*/
  • ยามครับ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-04-03
  • จำนวนเรื่อง : 359
  • จำนวนผู้ชม : 1219312
  • จำนวนผู้โหวต : 193
  • ส่ง msg :
  • โหวต 193 คน
วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม 2559
Posted by ยามครับ , ผู้อ่าน : 872 , 15:48:40 น.  
หมวด : วิทยาศาสตร์/ไอที

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน แม่หมี โหวตเรื่องนี้

 

หลังจากหอบหิ้ว Canon Pixma MP 287 อายุ 5 ปี ไปให้ช่างเช็คแล้วช่างบอกว่า หัวพิมพ์ตัน ถ้าซ่อม 1,500 บาท มันคุ้มมั้ย? พรินต์ก็ช้า เสียงก็ดัง  ตัดใจ เอาเครื่องใหม่เหอะ 4,500 บาท ได้ประกัน 2 ปี  หมึกแทงค์จากโรงงาน-ของแท้ไม่ได้ผ่านการโมอีกต่างหาก

ผมจำได้ว่า สมัยก่อนพรินต์เตอร์จะใช้สำหรับพรินต์เอกสาร รายงานของนักเรียนเท่านั้น ส่วนถ้าหากจะพรินต์รูป ต้องไปร้านถ่ายรูป

ตอนหลังยุคกล้องดิจิตอล จนกระทั่งมาสู่สมาร์ทโฟนที่มีเลนส์ถ่ายภาพและกล้องติดมาในระดับคุณภาพสูงขึ้น  พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป  บางคนเริ่มคิดพรินต์เอง  และบางคนก็หาทางส่งงานพรินต์ง่ายๆ ขึ้น  ร้านถ่ายภาพแฟรนไซส์ใหญ่ๆก็ สร้าง ดิจิตอลแพล็ตฟอร์มขึ้นมา เพื่อรองรับ  Cloud Service มากขึ้น พูดง่ายๆ  อยากอัดภาพ ส่งภาพเข้า Line, Cloud Storage  จ่ายเงิน  แล้วนัดรับรูปที่ร้านได้เลย หรือถ้าหากปริมาณมากๆ จะให้ส่งทางไปรษณีย์ก็ได้

 

สมัยก่อนเช่นกัน  ผมเคยรับจ๊อบถ่ายภาพ พอไปถ่ายภาพงานต่างจังหวัด ถ้าหากอัดภาพที่ร้านต่างจังหวัด คุณภาพภาพ สี จะสู้ร้านในกรุงเทพฯ ไม่ได้  แต่สมัยนี้ ถ่ายรูปที่ไหนก็ตาม ส่งมาอัดภาพในร้านแฟรนไซส์ได้ แล้วให้เขาส่งกลับทางไปรษณีย์  คุณภาพวางใจได้ เพราะถ้าหากทำภาพเสีย  ชื่อเสียงเสียนี่ทำมาหากินไม่ได้เลย

ก่อนจะไปไกลกว่านั้น กลับมาที่  อิงค์เจ็ตพรินเตอร์กันดีกว่าครับ พูดแล้วเดี๋ยวเพลิน

Inkjet วันนี้ราคา 4,500 – 8,000 ได้เครื่องที่ประสิทธิภาพดีเลย  ถ้าหากพอมีงบบ้าง อย่าไปเอาต่ำกว่า 2,500 เพราะมันช้าและหมึกอาจจะแพง ที่น่าตะลึงคือ ราคา 4,500 ที่ว่านี้ มันพรินต์ได้ละเอียด 1200 x 1200 และ Tank หมึกปัจจุบันเป็น Tank โรงงาน

เมื่อสัก 10 ปีก่อน บรรดาบริษัทผลิตพรินเตอร์ ต่างก็พ่ายแพ้ให้กับ คนขายหมึก (ไม่แพ้พวก ขายปลา ขายกุ้ง) เพื่อนผมบางคนก็ยังลาออกจากงานประจำไปผสมหมึกพรินเตอร์ขายเลย  หนักไปกว่านั้นอีก  ผู้ประกอบกิจการเหล่านี้ ผลิตครบวงจร ถังใส่หมึก น้ำหมัก สายหมึก แล้วก็ส่งร้านขาย  ส่วนบริษัทผลิตพรินเตอร์จะกินอะไรล่ะ  คนซื้อก็หัวไว เรื่องอะไรจะซื้อหมึกแท้ แพง หมึกเทียมดีกว่า ใช้ 3 ปี พังช่างมัน ถึงตอนนั้นค่อยว่าใหม่

แต่วันนี้ บริษัทผลิตพรินเตอร์  ไม่โง่แล้วครับ ออกเครื่องใหม่มาพร้อมถังจากโรงงาน และมีหมึกขายในราคาไม่แพง  ถ้าหมึกเติม (ไม่ใช่ของแท้) ขาย 100 หมึกแท้ขาย 250 – 300 ต่อหลอด ปริมาณเท่ากัน แต่แถมรับประกันให้ ดีกว่าไปใช้หมึกเทียม เครื่องพังก็งานเข้า คุณภาพก็แตกต่างกันระหว่างของแท้กับของเทียม

ของแท้ เจอกระดาษโฟโต้ คุณภาพสูง ไม่ต้องง้อร้านอัดภาพถ่ายเลยครับ ประหยัด 2  ต่อ อันนี้จริงครับ และเดี๋ยวนี้ เทคโนโลยี Wifi Direct คือ ต่อตรงกับ WIFI ต่อแล้วส่งภาพมาพรินต์ได้เลย ไปกันได้กับผู้ใช้งานที่มีสมาร์ทโฟน กล้องดิจิตอล ไม่ต้องเสียเวลา หาที่ Transfer ข้อมูล

 รุ่นยอดนิยม ของคนที่ชอบเพราะทนทาน (เขาว่างั้นนะ)  EPSON L360 รุ่นนี้พิมพ์เร็วดี  พิมพ์  10 หน้า รอไม่นาน อันนี้สำคัญ ผมไม่พูดถึง สเปกล่ะ คือ สมัยก่อน ก็เทียบกันจัง กี่หน้าต่อนาที  กลไกโกงก็คือ   วัดตอนพิมพ์หน้าละ 8 บรรทัด แต่พอเรามาใช้งานจริงๆ ช้าอืดเลย เวลาเราพรินต์งาน หน้าหนึ่งมันก็ต้องมีเนื้อหาค่อนหน้าไปแล้ว  เติมรูป เติมอะไรอีก เอาเป็นว่า EPSON L360 ตัวนี้ยืนพื้นไว้ก่อนเหอะ ถามคนขาย เทียบกับตัวนี้ก่อน

เวลาออกไปหาซื้อของนี่ หาตัวตั้งก่อน เหมือนหามือถือน่ะ มันต้องมีตัวตั้ง เช่น จะเอา Oppo F1s ก็เอาเป็นตัวตั้งไว้ แล้วค่อยหาตัวที่อยากได้มาเปรียบเทียบ  ตัวตั้งมันคือ Benchmark ประมาณว่า จะหาประมาณนี้ คุณสมบัติแค่นี้ เช่น พรินต์ ,copy , scan อาจจะพิจารณา   Wifi เพิ่ม ถ้าเป็นไปได้ ผมแนะนำว่า ถ้าหากมีWifi แล้วราคาไม่แพงเกินไป เลือกไว้เถอะครับ เทคโนโลยีมันถึงแล้ว  

ก่อนจะพูดถึงยี่ห้อและรุ่นต่างๆ ควรทำการบ้านไปก่อนว่า งานที่เราจะพรินต์นั้นงานอะไร  เช่น พรินต์ A4 กระดาษไม่เกิน 180 แกรม แต่ถ้าหากจะพรินต์พวกปกรายงาน กระดาษ 220 แกรม ก็ต้องหาอีกรุ่น  จะพรินต์กระดาษโฟโต้ แบบไร้กรอบ ก็มีเฉพาะบางพรินเตอร์ ที่ราคาแพงขึ้น ถาดป้อนกระดาษ แบบป้อนล่าง ป้อนบน มีผลต่อการใช้งานไม่มากก็น้อย ลองเช็คข้อมูลดีๆ ที่สำคัญสุด พื้นที่ในการจัดวางสะดวกแค่ไหน บางรุ่นใหญ่เทอะทะ เปลืองพื้นที่

ฟังก์ชันการใช้งาน จะเอาแค่พรินต์เฉยๆ หรือมี copy , scan หรือมี Fax เป็นลักษณะของ Multi-function เลย ต้องทำการบ้าน เลือกให้ครบ 

EPSON L360 หมึกถังจากโรงงาน หมึกสีหลอดละ 220-250 บาท  ใช้งาน  Print/ Scan /Copy ได้ ต่อผ่าน Port USB โอเค ตอบโจทย์

HP Deskjet GT5810 ตัวนี้ ราคา 4,890 แพงกว่า Epson L360 นิดหน่อย ฟีเจอร์พอๆกัน ประกัน 2 ปี ซ่อมให้ถึงที่ เปลี่ยนเครื่องถึงบ้าน (เขาว่างั้นนะ)

HP Deskjet GT5820 ตัวเลือกถัดมา 5,690 บาท ความเร็ว ขาวดำ 8 แผ่น/นาที สี 5 แผ่น/นาที พรินต์ผ่าน Wifi ได้  ประกัน 2 ปี และเป็นแบบ Onsite ด้วย มีปัญหา ไม่ต้องยกไปที่ร้าน  คู่เทียบของรุ่นนี้คือ EPSON L365 เพราะมี Wifi เหมือนกัน  แต่พวกราคาถูกๆ มี Wifi ต้องถามพนักงานขาย ว่ามันต้องลง Driver หรือไม่ เพราะถ้ารุ่นแพง ไม่ต้องลงไดรเวอร์  เป็น Wifi Direct เชื่อมต่อกันได้ก็สั่งพรินต์ได้เลย

 

หรือจะขยับไปราคาแพงกว่านั้น  L485 ราคา 7050 Wifi Direct ขาวดำ 10 แผ่น/นาที สี 5 แผ่น/นาที นอกจากมี Wifi แล้ว ใส่ Memory Card, SD Card ได้ด้วย และมี Epson Connect  ซึ่งไม่ต้องติดตั้งไดรเวอร์ก็สั่งพรินต์ภาพจากสมาร์ทโฟนได้ เฮ้ย อะไรจะขนาดนั้น ก็ต้องเข้าใจนะ ว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไป ไม่ต้องเสียเวลา Transfer ข้อมูล เผลอๆ ติดไวรัสอีกจะยุ่งเอา

อีกค่ายหนึ่งที่ตอนหลัง ได้รับความนิยม เพราะดัน ทนทาน ใช้งานได้ ไม่ก๊องแก๊ง Brother DCP-T500W ราคาค่าตัว 5,690 บาท อันนี้เร็วมาก ขาว-ดำ ได้ 27 แผ่น/นาที ส่วนสีได้ 10 แผ่น ต่อนาที แถมรองรับ USB/ Wifi ด้วย มาพร้อมประกัน 2 ปี ตอนนี้ ทุกราย ให้ประกัน 2 ปี และ HP ให้ Onsite ด้วย

ปิดท้ายด้วย Brother MFC-T800 ตัวนี้ 7,200 บาท คือ DCP กับ MFC มันแตกต่างกันที่มี Fax กับไม่มี ส่วน Txxx ตัว T คือ เป็นรหัสที่บอกว่าเป็น Tank จากโรงงาน ตอนนี้ยังมีทั้ง Tank ใส่เอง กับ Tank โรงงาน ขาย ตัว Tank โรงงาน ราคาแพงกว่าหน่อย แต่ถ้าให้ผมแนะนำ เลือก Tank โรงงานเถอะครับ

 

สำหรับ Home User , สองค่ายใหญ่ๆ ที่มีคนนิยมมากคือ EPSON และ Brother  ส่วน HP นั้นเพิ่งเข้ามาตลาด อิงต์เจ็ต Tank สำเร็จรูปอีกครั้ง    Canon ซึ่งสมัยก่อนเป็น Tank แบบดัดแปลง ตอนหลังมี G1000, G2000,G3000 ที่เป็น Tank โรงงงานเหมือนกัน  G3000 นั้นมี Wifi  ด้วย ราคา 5,990 บาท ก็น่าสนใจเหมือนกัน

ก็จบมินิรีวิว พรินเตอร์ Inkjet ราคา 4,500 – 8,000 ของผมด้วยประการฉะนี้ครับ


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน