• ying-chama
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : happiness2505@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-09-20
  • จำนวนเรื่อง : 2
  • จำนวนผู้ชม : 30750
  • ส่ง msg :
  • โหวต 6 คน
ying-chama
ว่าด้านการเขียน การอ่าน และวรรณกรรม
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/ying-chama
วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552
Posted by ying-chama , ผู้อ่าน : 20664 , 23:48:56 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

   

        "การอ่าน”เป็น “มรดกทางปัญญา” และเป็นความสุขอันประเสริฐของผู้ที่รักการอ่าน แต่ในทางกลับกัน มีคนอีกจำนวนมากที่อาจไม่เคยได้รับ “มรดก” นั้นเลย แถมยังทนทุกข์ทรมาน เมื่อต้องอ่าน  ดังนั้นความมืดหรือความสว่างจึงมีเส้นแบ่งเพียงแค่จะเลือกลืมตาหรือหลับตาของตน และจะเลือกเปิดหรือปิดหนังสือตรงหน้าลง  

เช่นเดียวกับ “โลกในดวงตาของข้าพเจ้า” ผลงานของกวีซีไรต์คนล่าสุด มนตรี ศรียงค์  เจ้าของฉายา “กวีหมี่เป็ด” ก็เกิดจากการเบิกอรุณยามเช้าด้วยการก้มหน้าลงใช้แรงงานนวดแป้งทำเส้นบะหมี่ และลวกขายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เพื่อเลี้ยงชีพมายาวนาน และเมื่อเงยหน้าขึ้น ก็ไม่ลืมที่จะรีบเปิดหนังสืออ่าน และจดจารแรงบันดาลใจจากดวงตากวีออกมาเป็นตัวอักษร เช่น บางมุมมองของเขา จากบทกวีชื่อ “ชุติมา: อาณาจักรแห่งความหวาดกลัวของดักแด้”

“ฉันมาจากกองลังใส่หนังสือ

สองมือคว้าเล่มแล้วเล็มอ่าน

เครื่องเสียงเล่นเพลงเศร้าอยู่ยาวนาน

กับการซากซ้ำตามลำพัง...”

( ภาพจาก เว็บไซต์ประพันธ์สาส์น )

                ขณะที่อาจมีคนอีกจำนวนมากนักที่เกิดมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยหนังสือ แต่กลับไม่อ่าน และแม้แต่หนังสือที่จำเป็น “ต้อง”อ่าน ก็ยังหลีกเลี่ยง

 เสรีภาพในการอ่านประการหนึ่งจึงอยู่ที่ใครจะเลือกจับหนังสือก่อน  ดังนั้น แม้มือพ่อค้าบะหมี่เป็ดจะเปื้อนแป้งและกระดาษจะเปื้อนมัน แต่กลับไม่เป็นอุปสรรคของผู้มีความสุขจากการอ่าน และส่งแรงบันดาลใจต่อการเขียน  ดังเช่น บทพิสูจน์ของ มนตรี ศรียงค์ ผู้นี้

 มนตรี ศรียงค์ เล่าไว้ในบทนำหนังสือ หัวเรื่อง “เลนส์มัลิติโค้ด”ก่อนปิดเรื่องว่า

 “ข้าพเจ้าหลับตาถอนหายใจ โลกทั้งโลกถูกบันทึกเอาไว้แนบแน่นในความทรงจำ ข้าพเจ้ามองหาเด็กน้อยเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน วิ่งเล่นซุกซนอยู่บนทางเท้า ข้าพเจ้ามองหาดวงดาวบางดวงสุกก่ำอำไพอยู่เหนือฟากฟ้ามืดหม่น การกระเซ็นของคลื่นที่สาดซัดกระทบหาด สายลมที่โอนยอดสนลู่เอน

ข้าพเจ้าถอดแว่น ล้างแล้วเช็ดด้วยผ้าสำลี คาดหวังเอาไว้ว่า เมื่อสวมมันอีกครั้ง ข้าพเจ้าจักมองเห็นดอกไม้สักดอกหนึ่งบานจากเรตินาของข้าพเจ้า”

 มนตรี ศรียงค์ กล่าวว่า จะหาความสุขจากการอ่าน  เมื่อมีเวลา  วางหนังสือลง เมื่อมีลูกค้า เก็บซับความคิดที่ได้ผ่านพบขณะลวกบะหมี่  แล้วเขียนบันทึกประสบการณ์แต่ละวันผ่านดวงตาของตนลงบนกระดาษเขียนเมนูเปื้อนแป้งก็เคยทำมาแล้ว...นานวันเข้าก็กลายมาเป็น “มุมมอง”พิเศษที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ จนทำให้วงการวรรณกรรมไทยได้หนังสือดีประดับวงการเพิ่มขึ้นในวันนี้

แต่ละคนก็อาจมีมุมมองต่อชีวิตที่แตกต่างกันตามสภาพภูมิหลังของแต่ละคน  แม้จะอยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน บนโลกที่ได้กลายเป็นหมู่บ้านเดียวกันไปแล้วแห่งนี้ 

                “โลกในดวงตาข้าพเจ้า” ของ มนตรี ศรียงค์ ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สามัญชน ของบรรณาธิการคุณภาพ   เวียง –วชิระ บัวสนธ์ ได้กลายมาเป็น “ประเด็นร้อน”เล่มหนึ่งในวงการวรรณกรรมช่วงที่ผ่านมา  หลังจากที่กวีนิพนธ์เล่มนี้ได้ผ่านเข้ารอบคัดเลือก 8 เล่มสุดท้าย  จนก่อกระแสการเคลื่อนไหวของกวีบางกลุ่มในนาม “ประชาคมวรรณกรรมแห่งประเทศไทย” 

          กวีนิพนธ์ที่ผ่านเข้ารอบ 8 เล่มสุดท้าย ได้แก่

                1. เก็บความเศร้าให้พ้นมือเด็กเด็ก ของ ศิริวร แก้วกาญจน์

2 .ที่ที่เรายืนอยู่ ของ อังคาร จันทาทิพย์

3. ปลายทางของเขาทั้งหลาย ของ กฤช เหลือลมัย

4. แมงมุมมอง ของ พรชัย แสนยะมูล

5 .ฤดูมรสุมบนสรวงสวรรค์ ของ อุเทน มหามิตร

6. ลงเรือมาเมื่อวาน ของ ศิริวร แก้วกาญจน์

7. โลกในดวงตาข้าพเจ้า ของ มนตรี ศรียงค์

8. หมู่บ้านในแสงเงา ของ โกสินทร์ ขาวงาม

         การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีพลังแนวร่วมจากการรวบรวมลายเซ็นกวีและผู้เห็นด้วยส่วนหนึ่งลงใน “แถลงการณ์กวี” จำนวน 49 รายชื่อเผยแพร่ในวงกว้าง  โดยมีประเด็นเกี่ยวกับการขอตรวจสอบกระบวนการทำงานของคณะกรรมการรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนหรือ “ซีไรต์”รอบคัดเลือก จนถึงขั้นให้กรรมการพิจารณาตัวเองและเกณฑ์การตัดสินใหม่

สถานการณ์ความขัดแย้งหรือการวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งวิจารณ์หนังสือ ตัวนักเขียน และคณะกรรมการในวงการวรรณกรรมรางวัลซีไรต์ของไทยเคยเกิดขึ้นมาเป็นระยะตลอดมา  แต่สำหรับครั้งนี้กล่าวได้ว่า รุนแรงที่สุด นับตั้งแต่ที่มีการก่อตั้งรางวัลนี้เป็นต้นมา และสร้างอุณหภูมิร้อนในแวดวงวรรณกรรมไทย ทั้งตามกระแสข่าวและบนโต๊ะอาหาร ท่ามกลางสภาพการเมืองไทยร้อนๆในช่วงหลังการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา  ซึ่งยังคงร้อนรุ่มด้วยความสับสนของการก่อตั้งพรรคการเมืองหลายกลุ่มที่ยังไม่ลงตัวหลังผ่านร่างรัฐธรรมนูญ

“แถลงการณ์กวี” จากกลุ่ม “ประชาคมวรรณกรรมแห่งประเทศไทย”ดังกล่าว มี 5 ประการ  คือ

1.กรรมการมีผลประโยชน์ทับซ้อน

2.มีการเล่นพรรคเล่นพวก

3.กรรมการมีอคติ

4.กรรมการผูกขาดอำนาจ

5.กรรมการไม่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง

              จนกระทั่งเมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา  ณ ห้องแม่กลอง โรงแรมโอเรียนเต็ล รวมบทกวีชื่อ  “โลกในดวงตาข้าพเจ้า”ของ มนตรี ศรียงค์  จึงได้รับการประกาศด้วยมติเป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการตัดสินรอบสุดท้ายให้เป็นวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ประจำปี พ.ศ. 2550

               คณะกรรมการดังกล่าวประกอบด้วย ชมัยภร แสงกระจ่าง  ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการ      และกรรมการ คือ ศ.ดร.กุสุมา รักษมณี   จิรนันท์ พิตรปรีชา  ผศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร   เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์   พิมล แจ่มจรัส และอดุล จันทรศักดิ์ 

             คำประกาศของคณะกรรมการตัดสินส่วนหนึ่งกล่าวถึงคุณค่าของ “โลกในดวงตาข้าพเจ้า”ว่า

                “โลกในดวงตาข้าพเจ้า ของ มนตรี ศรียงค์ เป็นบันทึกภาพความเคลื่อนไหวในชุมชนเล็กๆ ผ่านดวงตาพิเศษของกวีด้วยมุมมองเฉพาะตัวที่โดดเด่น ผสมผสานกับการย้อนรำลึกเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต สามารถทำให้เรื่องที่เป็นรูปธรรมเหล่านั้นโยงไปสู่สภาพสังคมโดยรวมได้

                มนตรี ศรียงค์ ประจักษ์ในสาระของชีวิตจากการงานที่เป็นจริง และผู้คนรายล้อม แล้วนำมาถ่ายทอดไว้ในบทกวีได้อย่างกลมกลืน มีชีวิตชีวา ศิลปะในการนำเสนออยู่ที่การสรรคำและการเรียบเรียงลำดับภาพความคิดด้วยชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ ก่อให้เกิดความสะเทือนอารมณ์และชวนคิด...”

                หลังคำตัดสินจากคณะกรรมการซีไรต์...ทันใดนั้น บทบาทของพ่อค้าขายบะหมี่แห่งร้าน “หมี่เป็ดศิริวัฒน์” บนถนนละม้ายสงเคราะห์เก่าแก่กลางเมืองหาดใหญ่ ก็กระเดื่องนาม มีสื่อมวลชนทั้งสิ่งพิมพ์และวิทยุโทรทัศน์หลายกลุ่มได้ให้ความสนใจไปทำข่าว และเขียนถึงอย่างกว้างขวาง

คาดการณ์ได้ว่า นับต่อจากนี้ไป หลังติดป้าย “หมี่เป็ดซีไรต์” เพิ่มเข้าไป อาจต้องขยายสาขาร้านบะหมี่ทั่วราชอาณาจักร ส่วนรสชาติจะเป็นอย่างไร  เชิญชิม...

 ( จากบทกวีชื่อ “นิพพานในร้านหมี่เป็ดศิริวัฒน์”)

1 .

แป้งในถังนวด

“คือแป้งขาวขาวกับไข่ไก่

อยู่ในถังสแตนเลสใบเขื่อง

เป็นงานไข่กับแป้งใช้แรงเปลือง

ปฐมบทหมี่เหลืองศิริวัฒน์!

 แล้วจึงมือสองข้างจ้วงกลางแป้ง

โถมด้วยแรงวัยหนุ่มขยุ้มอัด

กวนบี้คุ้ยกำขยำยัด

ด้วยกล้ามเนื้อทุกมัดเข้าจัดทำ

จนเป็นแป้งเนื้อเดียวอันเหนียวนุ่ม

ขณะเหงื่อวัยหนุ่มก็ชุ่มฉ่ำ

วิทยุอย่าขอเพลงหมอลำ

และซ้ำซ้ำ สลา คุณาวุฒิ...”

                นี่คือบทพิสูจน์คุณค่าแห่งการเขียน ซึ่งเป็นแรงงานแห่งความรัก  สมดังคำกล่าวที่ว่า “การทำงานคือการทำสมาธิ”ตามหลักคำสอนศักดิ์สิทธิ์ของท่านพุทธทาส ซึ่งเดาว่า ผู้เขียนอาจได้รับอิทธิพลทางความคิดจากแก่นพุทธศาสน์บทนี้ในฐานะที่เป็นชาวใต้ ซึ่งพำนักอยู่ไม่ไกลจาก “สวนโมกขพลาราม” จ. สุราษฎร์ธานี   เห็นได้จากบทจบของกวีเรื่องเดียวกันนี้

                4

                หมี่เหลืองศิริวัฒน์

                กลายเป็นการงานอันแสนสุข

                ตื่นปลุกเบิกบานในหน้าที่

                วันเป็นวันเดือนเป็นเดือนปีเป็นปี

                คนขายหมี่จะไปนิพพานแล้ว!.

                  

                ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ ณ แห่งหนใดในโลกล้วนสามารถทำงาน “สร้างสรรค์”ได้ เพียงแต่ขอให้มีดวงตาที่มองออกไป... จากตัวเองสู่ผู้อื่น และพินิจโลกกว้างอย่างสร้างสรรค์

          จิรนันท์ พิตรปรีชา เจ้าของผลงานกวีซีไรต์ จาก  “ใบไม้ที่หายไป” เมื่อ พ.ศ. 2532  หนึ่งในคณะกรรมการตัดสินกล่าวว่า เมื่ออ่านผลงานของมนตรี ศรียงค์แล้ว ทำให้เกิด “ความนับถือ”ได้ ขณะที่เนาวรัตน์ พงศ์ไพบูลย์  กวีซีไรต์คนแรกของประเทศไทย เจ้าของฉายา “กวีรัตนโกสินทร์”อีกหนึ่งคณะกรรมการตัดสินก็กล่าวว่า ลีลากวีของมนตรี ศรียงค์ เป็นเสมือนคลื่นลมทะเลใต้ตามแบบ “กวีสกุลใต้” และบทหนึ่งที่ชอบ ก็คือ “แรมนราฯ” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสะท้อนปัญหาภาคใต้

          1.

                ฟ้าดำด้วยดึกอันลึกลับ

                มืดจับแผ่นฟ้าแล้วทาทั่ว

                โลกตกอยู่ในความเงียบอันน่ากลัว

                หมองหมองมัวมัวอยู่ทึมทึม

                เหมือนเธอตื่นในวันคืนฝันร้าย

                ที่ความตายยิ้มเยียบอยู่เงียบขรึม

                เหมือนเธอหลับในคืนวันขื่นซึม

                กับเสียงบึ้มตูมตามประจำวัน

                นาตาชา

                คืนแรมนราฯช่างน่าพรั่น

                ยังอีกนานกว่าจันทร์จะเต็มจันทร์

                และที่นานกว่านั้นคือฝันดี...”

          มนตรี ศรียงค์ เคยให้สัมภาษณ์สื่อบางฉบับว่า “ผมมองโลกภายนอกไม่เห็น” เพราะโลกทรรศน์ของเขาอยู่เพียงภายในร้านค้าของเขาเท่านั้น แต่หากได้ศึกษาความคิดจากงานของนักเขียนแล้ว จะเห็นโลกทัศน์ของกวีว่า “โลกกว้าง”อาจไม่ได้หมายถึงคนที่มีโอกาสเดินทางทั่วโลก แต่อาจหมายถึงคนอยู่กับที่ แต่กลับเห็นคุณค่าของการมองออกไปอย่างกว้างไกล เห็นคุณค่าในความเป็นมนุษย์ และเกาะติดสถานการณ์ของโลกต่างหาก 

          จากบทกวีบางบทของเขาทำให้เห็นว่า ไม่ว่าโลกจะเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไร กวีก็ต้องวิ่งตาม และไม่อาจ “อยู่กับที่”ได้ เช่น (จากบทกวีชื่อ  “มนต์รักการก”)

                โลกทั้งโลกถูกย่อเท่ามอนิเตอร์

                เรากะเทอร์เจอกันในวันหนึ่ง

                ชีวิตในอินเตอร์เนตนี้ก็จึง

                หวานน้ำผึ้งสุขสมสีชมพู

                โย่วโย่วเทอร์อยู่ที่หนายอ่า?

                ทำงานแร้วรึว่ายังเรียนอยู่?

                รูปเทอร์สวยอ่าเหมือนหมาจู

                งุงิงุงิน่าเอ็นดูน่าดูแคม

                โชว์วิวเปิดแคมแพลมแพลมสิ

                อะคริอะคริมะก้าแหงม

                เสื้อสีสวยแสบมันแว้บแวม

                ชั้นในแพรมลับล่อยี่ห้อไร?

                เนินนมขาวจังคงทั้งเต้า

                กำเดาเลือดลิ่มจะปริ่มไหล

                แคมเทอร์สวยออกทั้งนอกใน

                แคมใหญ่เต็มปลั่งกะลังดี

                หน้าบ้านเรารถถังกะลังวิ่ง

                ปฏิวัติกันจิงจิงหรือนี่?

                บ้านเทอร์มีปะ – รึมะมี?

                อี๋อี๋บ้านน้อกบ้านนอกจัง

                 55555555

                เรารักเทอร์น้าเด็กโง่งั่ง

                เด๋วส่ง Mp3  ปะห้ายฟัง

                แร้ววันหลังส่งคลิปปะห้ายดู

                คลิปเราเองแหละเอิ๊กเอิ๊กเอิ๊ก

                ถ่ายก่อนเลิกกะแฟนโรงแรมหรู

                  ADSL  เราใช้ TRUE

                อัพโหลดคู่สองคลิปได้ฉะบาย

                เรารักเทอร์น้าเด็กโง่

                (คลิกอีโมฯรูปหัวเราะงอหงาย)

                หนึ่งปริ๊ดแระอิอิขอบจาย

                จุ๊บจุ๊บบะบายชัทดาวน์แร้วววววววววว...

                ..........................................

                ปล.รถถังมาทามมาย?

                เด๋วไปถ่ายรูปก่อง – บลาบลาบลา.

                                                                                14 ตุลาคม 2549

          สำหรับกวีบทนี้ ต้องขอบคุณบรรณาธิการสำนักพิมพ์สามัญชนที่ช่วยอธิบายคำบางคำไว้ท้ายบท รวมถึงบทกวีอีกบางบท เช่น “ขบวนการคลิปเรนเจอร์” และ “น้องแอ๋มแคมฟร็อก”   เพื่อขยายความคิดของผู้อ่านรุ่นเก่าและอาจรวมถึงรุ่นใหม่บางส่วน ซึ่งอาจไม่เข้าใจภาษากวีบางคำ แล้วเลยพาลหงุดหงิด เพราะอ่านไม่รู้เรื่องหรือตามไม่ทัน “โลกทั้งโลกถูกย่อเท่ามอนิเตอร์”ตามสายตาของมนตรี ศรียงค์ ที่ได้รังสรรค์ไว้   เช่น คำว่า  “msn”    “แคม” (cam)   “อีโมฯ” (emotion)  ADSL  ไฟล์ 3GP   แคมฟร็อก(camfrog) เป็นต้น

                หนังสือเล่มนี้แบ่งบทกวีออกเป็นสี่ภาค คือ  “ที่เห็นไม่เร้นหาย”  “ยังเวียนว่ายให้รู้สึก”  “ไม่เคยฝันไม่ทันนึก”  “ว่าจะเป็นกันเช่นนี้”  รวมถึง “บทนำเรื่อง”และ “บทส่งท้าย”

ลีลา “กวีสกุลใต้”ของ มนตรี ศรียงค์ ดังที่ถูกกล่าวถึงนั้นมีหลากหลาย  น่าสนใจ  และคาดคิดไม่ถึงในบางเวลาที่เปรียบเสมือนละลอกคลื่นถั่งโถมมา ทั้งหนักและเบา  เพราะกระแทกกระทั้นหัวใจผู้อ่านให้ปรับตัวแทบไม่ทัน   นับตั้งแต่เปิดหน้าแรกจนปิดหน้าสุดท้ายลง

ตัวอย่างบางส่วนจากบทกวีชื่อ “พลายงาม” มีลีลาอ่อนหวานอ้อยสร้อย เต็มพลัง และส่งเสริมสถานภาพบุรุษ-สตรีอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกันตามแบบสังคมเก่าของไทย ในฐานะของผู้ได้ชื่อว่าเป็น “บิดา” และ “มารดา”ผู้ให้กำเนิดบุตร

                “ต้องเพลงแม่หวานหวานกังวานกล่อม

                หอมหอมเพลงเห่ทั้งหอห้อง

                โยกเยกเอยโยกเยกเจ้าเมฆฟอง

                กระต่ายล่องลอยเมฆโยกเยกมา

                ก็เพราะพ่อรักเจ้าถึงเท่านี้

                จึงหน้าที่สูงส่งอันทรงค่า

                ควรแล้วเป็นการของมารดา

                มือพ่อหนาหยาบด้าน – ทำงานเอง...”              

          เสียงวินิจฉัยจากคณะกรรมการบางท่านที่บอกว่า มนตรี ศรียงค์ มีการเล่นจังหวะและกระบวนสัมผัสแบบ “ลีลากลอนสุนทรภู่” นั้น คงต้องให้ลองไปสัมผัสและศึกษากันเอาเอง เพราะบางบทก็เห็นได้ชัดเจนว่า กวีพยายามใช้ลีลาเชิงทดลอง เพื่อค้นหาเอกลักษณ์เฉพาะ และฉีกขนบกวีเก่า  หรือกล่าวได้ว่า หากนำบางบทไปเผยแพร่ในบางยุคสมัยก็อาจจะถูกประเมินค่าแตกต่างกันไปได้  ทั้งนี้ย่อมสะท้อนว่า คุณค่าของการอ่านย่อมอยู่ที่ “ยุคสมัย”เป็นกระจกอีกบานหนึ่งในการสื่อความ

          และยุคสมัยนี่เองที่เป็นความท้าทายของผู้ที่ได้ชื่อว่า กวีหรือนักเขียนว่า จะทำอย่างไรเพื่อส่องฉายสังคมในห้วงเวลานั้นออกมาให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้  เพื่อฝากไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อีกบทหนึ่งของมนุษยชาติ ในฐานะที่การเขียนเป็นสื่อถาวร และเป็นมรดกของลูกหลานต่อไป

          และกวีจะต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไป เพื่อสะท้อนว่า พื้นที่อันน้อยนิดที่สื่อปัจจุบันเจียดให้ในนามของ “กวี”ที่มีผู้อ่านจำนวนน้อยนิดนี้ ยังมีพลัง พร้อมเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น  และเป็น “เวทีกลาง”ให้สาธารณะหรือผู้ไม่มีปากเสียงในสังคมอื่นๆได้อีกทางหนึ่ง

                และที่มีนักวิชาการบางท่านท้าทายกันว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องสอยกวีลงจาก “หิ้ง”เสียทีเพื่อปัดฝุ่น แล้วถือติดมือมาอ่านอย่างทั่วถึงเหมือนถือมือถือด้วยความภาคภูมิใจ   มิใช่มีไว้สำหรับเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ประดับหิ้งหนังสือเท่านั้น... ก็เป็นการบ้านให้ทุกฝ่ายลองไปคิดกันว่า ทิศทางกวีนิพนธ์ไทยในปัจจุบันควรมุ่งไปทางใด  ในท่ามกลางกระแสนิยมนิยายเกาหลีฟีเวอร์ การ์ตูนญี่ปุ่นขึ้นสมอง และการไม่อ่านกวีนิพนธ์

เสียงเรียกร้องจากงาน “ท่าพระจันทร์วันศุกร์”   ครั้งที่ 10  ณ ร้านนายอินทร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา  ภายใต้การอำนวยการอย่างสร้างสรรค์ของบรรณาธิการใหญ่ “ ชีวี ชีวา”แห่งแพรวสำนักพิมพ์ เนื่องในโอกาสรวมตัวกวีขึ้นเวที  เพื่ออ่านกวีนิพนธ์ไทยให้ก้องโลกว่า กวีหายไปไหน  ยังสะท้อนก้องอยู่ในหัวใจของผู้รักเสียงกวีทุกคน

โดยเฉพาะบทกวีชื่อ “ข้าพเจ้าตามหาบทกวี”จากเสียงอันทรงพลังของกวีหนุ่มนาม “ปุถุชน”ประกอบเสียงไวโอลินอันไพเราะ  และตรึงห้องประชุมในวันนั้น รวมถึงอีกหลายๆบทที่คัดสรรจากหัวใจกวีหลากรุ่น ทั้งเล็กและใหญ่ที่เห็นพ้องต้องกันในงาน ชวนให้หลายคนเดินออกจากงาน  แล้วยังครุ่นคิดต่อ…

เยาวชนในชุดนักศึกษาบางคนในงานก้มหน้าลงจดจารกวีลงบนกระดาษขาวอย่างยับยั้งแรงบันดาลใจไว้ไม่อยู่  บ้างก็พึมพำภาษากวีออกมา บางคนอาจกำลังเขียนในจินตนาการ และหวังว่าบางคนอาจกลับไปเขียนบันทึกไว้ที่สมุดหัวเตียงในค่ำคืนที่อบร่ำด้วยหอมหวานแห่งกวีนิพนธ์นั้น

ยิ่งกว่านั้น เราอาจจะได้ค้นพบเพชรเม็ดงามจากกวีรุ่นเยาว์อีกคณานับที่ยังไม่มีโอกาสได้เผยแพร่ผลงาน

บรรยากาศที่หันไปทางไหนก็พบแต่กวี กวีและกวี...มารวมตัวกัน เพื่อพูดจาภาษากวีให้อุ่นใจในวันนั้นงดงามนัก…และยังจะมีอีกที่ไหนหนอในสังคมวรรณกรรมเล็กๆที่ยังต้องการการสมานฉันท์เช่นกันแห่งนี้ 

                “กวีหายไปไหน”ในสังคมและตามท้องถนนเวลานี้  หากใครเจอ...ช่วยกันบอกที 

          หรือบางทีอาจจะอยู่ใน “ดวงตา”ของคุณเอง

                                      -------------------------- 

          โดย สุธาทิพ โมราราย  พิมพ์ครั้งแรก มติชนสุดสัปดาห์ เดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๕๐

 

 

 

 

 

 

 

 

 




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 08/09/2010 เวลา : 16.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ไม่รู้ยังเขียนบล้อกอยุ่ไหมแต่โหวตให้ 1 แต้ม

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
กวีจร_ณ_โคราชา วันที่ : 11/02/2009 เวลา : 14.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kaweejorn

ในบรรดาแปดเล่มที่เข้ารอบมานั้น จากที่ผมได้อ่านแล้ว ก็ต้องยอมรับครับว่า "โลกในดวงตาของข้าพเจ้า" ของน้ามนตรี ฯ สมควรเป็นอย่างยิ่งครับที่จะได้รับรางวัลซีไรต์ ชื่นชอบมากครับ

ขออนุญาตเซฟภาพนะครับ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
วิตามินบี วันที่ : 07/02/2009 เวลา : 20.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/babymind
VitaMin B @ OK Nature  Save Nature Save Life  


เรียนสมาชิก oknature และ OKnation

หลังจากที่เราเริ่มล่ารายชื่อเพื่อสนับสนุนร่าง พรบ.อุทยานแห่งชาติ ฉบับประชาชนกันไปบ้างแล้ว
เรามีความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจกับประชาชน
ในวงกว้าง สำหรับตัว พรบ.ที่จะร่างขึ้น

จึงขอเชิญสมาชิก ชมรมโอเคเนเจอร์ที่มีความสนใจ
มาร่วมติดอาวุธทางปัญญาครั้งที่ 2
ร่วมกับตัวแทนและผู้สนใจในเครือข่ายรักษ์สิ่งแวดล้อม

การเสวนา พรบ. อุทยาน ฉบับประชาชน นี้
จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2552
เวลาตั้งแต่ 09.30 -17.30 น. ณ สำนักงานกลางนักเรียนคริสเตียน เชิงสะพานหัวช้าง

หากท่านสนใจเข้าร่วม กรุณาสำรองที่นั่งล่วงหน้า
ที่บล็อก oknatureclub นะคะ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ซันญ่า วันที่ : 06/02/2009 เวลา : 09.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SonyaUAS
เส้นทางเดินที่...ยาวไกลในแผ่นดินอื่น  http://www.booking.com/hotel/th/comon-bungalow-haadchaophao.html_ www.comonbungalow.com www.OmoneyCenter.com/805941/G  

สวัสดีค่ะ มาคุยด้วยนะคะ
.......อ่านบทความข้างบน

ยิ้มไปอ่านไป..........ลมหายใจ

สูดเข้าแรงๆ.......ดึงไว้พักหนึ่ง........

เอาละ จะอ่าน และเขียนไปพร้อมๆ กัน

...........เริ่มแบบ เด็กหัดเขียน.........

.........เพราะ พรแสวง ยังไม่เกิด.......

.

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
minmint วันที่ : 05/02/2009 เวลา : 15.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/paradiso

สวัสดีค่ะพี่สาว

ขอกอด 1 ที ขอหอม 2 ทีก่อนต้อนรับเข้าบ้านใหม่ oknation
ดีใจได้มีที่ทางไว้ติดต่อหากัน อยากพบพี่มากค่ะ...

อยากไปนั่งเล่นใต้ต้นมะขามบ้านพี่ยาย ระบายทุกข์สุขสู่กันฟังเหมือนวันเก่าก่อน ตอนนี้กำลังวุ่นวายย้ายที่อยู่ ไว้จะมาตามเก็บรายละเอียดนะคะ

ส่งโหวตมาคารวะ ที่ให้เกียรติมาปลูกบ้านใหม่ ใกล้ ๆ กันค่ะพี่หญิง

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ฟ้า_ดาราประดับ วันที่ : 05/02/2009 เวลา : 10.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/spic

นานมาแล้ว เราเคยคุยกันก่อนพี่เดินทางไปจีน พี่ทำให้หนูจดจำสิ่งดีๆพร้อมน้ำตา แล้วความทรงจำก็เหมือนหายไปกับกาลเวลา แต่แท้จริงแล้วมันยังอยู่ในใจเสมอ

ชอบทำให้หนูน้ำตาไหลนัก น่าตีจริงเชียว แง

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ying-chama วันที่ : 05/02/2009 เวลา : 07.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ying-chama

น้องเป็นคนแรกที่เข้ามาทักทายทันทีสำหรับการเปิดบล็อกครั้งแรกของพี่ ขอบคุณที่ทำให้พื้นที่ใหม่ในการเขียนแห่งนี้มีชีวิต มีความหมายและมีรอยยิ้ม

อ่าน "อรุโณทัยในยามเศร้า"ของน้องฟ้าแล้ว ชอบคำว่า "นกร่ายฟ้า" เขียนให้อ่านอีกนะคะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
Supawan วันที่ : 05/02/2009 เวลา : 05.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

ชอบงานของกวีหมี่เป็ดค่ะ ...

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
เจริญขวัญ วันที่ : 05/02/2009 เวลา : 03.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charoenkwan

สวัสดีค่ะ พี่หญิง ชามา

(แอบทำเนียน) ตาม คห 3

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
เจริญขวัญ วันที่ : 05/02/2009 เวลา : 03.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charoenkwan

สวัสด่ค่ะ พี่หญิง ชามา

(แอบทำเนียน) ตาม คห 3

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
กลองไท วันที่ : 05/02/2009 เวลา : 00.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kraitong
ไทนาหว้า

ยังไม่มีเลยต้องไปหาซื้อมาแล้วหละ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ฟ้า_ดาราประดับ วันที่ : 05/02/2009 เวลา : 00.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/spic

แง้วแง้ว อยากอ้อน ดีใจจัง

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
phithak-P วันที่ : 05/02/2009 เวลา : 00.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/phithak-P

สวัสดียามดึกดื่นครับพี่หญิง-ชามา
โหย!เงียบไปนานแสนนานเลย อยู่เมืองไทยหรือจีนครับเนี่ย
อ่านเอนทรี่เรื่องนี้แล้วคล้ายปลุกความทรงจำให้ตื่นและให้ทบทวนบรรยากาศวรรณกรรมไทยช่วงนั้นเลย
ขอให้มีความสุขกับพื้นที่ของโลกโอเคครับ

ไปล่ะ!ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
แพรจารุ วันที่ : 05/02/2009 เวลา : 00.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/parjaru
มาช่วยกันไล่เซฟรอนออกจากทะเล

ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกแห่งการเขียนบนพื้นที่ใหม่

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ฟ้า_ดาราประดับ วันที่ : 04/02/2009 เวลา : 23.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/spic

พี่หญิง เจ้าของความรักและความลับใช่ไหม หนูดีใจที่ได้พบพี่ที่นี่นะคะ ดีใจมากๆค่ะ จำได้ไหมเข้าไปดูรูปที่บล็อกหนูนะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน