*/
  • ยามครับ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2009-04-03
  • จำนวนเรื่อง : 358
  • จำนวนผู้ชม : 1108187
  • จำนวนผู้โหวต : 185
  • ส่ง msg :
  • โหวต 185 คน
วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม 2561
Posted by ยามครับ , ผู้อ่าน : 1992 , 11:58:52 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 7 คน ณัฐรดา , wullopp และอีก 5 คนโหวตเรื่องนี้

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา  ซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ไป 2 คัน คันแรก  เปลี่ยนโช้คหน้า เพราะโชคเดิมแกนเป็นรอย เวลามันเสียดสีกับซีล ซีลจึงรั่ว ประกอบกับอายุการใช้งานที่นาน บรรทุกหนัก ทำให้เสื่อมไปตามสภาพ ถ้าหากไปร้านซ่อม ช่างคงเปลี่ยนซีลและเติมน้ำมันโช้คให้ใหม่ ค่าใช้จ่ายประมาณ 800 บาท แต่ผมมองว่าไม่จบ มันเหมือนเลี้ยงไข้ เพราะทำมาแล้วเมื่อ 6 เดือนก่อน แล้วมันก็รั่วอีก จึงไปสู้หาโช้คมือสองสภาพดีมาแทนจะดีกว่า จะซื้อโช้คมือหนึ่งก็สู้ราคาไม่ไหว

 

ส่วนอีกคันหนึ่ง ต้องเปลี่ยนยางหลังทั้งยางนอกและยางใน เนื่องจากยางเดิมที่ใส่มาจากร้าน เป็นยี่ห้อราคาถูก ใช้ไป หมื่นกิโลเมตรก็กัดยางใน ทำให้ยางรั่ว แม้ว่ายางนอกจะดอกยังดี สภาพยังใช้ได้ แต่กัดยางในก็ไม่ไหว การแก้ปัญหาคือ เปลี่ยนยกชุด แต่ถ้าหากไปที่ร้าน ก็จะซ้ำรอยเดิม คือ ได้ยางราคาถูก เพราะร้านก็อยากได้กำไรมาก เขาจึงเลือกยางราคาถูก  เส้นละไม่เกิน 320  แล้วเอามาขายเส้นละ 5 – 600 รวมเปลี่ยน แต่ถ้าหากผมซื้อยางเอง  Michelin City Pro  90/90 ขอบ 14 เส้นละไม่เกิน 650 บาท

 

สรุป ก็ทำเองทั้ง 2 คัน อีหลุกขลุกขลัก แต่ก็พอกล้อมแกล้มใช้งานได้ 

จึงมานั่งคิดว่า เอ๊ะ ถ้าเราใส่ใจมันจริง เราก็พอทำได้นะ มันหมายความว่า ถ้าหากตั้งแต่สมัยเด็ก ม ปลาย เราเบนเข็มไปทาง ช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า ในระดับ อาชีวะศึกษา มันก็น่าจะเป็นไปได้

ครับ แต่ช่างบางคนที่เปิดอู่ซ่อมรถยนต์ หรือไปเป็นช่างตามอู่ ไม่เคยผ่านระบบการศึกษาจากโรงเรียนช่างใดๆเลย เรียนจาก ประสบการณ์ส่วนตัวล้วนๆ  หลายคนก็เลี้ยงชีพอย่างสุจริต มีชีวิตอย่างมีความสุขได้

แต่ผมรู้สึกว่า บ้านเรายังติดที่ค่านิยมอยู่ คือ ลูกๆควรเรียนสายสามัญ โดยเฉพาะสายวิทย์ เพราะมีทางเลือกในชีวิตมากกว่า เป็นต้นว่า จะไปเรียนสายวิศวะ สายการแพทย์ วิทยาศาสตร์ชีวิต (life Science) ก็ย่อมได้ หรือจะไปเรียน สายบัญชี การเงิน บริการ กฎหมาย วิทยาศาสตร์กายภาพ ชีวภาพได้หมด แล้วแต่ว่า ตั้งเป้าหมายไว้อย่างไร

แต่เชื่อมั้ยครับ คนที่เรียนจบสายวิทย์จำนวนไม่น้อย จะไปทำงานด้านที่จบมาตรงๆก็ไม่ได้ เพราะไม่มีคุณภาพเพียงพอ คุณสมบัติไม่พอกับที่ทางองค์กรต้องการ  คนเรียนจบวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ในแต่ละปี จำนวนไม่น้อย แต่บริษัทที่เปิดรับสมัครงานบอกว่า เรียกมาสัมภาษณ์แล้ว ยังไม่เห็นแววว่าจะมาทำงานได้

แล้วครั้นคนจบสายวิทย์ จบปริญญาตรี จะไปทำงานสายอาชีพ ไปรับเหมาก่อสร้าง เปิดอู่ หรือเปิดร้านรวงเป็น SME นี่ก็ยิ่งยาก เพราะไม่มีประสบการณ์และมุมมองธุรกิจ

มันกลายเป็นเรื่องที่กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง สุดท้ายหลายคนก็ต้องมาขายของออนไลน์ มาเปิดช่องทางธุรกิจออนไลน์ใหม่ๆ ซึ่งไม่ผิดครับ เพราะแต่ละคนมีเป้าหมายชีวิตไม่ตรงกัน

แต่มันก็เกิดคำถามกับผมเหมือนกันว่า แล้ว เรียนไปเพื่ออะไร? คือ พอจบมาแล้ว ได้รับปริญญาแล้ว คุณก็ต้องมาเริ่มต้นทุกอย่าง แม้กระทั่งเรียนรู้ทุกอย่างใหม่อยู่ดี  การไปเรียน 4 ปี มันคือ การได้พบเพื่อน การได้ฝึกวิธีการหาคำตอบตามโจทย์หรือ Guide Line ที่ครูผู้สอน หรือหลักสูตรเขากำหนดกรอบไว้  ซึ่งมันก็อาจจะเอามาประยุกต์กับการนับหนึ่งในชีวิตทำงานได้ แต่บางคนก็เอามาใช้อะไรไม่ค่อยได้  แถมพอออกมาเจอชีวิตจริงที่ต้องสร้างโจทย์ หรือบุกเบิกแนวทางเองก็กลายเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ เพราะโจทย์ในมหาวิทยาลัยกับโจทย์ในชีวิตจริงต่างกัน

ครับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมปฏิเสธระบบการศึกษาครับ เพราะผมเองที่เลี้ยงชีพได้ทุกวันนี้ก็เพราะว่า ผ่านระบบการศึกษามาเช่นกัน สมัยเป็นนักเรียน ม ปลาย ผมค่อนข้างจะหัวดี ถ้าหากมองที่สัมฤทธิ์ผลตามเกรด ผมจึงเข้าเรียนสายสามัญ วิทย์-คณิต แล้วพอเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังเรียนวิทยาศาสตร์อีก พอจบออกมาก็ได้งานตรงกับสิ่งที่ตัวเองได้เรียน

แต่พอมองย้อนกลับไป แล้วก็พบว่า เราก็เกือบหลงทางเหมือนกัน โชคดีที่พอเรียนจบก็ได้ทำงานตามคุณสมบัติและความสามารถที่จะตะเกียกตะกายมา

พอรุ่นลูก ผมแทบจะไม่ได้ผลักดันให้ลูกต้องเรียน ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คณิตศาสตร์ให้เก่งๆเลย  แค่เอาตัวรอดก็พอ แต่ผมกลับเน้นไปที่ทักษะชีวิต การออกไปโลกภายนอก ไปเห็นโลกที่หลากหลาย ไปทดลองหาว่าตัวเองชอบ หรือ ถนัดอะไรมากกว่า

ครับ ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธว่า ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ คณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่สำคัญ แต่ผมรู้สึกว่า การศึกษาบ้านเรา เน้นแข่งขันมากกว่า จะเอาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง และจะว่าไปแล้ว มันเอาไว้คุยอวดกันว่า ลูกฉันเรียนห้องคิง ลูกฉันเรียนห้อง gifted และได้ประกาศนียบัตรจากการแข่งขันหลายใบ  สอบ TCAS รอบแรกสำหรับการยื่นแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) จะได้คณะที่ตั้งใจแน่นอน (และแน่นอนว่าต้องเป็นคณะ Top hit) แต่หลังจากนั้น จะมีสักกี่ % ที่เรียนจบแล้วได้ตามความฝัน มีความสุขในชีวิต

เอ๊ะ เขียนไป เขียนมา จะกลายเป็นว่า ผมปฏิเสธการศึกษาในระบบ ก็ไม่เชิงครับ เพียงแต่ผมได้มีโอกาสได้ชีวิตท่ามกลางสังคมที่หลากหลาย กลุ่มอาชีพที่หลากหลาย ทำให้เกิดคำถามเฉยๆว่า เรียนไปเพื่ออะไร

 

คำถามปลายเปิดที่อยากถามทิ้งไว้คือ แล้วใน อีก 10 หรือ 20 ปี ข้างหน้า ท่านคิดว่าอาชีพ หรือความเป็นมืออาชีพด้านใด ที่ตลาดแรงงาน หรือธุรกิจต้องการ คำตอบนี้อาจจะช่วยเปิดหูเปิดตาให้เด็กรุ่นใหม่ มองเห็นทางเลือกอื่นได้นะครับ

 

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ยามครับ วันที่ : 30/05/2018 เวลา : 10.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

คห. 7 กัปตันแจ๊ค_จอมโจรจอมใจ

ผมเห็นภาพเลยครับ งานหนักๆแบบนี้ ยกให้ช่างมืออาชีพที่วางใจได้ ดีกว่าครับ

ผมเองก็มีช่างซ่อมทั้งรถยนต์ และมอเตอร์ไซค์ที่วางใจได้ ต้องการมืออาชีพครับ


โดยเฉพาะ มอเตอร์ไซต์รุ่นใหม่ๆ พวกออโต้ รื้อเครื่องนี่ มีประกอบกลับคืนไม่ได้ เพราะมันซับซ้อนกว่ารถเกียร์ครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ยามครับ วันที่ : 30/05/2018 เวลา : 10.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

คห 6. คุณหมอ wullopp

ขอบคุณมากเลยครับสำหรับความคิดเห็นที่มีประโยชน์มากๆเลย

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ยามครับ วันที่ : 30/05/2018 เวลา : 10.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

คห5. พี่แม่มด

สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นในระบบการศึกษาบ้านเราคือ สอนให้ท่องจำ ยิ่งสมองดีๆ ยิ่งให้ท่องจำ โดยไม่สอนให้ทำ เพราะ จำ มัน เร็วกว่า ทำ

เวลาสอบ เราก็สอบ "จำ" ไม่ได้ สอบ "ทำ"

ผลลัพธ์จาก การ "จำ" ย่อมได้ผลไม่ดีเท่าการ "ทำ"

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
กัปตันแจ๊ค_จอมโจรจอมใจ วันที่ : 27/05/2018 เวลา : 23.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paedophiel
ขับเคลื่อนอารมณ์ให้ตรงร่องน้ำหากประมาทอาจทำให้สำนึกถูกเฉี่ยวชนจนสติปัญญาเกยตื้น

เคยนะครับ.. เอารถมอเตอร์ไซค์ไปให้ที่ร้าน ล้างเครื่อง ไล่น๊อต ถ่ายน้ำมันเครื่อง ฯลฯ ดูแล้วเหมือนมันทำง่ายๆ นึกเสียดายค่าแรง คราวต่อมาเลยถอดออกมาทำเอง ถอดชิ้นส่วนออกมากองไว้ ล้างทีละชิ้น ๆ ตามที่เราเห้นช่างล้าง

ตอนจบ ประกอบชิ้นส่วนจนเสร็จหมดแล้ว ยังมีเหลืออีกสองสามชิ้น เฮ้ยยยย.. หรือว่าญี่ปุ่นทำเกิน แถมเข้าเกียร์แล้วรถมอไซค์ถอยหลังอีกต่างหาก 5555555

เข็ดครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
wullopp วันที่ : 25/05/2018 เวลา : 12.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ฝรั่งนิยมเรียนอะไรแบบ DIY
= do it yourself
= ลงมือทำด้วยตัวคุณเอง

เช่น
วิธีล้างรถ
วิธีผสมปูน
ิวิธีทาสีบ้าน
งานช่างไม้

มีคำกล่าวว่า
ประเทศจะก้าวไปไกล ต้องมีอะไร
1. มีนักเขียน + นักอ่าน
2. มีวิศวกร(นักคิด) + ช่าง(นักทำ)
3. มีนักเรียนที่ทำให้เกิดครูดีๆ + มีครูที่ทำให้เกิดนักเรียนดีๆ

ตัวอย่างนักเรียนดีๆ
เช่น นักเรียนที่ใฝ่รู้ ค้นคว้า
คิคคำถามเก่ง ชื่นชมครูเมื่อครูทำดี
จะทำให้ครูเก่ง

ตัวอย่างครูดีๆ
เช่น ครูที่เก่ง
สอนนักเรียนให้เรียนเรื่องใหม่ด้วยตัวเองได้
มองออกว่า นักเรียนมีศักยภาพที่จะเก่งต่อไปด้านใด
ส่งเสริมให้นักเรียนโตไปในเรื่องที่มีศักยภาพ

ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
แม่มดเดือนMarch วันที่ : 23/05/2018 เวลา : 20.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/March

เกือบพลาดเอ็นทรี่ดีๆไปเสียแล้ว มาเจอโดยบังเอิญจริงๆ
เพราะไปอยู่เยอรมนีมานานเกิน ๒๐ ปีและลูกชายอยู่ในระบบการศึกษาที่นั่นมาตลอด จึงเห็นความแตกต่างของระบบการศึกษาในทั้งสองประเทศอย่างชัดเจน
ประเด็นหนึ่งที่ร้ายแรงมากคือทำไมระบบของเราสร้างคนให้มีคุณภาพไม่ได้ แม้แต่สำหรับสังคมไทย

ความคิดเห็นที่ 4 รินรู้ดี ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ยามครับ วันที่ : 22/05/2018 เวลา : 23.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

คห 2 คุณริน :-)

สวัสดีครับ เราก็ไม่ค่อยจะได้เจอกันเลยนะครับ ตั้งแต่ผมหายหน้าจาก Blog ไปเนี่ย อ่ะนะ ว่าไปโน่น

ผมเกิดไอเดียใหม่ ที่จะเขียนเรื่องให้เร็วมากกว่าเดิม และกำลังคิด... อีกแล้วว่า จะเดินทางไปในทิศไหนดี


ก็ต้องจับตาดูต่อไปครับผม หมายถึง ยามครับ จับตา ดูยามครับ เองนะครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ยามครับ วันที่ : 22/05/2018 เวลา : 23.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yamkrub
สารพันเรื่องราวชักชวนให้ทุกท่านน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมะ มาประยุกต์ใช้ 

คห 1 ขอบคุณ BG พี่สมชัย สำหรับความคิดเห็นครับ

ความคิดเห็นที่ 2 ยามครับ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
รินรู้ดี วันที่ : 22/05/2018 เวลา : 18.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rinrudee


ว้ายยย ตายแล้ว มาอัพบล็อก ไหนบอกว่ากำลังคิด
เรื่องที่จะอัพอยู่ไง แล้วจะนัดกันมา ประชุมศิษย์เก่าโอเค

สำหรับ เดี๊ยน เรียนมาเพื่อ....สังคม
ก็สังคมนี้ มันชอบ วุฒิการศึกษาเนี่ย
ปัญญา...ใช้น้อยกว่าแผ่นกระดาษ
ปัญหาเลยเกิดขึ้นมากมายไม่จบไม่สิ้นในวงการศึกษา
บ้านเราไง คร้า

ความคิดเห็นที่ 1 แม่มดเดือนMarch , ยามครับ และอีก 2 คนถูกใจสิ่งนี้ (4)
สมชัย วันที่ : 19/05/2018 เวลา : 09.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political1

ระบบการศึกษาในโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาทั้งหลาย เป็นเพียงสมมติหนึ่งที่คนเราสร้างขึ้นมารองรับการอยู่ร่วมกัน การศึกษามีหลายมิติ ตลอดทั้งชีวิตเราต้องศึกษาทั้งสิ้น เรียนรู้ไม่มีวันจบ
ในระบบจึงเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งที่เขาบังคับให้เราต้องรู้อย่างที่เขากำหนด
การศึกษาที่แท้จริงจึงควรเป็นสิ่งที่สามารถทำให้เราอยู่รอดได้ในสังคมนี้ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อย่างไรเราคงต้องถูกบังคับให้เดินไปตามทาง
มีหลายคนกล่าวว่า ยามที่งานประจำกับงานอดิเรก เป็นสิ่งเดียวกัน ยามนั้นคือความสุขของชีวิตที่ได้ทำงาน
เพราะงานที่ต้องทำคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงครอบครัวและชีวิต ส่วนงานอดิเรกคืองานที่เรามีฉันทะ หรือความอยากที่จะทำ ทำแล้วผ่อนคลายมีความสุข

เด็กๆควรที่จะได้เรียนรู้สิ่งที่เขาชอบ เพราะถ้าเขาชอบเขาจะตั้งใจเรียนรู้ และความตั้งใจนั่นแหละจะนำไปสู่ความสำเร็จและยั่งยืน

แต่ผู้ใหญ่ทั้งหลาย มักไปเพ่งที่เรียนอะไรที่จะสามารถทำเงินได้มากที่สุด มั่นคงที่สุด ก็จะดันบุตรหลานตนเอง ไปให้ถึงจุดนั้น
ซึ่งจุดนั้นต่างคนต่างก็มุ่งไปที่เดียวกัน ผลก็คือต้องแข่งขัน การกวดวิชาจึงตามมา นี่คือปัญหาการศึกษาไทยที่แก้อย่างไร ก็แก้ยาก

คำถามที่ว่า ใน10-20ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่ตอบยาก เพราะโลกทุกวันนี้มันแทบมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ถ้ามองแนวโน้ว คิดว่าเด็กสมัยนี้มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ยากนักที่ผู้ปกครองจะไปครอบงำความคิดเขาได้

สิ่งที่ครูหรือระบบการศึกษาที่จะสามารถทำได้ คงเป็นเพียงในฐานะคนชี้แนะ ให้คำปรึกษา และที่อยากจะเห็นมากที่สุด ที่ควรเกิดขึ้นในสถาบันการศึกษาทั้งหลายว่า
จงกระจายอำนาจการศึกษาให้จริงจัง แต่ละถิ่น มีเรื่องราวที่ควรเรียนรู้มากมาย ไม่ต้องครอบงำด้วยหลักสูตรส่วนกลาง
และที่สำคัญ ควรสอนในการที่รู้จักเคารพความคิดเห็นผู้อื่น รู้สิทธิเสรีภาพว่า มีแต่อย่าไปละเมิดผู้อื่น เรียนรู้การมีจิตสาธารณะ ระวังความหมายของคำว่า รักชาติ กับคลั่งชาติ มันคั่นด้วยเส้นใยบางๆ
ผู้บริหารประเทศ ควรเป็นคนรุ่นใหม่ได้แล้ว ความคิดความอ่านของเยาชนสมัยนี้ ผมเองต้องยอมรับว่า สู้เขาไม่ได้ เขากล้าคิด กล้าแสดงออก กล้าเสนอความเห็นอะไรที่แปลกๆที่คิดไม่ถึงออกมาได้ ในขณะที่คนรุ่นเก่าแบบผม มีแต่ความระมัดระวัง กลัวนั่นกลัวนี่ จนไม่ต้องทำอะไร
สรุปคือ เปิดโอกาส เปิดเวที เปิดเสรีภาพในการที่จะเลือกอะไร เราสอนได้เฉพาะเรื่องการใช้ชีวิตว่า ทำอย่างไรจึงไม่ทำตนให้ตกต่ำทางจิตใจ อะไรคือกุศล อะไรคืออกุศล ที่เหลือเรื่องราวการดิ้นรนทำมาหากิน เป็นเรื่องที่เด็กจะต้องไปหาตัวตนให้พบ ทำในสิ่งที่ชอบ ประกอบอาชีพที่ตนรัก

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน