษย์รอด เพราะเป็นพลังงานตรง ใช้ได้ทันที เราจึงเริ่มดื้อต่อความหวาน เราเพาะปลูกได้เอง จึงมีผลไม้มากชนิดที่ให้ความหวาน มนุษย์มีเวลามากขึ้นในการพัฒนาด้านอื่นให้เจริญขึ้นมาเพราะไม่ต้องเสียเวลาแสวงหา หวาน เค็ม มัน เปรี้ยวอีกต่อไป

เมนูที่น้องยามครับแสดงเป็นรูปแรก จึงเป็นสิ่งที่ยากจะกลืนกินลง เพราะนี่แทบจะเป็นรสดั้งเดิม ที่มีประโยชน์มากกับคนยุคสมัยนี้ เพราะคนสมัยนี้ไม่ต้องถือหอกออกไปวิ่งล่า ไม่ต้องวิ่งสุดชีวิตเพื่อเอาตัวรอดจากเสือเขี้ยวดาบ

ทุกวันนี้เราใช้พลังงานในการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยมาก แขนขาเราจึงลีบปราศจากกล้ามเนื้อ ที่เห็นอวบๆก็เป็นเพียงเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่เกาะกันหลวมบรรจุด้วยก้อนไขมันและเซลลูไลท์

คนสมัยนี้ร่างกายใช้พลังงานจากอาหารน้อยมาก ที่เรากินเข้าไปเป็นส่วนเกินที่ร่างกายเราขับทิ้งโดยเฉพาะโปรตีน ส่วนไขมันและน้ำตาลเราก็แปรรูปไปเก็บเอาไว้ที่รอบเอว ผู้หญิงก็ไปกองเอาไว้ที่ต้นขาและสะโพก และอวัยยวะภายในช่องท้อง

สมัยที่ผมเรียน ตอนผ่าอาจารย์ใหญ่ ที่อ้วนๆ ตอนเปิดเข้าช่องท้อง หรือตอนที่จะเลาะหากล้ามเนื้อ จะพบว่าไขมันแทรกไปทุกส่วน เบียดเสียดยัดเยียดในช่องท้องมากมาย

วิถีชีวิตเราเปลี่ยนไป อาหารรสชาติวิจิตร คนออฟฟิตนั่งทั้งวัน แต่กินอาหารที่ประกอบด้วย หวาน เค็ม มัน เปรี้ยว เกินจำเป็น ครั้นพอรู้ความจริง จะไปกินอาหารจืดๆ ย่อมเป็นเรื่องที่ยากมาก

ด้วยเหตุนี้ เราจึงเข้าใจความรู้สึก ของคนที่ สูบบุหรี่ คนที่กินเหล้า คนเหล่านั้นรู้ถึงโทษของสิ่งเสพ แต่ทำไมเขายังเสพอยู่
ก็เช่นกัน อาหารจืดที่น้องยามครับเสนอมา ทุกคนก็รู้ว่าดี แต่ถามว่าจะกินไปได้สักกี่วัน

คนที่เลิกบุหรี่ เลิกเหล้าโดยมาก ต้องป่วยอย่างหนัก หรือขั้นสุดท้ายของชีวิต จึงยอมเลิก ก็เช่นกัน การกินอาหารโดยไม่ไตร่ตรอง สักแต่ว่าอร่อยลิ้น ย่อมจะเห็นความจริงยามที่ร่างกาย รับไม่ไหว

ลิ้นเราอยาก เราตามใจลิ้นและปาก กี่นาทีที่อาหารที่ว่าอร่อยอยู่ในปาก แต่อีกกี่ชั่วโมงที่กระเพาะและลำไส้ต้องคอยเคลียสิ่งที่ลิ้นส่งเข้ามา ถ้ากระเพาะลำไส้มันพูดได้มันคงด่าลิ้นกับปากว่า ตนเองสนุกอยู่ไม่กี่นาที แต่ฉันต้องมารับภาระความสนุกของแกอีกนับชั่วโมง

ทีนี้จะทำอย่างไร ถ้าคิดว่าจะทานรสจืด ต้องค่อยๆฝึก เริ่มจากทานอาหารนอกบ้าน เช่นก๋วยเตี๋ยว ทำมาอย่างไร ทานอย่างนั้น ไม่ต้องปรุง คำแรกๆจะรู้สึกว่าจืดและแย่มาก พอทานไปครึ่งชาม จะเริ่มชิน พอหมดชาม( ถ้าทานลง)จะรู้สึกว่าเค็มเหมือนกัน ทำเช่นนี้กับอาหารทุกอย่าง ลิ้นจะค่อยๆปรับตัว ถึงจุดหนึ่งเราจะทานอาหารที่เมื่อก่อนว่าอร่อย รสแซบ เราจะทานไม่ได้ นี่เป็นวิธีหนึ่ง

แต่ถ้ายังอยากทานอาหาร หวาน เค็ม มัน เปรี้ยว อยู่ เราต้องเปลี่ยนพฤติกรรม ด้วยการย้อนกลับไปเป็นคนป่า ออกล่าสัตว์ ปล้ำกับหมี สู้กับเสือ ด้วยการออกกำลังกายทั้งแอโรบิค และแอนแอโรบิคอย่างเข้มข้น สิ่งที่กินเข้าไปจึงนำไปใช้อย่างเต็มกำลัง
แสดงความเห็นยาวไปนิด ต้องขออภัยน้องยามครับด้วย แต่ที่แสดงนี้เพราะความหวังดี เพราะตนปฏิบัติด้วยตนเองจึงรู้ผลที่เกิด ทุกอย่างมีที่มาที่ไป ทำไมกินจืด แล้วกินอย่างเดิมไม่ได้หรือ หวังว่าผู้อ่านคงกระจ่างพอสมควรครับ

ความคิดเห็นที่ 16 ยามครับ , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ชายสามหยด วันที่ : 10/12/2014 เวลา : 08.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chartsiam
เรื่องเล่าธรรมด๊า...ธรรมดา ของผู้ชายธรรมดา

พยายามอยู่ครับ แต่พอเจออาหารที่อร่อย รสจัดก็อดใจไม่ไหวต้องลิ้มลอง

ความคิดเห็นที่ 15 ยามครับ , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
Chaoying วันที่ : 09/12/2014 เวลา : 23.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

จะพยายามอย่างที่สุดค่ะ กินไม่เผ็ดจัด แต่ก็พอประมาณ ว่าจะกินจืดๆ ทำไม่ได้สักที

ความคิดเห็นที่ 14 ยามครับ , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
rattiya วันที่ : 09/12/2014 เวลา : 21.00 น.

ส่วนใหญ่กินอิ่มเเล้วคอยมาคิดค่ะ
เเล้วก็มาคิด...พรุ่งนี้คอยกินอาหารเพื่อสุขภาพ...
เป็นอย่างนี้มาหลายปีเเล้วค่ะ

ความคิดเห็นที่ 13 ยามครับ , ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 09/12/2014 เวลา : 18.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

เห็นภาพแรกแล้ว พี่ตุ้มจิตตกเลย
จะต้องบำเพ็ญทุกข์กริยาขนาดนั้นเชียวหรือ

ความคิดเห็นที่ 12 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
สิงห์นอกระบบ วันที่ : 09/12/2014 เวลา : 17.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nfedlion

ไม่เป็นไรคุณยาม ผมพึ่งไปเจาะมา ๒๔๐ ครับ

ความคิดเห็นที่ 11 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ยามครับ วันที่ : 09/12/2014 เวลา : 16.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

คห 9. พี่ตะเกียงน้อย

http://www.thaihealth.or.th/microsite/categories/5/ncds/2/173/176-%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84+NCDs.html

ผมเอาข้อมูลมาจากหน้านี้ครับ

ความคิดเห็นที่ 10 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ยามครับ วันที่ : 09/12/2014 เวลา : 15.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

คห 4 พี่แม่หมี
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ

คห. 5 ย่าดา
ผมก็ทำๆ หยุด มาหลายเพลาครับ ตอนนี้ จริงจังหน่อยแล้วครับ เพราะผลตรวจสุขภาพ ออกมา น่าตกใจ

ความคิดเห็นที่ 9 ณัฐรดา , ยามครับ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ตะเกียงน้อย วันที่ : 09/12/2014 เวลา : 15.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/small-lamp

สวัสดีครับคุณ ยามฯ
เห็น ผัง สแกนกรรม ncd แล้ว คิดว่า จะหาคนที่ ไม่มี Yes เลย คงยากมากก โชคดีนะครับ เห็น สเตก ปลา ตอนทานข้าวมื้อเที่ยง แล้ว ไม่งั้น...... ทรมาณใจแย่เลย

ความคิดเห็นที่ 8 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ยามครับ วันที่ : 09/12/2014 เวลา : 13.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

คห.3 คุณหมอวัลลภ

สังคมกีฬาไทยมีอัตลักษณ์อย่างหนึ่งที่แก้ได้ยาก คือ อยากชนะ อยากได้รางวัล สังเกตเรื่องกีฬา ลงแข่งอะไรก็อย่างได้รางวัล

ส่วนวิทยาศาสตร์และอาหาร เรากลับไม่สามารถประยุกต์ได้ เพราะเราท่องแล้วก็สอบให้ผ่าน แต่ไม่ได้นึกถึงองค์รวม และรายละเอียดที่ ควรใส่ใจ นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน

ยกตัวอย่างเช่น พอพูดถึง โรคอ้วน ความอ้วน เราวัดจากอะไร ผมว่า วัดจาก ดัชนีมวลกาย BMI ตรงนี้คือ ส่วนสูง/น้ำหนัก ผมได้ 28.1 ถือว่าน้ำหนักเกิน พอน้ำหนักเกิน มันมาจากอะไร มาจาก การกินที่เกินไป ทำให้ร่างกายเก็บไว้เป็นก้อนไขมัน ตามพุง ตามแขน ขา

ดัชนีมวลกาย ของผม มากกว่า 25 กก / ตรม ผมจะเสี่ยงต่อ อะไรบ้าง (วิชาสุขศึกษา) ผมเสี่ยงต่อ ความดันสูง (เป็นแล้ว)

แล้วมันก็ไล่ตามกันมา น้ำหนักมาก ไม่ออกกำลังกาย Cholesterol สูง LDL สูง HLD ต่ำ เจ้าพวกนี้ออกเป็นวิทยาศาสตร์หน่อย แต่ว่า นักเรียนต้องเรียน ต้องรู้จัก

การประยุกต์ องค์รวมคือ ทำให้อย่างไรให้ นักเรียนตระหนัก ไปสอนให้คนในครอบครัวระวัง ไปตรวจสุขภาพประจำปี และสุดท้ายคือ ไปทำอาหารไทย แบบดั้งเดิมที่ลด เนื้อ นม ไข่ ไขมัน เนย เพราะเป็นแหล่งพลังงาน ทั้งจากโปรตีน และไขมัน

โปรตีนส่วนเกินไปไหน ไขมันส่วนเกิน ส่งผลอะไรกับร่างกาย /// อาหารไทยช่วยได้อย่างไร

ทั้งหมดนี้ คือ สิ่งที่ต้องสอนให้เด็กไทยเข้าใจ – เอิ่ม แต่ขนาดเด็กหน้าห้อง พ่อแม่ส่งเรียนกวดวิชาทุกสัปดาห์ พอเลิกเรียน ยังไปรวมกลุ่มสังสรรค์กับที่ฟาสต์ฟู๊ดเลยครับ

สรุปที่เรียนมา เพื่อท่องจำ – สอบ ให้ผ่านเท่านั้นเอง

ความคิดเห็นที่ 7 ณัฐรดา , รินรู้ดี ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ยามครับ วันที่ : 09/12/2014 เวลา : 13.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

คห 2 คุณริน
อร่อย ก็ ทานมาก พอทานมาก ก็ได้หุ่นผู้บริหารยังงัย --- เอ๊ะ หรือว่า สูททำให้คนดูภูมิฐาน :-)

รู้เช่นนี้แล้ว อร่อยก็ต้องทานน้อย แม่ผมงัย ตักข้าวหนเดียวพอ ส่วนผม .. ชิมไป บ่นไป 555

ความคิดเห็นที่ 6 ณัฐรดา ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ยามครับ วันที่ : 09/12/2014 เวลา : 13.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

คห 1 พี่ลูกเสือ
ขอบคุณครับ ผมอยากเสนอเรื่องนี้ เพราะคิดว่า มันจำเป็น สุขภาพ ถ้าไม่เริ่มทีเรา ไม่เริ่มที่อาหาร จะเรื่มที่อะไร

ความคิดเห็นที่ 5 ณัฐรดา , ยามครับ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ย่าดา วันที่ : 09/12/2014 เวลา : 12.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

ตอนนี้กำลังพยายามทำอยู่ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 ณัฐรดา , ยามครับ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
แม่หมี วันที่ : 09/12/2014 เวลา : 12.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ถูกต้องเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 ชบาตานี , ณัฐรดา และอีก 1 คนถูกใจสิ่งนี้ (3)
wullopp วันที่ : 09/12/2014 เวลา : 12.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

มีประโยชน์ _______ พร้อม ตัวอย่าง_________ และ ภาพ_________ อย่างไรก็ ขอกราบเรียน เรียนเสนอ ให้เปลี่ยนหลักสูตร "สุขศึกษา + พลศึกษา" ________________ ให้เน้น การทำกับข้าวไทย เพื่อสุขภาพ __________________ และ เน้น วิทยาศาสตร์การกีฬา ___________ ว่า ออกกำลังแบบไหน ดีกับหัวใจ-สมอง_______________ ไม่ต้องเน้นกีฬา __________________ กีฬา ควรเป็นวิชาเลือก ไม่ใช่วิชาบังคับ _______________

ความคิดเห็นที่ 2 ณัฐรดา , ยามครับ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
รินรู้ดี วันที่ : 09/12/2014 เวลา : 11.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rinrudee



ติดอยู่ รสเดียวคะ คุณยาม ทำอย่างไรก็เลิกไม่ได้เสียที

นั่นคือ รสอร่อย

บ่นตัวเองตลอดว่า เมื่อรู้ว่าไม่ดี แต่ทำไมยังจะบริโภค

คงเป็นเพราะ ยังไม่สามารถชนะใจตัวเองได้

เลยลำบากร่างกายตัวเอง

ความคิดเห็นที่ 1 ณัฐรดา , ยามครับ ถูกใจสิ่งนี้ (2)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 09/12/2014 เวลา : 11.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ชัดเจนครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน