• เยี่ยมทองน้อย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : yiumthongnoy@thaimail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-10-27
  • จำนวนเรื่อง : 139
  • จำนวนผู้ชม : 139683
  • ส่ง msg :
  • โหวต 89 คน
กวีแห่งหุบเขาพญาฝ่อ
สาระชีวิต วิถีท้องถิ่น
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/yiumthongnoy
วันพฤหัสบดี ที่ 27 สิงหาคม 2552
Posted by เยี่ยมทองน้อย , ผู้อ่าน : 2016 , 07:04:45 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

รำลึก

๒๐ ปี กลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล

๑๓ ปี สโมสรนักเขียนภาคอีสาน

 

 จากเม็ดฝนน้อยๆทยอยหล่น                    หลายๆคนหลายๆแห่งเป็นแอ่งขัง

 วันคืนผ่านก็เกิดการรวมพลัง                   แล้วไหลหลั่งล้นหลามเป็นน้ำมูล

 โอลำน้ำมูล ๆ ๆ                                 

 จากหนุ่มสาวผู้ใฝ่ฝันการสรรค์สร้าง หลายทิศทางรวมใจไม่ขาดสูญ

 ก็เกิดกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล                 เจิดจำรูญวรรณศิลป์อีสานไทย

 โอลำน้ำมูล ๆ ๆ

 ด้วยมุ่งหวังที่จะให้ไทยเองโรจน์ ด้วยมุ่งหวังสร้างประโยชน์แก่ยุคสมัย

 ด้วยมุ่งหวังสันติสุขดับทุกข์ภั คือดวงใจคนวรรณกรรมลำน้ำมูล

 โอลำน้ำมูล ๆ ๆ

 บทเพลงของทยาลุ(เจริญ กุลสุวรรณ)

 

การก่อเกิดต้นธารวรรณกรรม กลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล

 แม่มูล หรือลำน้ำมูล เป็นสายน้ำสายหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กำเนิดต้นธารอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ไหลเอื่อยผ่านบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ไหลบรรจบแม่น้ำซีและแม่น้ำโขงที่จังหวัดอุบลราชธานี แม่น้ำทุกสายเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ให้อุดมสมบูรณ์ แม่มูลสายนี้ก็ไม่แตกต่างจากแม่น้ำสายอื่นๆ ดังนั้น แม่มูล หรือลำน้ำมูล จึงเป็นสัญลักษณ์ เป็นชื่อแห่งการก่อเกิดกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล

 ภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นแผ่นดินที่ราบสูงกว้างใหญ่ สภาพภูมิประเทศค่อนข้างแห้งแล้งกันดาร ประชาชนอีสานจึงประสบปัญหาภัยแล้ง ความยากจน แต่ขณะเดียวกันในความแห้งแล้ง ในความยากจนก็เป็นสิ่งหล่อหลอมกล่อมเกลาให้คนอีสาน แข็งแรง ทรหด อดทนต่อสภาพที่เป็นอยู่ได้ดียิ่งนัก

 บนถนนแห่งการต่อสู้แขนงใด จึงไม่เคยขาดคนอีสานร่วมขบวน

 ในด้านวรรณกรรม อีสานมีนักปราชญ์ นักคิด นักเขียนมาหลายรุ่นหลายอายุคน ทั้งนักปราฃญ์นิรนามที่ไม่ปรากฏชื่อบนหนังสือผูก หนังสือใบลาน ฯลฯ นักคิด นักเขียนรุ่นต่อมาอย่าง มหาศิลา วีระวงศ์ คนร้อยเอ็ด ผู้กลายเป็นนักปราชญ์ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, จารุบุตร เรืองสุวรรณ, ปรีชา พิณทอง, ขุนพรหมประศาสน์ ฯลฯ ผ่านยุคผ่านสมัยมาถึง รมย์ รติวัน, คำสิงห์ ศรีนอก, คำพูน บุญทวี, คำหมาน คนไค, เสถียร จันทิมาธร, สุรชัย จันทิมาธร, ประเสริฐ จันดำ, สมคิด สิงสง, ยงค์ ยโสธร, ล้วน เขจรศาสตร์, อุดร ทองน้อย เพียงแต่ยุคสมัยของท่านเหล่านี้  ยังไม่มีกลุ่มวรรณกรรมบนผืนแผ่นดินอีสานเท่านั้นเอง

 หลังจากคำสั่ง ๖๖/๒๕๒๓ ของรัฐบาล ฯ พณ ฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งชูนโยบาย การเมืองนำการทหาร บรรดานักสู้เพื่อประชาชน เพื่อประชาธิปไตยที่เดินทางไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในช่วงทศวรรษก่อนก็หวนกลับจากป่าคืนสู่เมือง กระแสการเมืองกลับสู่ภาวะคลี่คลาย หลังจากอึมครึมมานาน ส่งผลให้วรรณกรรมก้าวหน้าเบ่งบาน และเกิดกลุ่มวรรณกรรมใหม่ๆขึ้นทั่วทุกมุมของประเทศ นับแต่กลุ่มเพลิงธรรม ในภาคกลาง กลุ่มประภาคาร, กลุ่มเพื่อนเรา, กลุ่มสานแสงทอง ฯลฯ แล้วหลอมรวมเป็นกลุ่มนาคร ทางภาคใต้, กลุ่มลมเหนือ, กลุ่มดาวเหนือ, กลุ่มกาแล ทางภาคเหนือ และในที่สุดก็เกิดกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 นับว่าเป็นการเปิดแนวรบทางวรรณกรรมโดยแท้

  สิงหาคม ๒๕๒๕ นักเขียนหนุ่มศรีสะเกษ  คน คือ ฟอน ฝ้าฟาง และ ศรวุฒิ ศรีเพ็ชร พบกันที่ร้านอาหารหลังสถานีรถไฟศรีสะเกษ ฟอน ฝ้าฟางได้บอกเล่าถึงการได้ไปร่วมงานวรรณกรรม ซึ่งองค์กรวรรณกรรม โดย ญิบ พันจันทร์ จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๒๕ การร่วมงานครั้งนั้นได้มีโอกาสพบปะกับสมาชิกกลุ่มวรรณกรรมต่างๆทั่วประเทศ จึงเป็นแรงผลักดันทำให้ ฟอน ฝ้าฟาง ต้องการจัดตั้งกลุ่มวรรณกรรมขึ้นมา และโดยพื้นฐานของฟอน ฝ้าฟางกับศรวุฒิ ศรีเพ็ชร ก็เป็นคนทำงานวรรณกรรมอยู่แล้ว ดังนั้น  สิงหาคม ๒๕๒๕ ฟอน ฝ้าฟาง, ศรวุฒิ ศรีเพ็ชร จึงจับมือกันประกาศก่อตั้งกลุ่มวรณกรรมลำน้ำมูล ที่ร้านอาหารหลังสถานีรถไฟศรีสะเกษนั่นเอง

 สาเหตุที่ใช้ชื่อว่า กลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล เพราะทั้งสองเห็นว่า ลำน้ำมูล คือแม่น้ำสายยาวที่สุดบนแผ่นดินอีสาน และก็หวังเพียงว่า หากกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลจะก่อเกิดและเติบโตก็น่าจะไม่กว้างไกลกว่านี้ แต่แล้วกาลต่อมาก็กลับตรงกันข้าม

 เมื่อประกาศก่อตั้งแล้ว หน้าที่ของทั้งสองก็ต้องหาสมาชิกเพิ่ม เพื่อขยายตัวออกไป จึงได้ ทองคร้าม ภูเดชกล้า (ต่อมาคือ เสี้ยวจันทร์ แรมไพร) ปรัศนี สีฟ้า ทั้งสองคนนี้ก็เป็นคนศรีสะเกษ แต่การหาสมาชิกก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่นี้ กลุ่มต้องการสมาชิกเพิ่ม เราต้องการเพื่อนคนวรรณกรรมทางภาคอีสาน เป้าหมายแรกของการรวมกลุ่มก็คือ  เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นทางด้านวรรณกรรมแก่กันและกัน โดยคุณสมบัติของสมาชิกใหม่นั้นต้องมีความคิดทางเดียวกัน มีอารมณ์ต่อยุคสมัยคล้ายคลึงกัน  เราจึงจะเดินทางบนถนนสายนี้ร่วมกันได้

 และอีกครั้งหนึ่ง องค์กรวรรณกรรม โดยการประสานงานของ ญิบ พันจันทร์ ก็ได้จัดงานพบปะคนวรรณกรรมขึ้น เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๒๕ ที่ศูนย์สังคีตศิลป์ ผ่านฟ้า ฟอน ฝ้าฟาง เป็นตัวแทนของกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลเดินทางไปร่วมงาน ฟอน ฝ้าฟาง และกลุ่มวรรณกรรมล้ำน้ำมูล ได้รับการสัมภาษณ์และเปิดตัวกลุ่มลงในจุดสารองค์กรวรรณกรรม ทำให้ชื่อนี้เผยแพร่ไปในวงกว้างมากขึ้น

 การได้ไปร่วมงานคราวนี้ กลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล จึงมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก คือ ทิพยา วงษ์จิตตะครูวรรณกรรมจากโรงเรียนนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ หลังจากนั้นสมาชิกคนใหม่ที่ก้าวเข้ามาก็คือ ดอกไม้ ชีวี(ธีรยุทธ ดาวจันทึก) ครูหนุ่มจากครบุรี นครราชสีมา, เยี่ยม ทองน้อย, อาคม ทัพแสง นักศึกษาหนุ่มกลุ่มกระดานฃนวน จากวิทยาลัยครูอุบลราชธานี แต่เขาทั้งสองเป็นคนยโสธร

 ดังนั้น ๓๑ ธันวาคม ๒๕๒๕ กลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลได้จัดประชุมครั้งแรกที่ บ้านโจดนาห่อม อำเภอราษีไศล ศรีสะเกษ ท่ามกลางแสงตะเกียงของค่ำคืน แต่ไฟแห่งความรักในงานวรรณกรรมกลับโชติช่วงดุจดังแสงตะวัน วันนั้น สมาชิกประกอบด้วย ฟอน ฝ้าฟาง, ศรวุฒิ ศรีเพ็ชร, ทิพยา วงษ์จิตตะ, ดอกไม้ ชีวี, เยี่ยม ทองน้อย, อาคม ทัพแสง, ปรัศนี สีฟ้า, สมชัย ศรีลาชัย, บุญนารถ นาห่อม(หางแถว),เกรียงศักดิ์ ชัยเรียบ(แดน บูรพา), บุญมา การะเกด ขาดเพียง ทองคร้าม ภูเดชกล้า โดยมีกานท์นิรนาม (เจน สงสมพันธุ์) แห่งกลุ่มสานแสงทอง จากภาคใต้ มาร่วมสมทบให้ความคิดเห็นในการแลกเปลี่ยนกันเรื่อง สภาพวรรณกรรมไทยในปัจจุบันและทำไมคนส่วนใหญ่ไม่อ่านวรรณกรรมก้าวหน้า

 จากการได้พบปะกันในคืนนั้น ที่ประชุมได้กำหนดศูนย์ประสาน  ที่คุณทิพยา วงษ์จิตตะ บ้านพักครูโรงเรียนนางรอง บุรีรัมย์ มีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบหาสมาชิกจากจังหวัดต่างๆ และร่วมกันกำหนดจุดประสงค์ของกลุ่มใหม่ คือ

 . เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ทางด้านวรรณกรรมและศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน

 . เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อสรุปทางด้านวรรณกรรมและศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน

 . เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ในด้านวรรณกรรมและศิลปวัฒนธรรม

 . เพื่อเป็นศูนย์กลางประสานระหว่างองค์กรอื่นๆ

 . เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิก

 แต่หลังจากการพบปะกันแล้ว  มกราคม ๒๕๒๖ ฟอน ฝ้าฟาง ก็ต้องตัดนิ้วมือตัวเอง อันเนื่องจากภรรยาไม่ต้องการให้โลดแล่นไปบนเส้นทางของวงการวรรณกรรม ทั้งงานเขียนและกิจกรรม ซึ่งก่อความเดือดร้อนแก่ครอบครัวหลายอย่าง ภรรยาให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างครอบครัวกับงานวรรณกรรม  ฟอนตัดสินใจ ตัดนิ้วก้อยข้างซ้ายต่อหน้าภรรยาและญาติผู้ใหญ่ฝ่ายภรรยา เพื่อจะบอกว่า เลิกภรรยาไม่ได้และเลิกจากงานวรรณกรรมไม่ได้ 

 บรรยากาศวรรณกรรมในช่วงนั้นคึกคักมาก ผู้ที่คอยให้การสนับสนุน ในด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์กลุ่มก็คือ ญิบ พันจันทร์ องค์กรวรรณกรรม ปวีณา เดชกล้า สยามใหม่ ส่วนสนามกวีก็คึกคักไม่ว่าจะเป็นนิตยสาร สยามใหม่, ตะวันใหม่, สู่อนาคต, มหาราษฎร์, โลกหนังสือ, มติชนสุดสัปดาห์, สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ สนามเรื่องสั้นก็มีที่สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์, มติชนสุดสัปดาห์, ข่าวครูไทย ฯลฯ

 

ยุคดอกไม้วรรณกรรมเบ่งบาน

แต่กลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล ดั่งดอกไม้ไร้กลิ่น

 ย่างเข้าปี ๒๕๒๖ และด้วยสื่อที่มีอยู่ ทำให้ ฟอน ฝ้าฟาง และ ปราโมช ปราโมทย์ แห่งอำเภอทรายมูล เมืองยโสธร รู้จักกันจากโลกหนังสือ ได้เขียนจดหมายติดต่อพูดกันและเชิญชวนเข้าเป็นสมาชิก ขณะเดียวกันก็ได้ติดต่อไปยัง คำเมือง เอกอ้อย แห่งธาตุพนม นครพนม ในที่สุด ปราโมช ปราโมทย์, คำเมือง เอกอ้อย เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล

 ปี ๒๕๒๖ วรรณกรรมรับใช้สังคมยังคงเบ่งบาน ดังดอกไม้บานดอกแล้วดอกเล่า ส่งกลิ่นหอมตลบ อบอวลไปทั่วแผ่นดิน สนามกวีปรากฏบทกวีที่งดงามด้วยเนื้อหาสาระ สนามเรื่องสั้นก็ปรากฏกลิ่นของจิตสำนึกที่รับใช้สังคม ข่าวคราวคนวรรณกรรมปรากฏที่นั่นที่นี่ มีการเสวนา มีการสัมมนา มีการเปิดหนังสือ บรรยากาศวรรณกรรมประหนึ่งลั่นกลองรบ ผลงานเหล่านั้นล้วนเป็นฝีมือจากกวี นักเขียนทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ถอดด้าม

 แต่กลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล เติบโตมาจากความว่างเปล่า สมาชิกแต่ละคนเป็นเด็กหนุ่มเด็กสาว ยังไม่มีผลงานวรรณกรรม ไม่มีชื่อเสียงและยังไม่มีใครรู้จัก ทั้งยังขาดความคิดอันลุ่มลึกในการทำงานวรรณกรรม สิ่งที่มีอยู่ตลอดเวลาก็เพียงความรักที่จะทำงานวรรณกรรมเท่านั้น ดังนั้น การเติบโตทางความคิด ผลงานและการยอมรับจึงค่อนข้างช้ มีแต่การเติบโตทางด้านปริมาณของกลุ่มเท่านั้นที่ค่อนข้างรวดเร็วและขยายตัวออกไปเรื่อยๆ

 การเข้ามาสู่กลุ่มวรรณกรรมล้ำน้ำมูลของ ทิพยา วงษ์จิตตะ เป็นใบเบิกทางเข้ามาของมัธยะ อิสราครูหนุ่มจากโรงเรียนธารทองพิทยาคม ลำปลายมาศ บุรีรัมย์ จึงกลายเป็น 3 ประสานระหว่าง ฟอน, ทิพยา, มัธยะ ในการจัดงานเสวนาวรรณกรรมครั้งแรก เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๒๖ ที่โรงเรียนธารทองพิทยาคม

 การเสวนาครั้งนี้ ปวีณา เดชกล้า แห่งสยามใหม่เดินทางมาร่วมให้กำลังใจในการเสวนาด้วย กานท์นิรนาม ก็เดินทางมาจากภาคใต้อีกครั้ง แสงดาว ศรัทธามั่น กลุ่มลมเหนือ เดินทางจากมาจากเชียงใหม่

 ปราโมช ปราโมทย์ แห่งยโสธร คำเมือง เอกอ้อย แห่งนครพนม ก็เดินทางมาร่วมกิจกรรมกลุ่มเป็นครั้งแรก ทั้งสองมีบทบาทมากต่อการเติบโตของกลุ่มในโอกาสต่อมา

 ทองคร้าม ภูเดชกล้า, ดอกไม้ ชีวี  สมาชิกเริ่มแรกก่อตั้งก็มาร่วม และหลังจากเสร็จสิ้นงานเสวนาแล้ ทั้งสองก็หายไปจากกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลจนถึงบัดนี้ ทองคร้าม ภูเดชกล้า ไปเป็น เสี้ยวจันทร์ แรมไพร และดอกไม้ ชีวี ไปเป็นชื่อจริง ธีรยุทธ ดาวจันทึก 

 ช่วงกลางปี ๒๕๒๖ เยี่ยม ทองน้อย  ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกลุ่ เขาเดินทางระเหเร่ร่อน ไปพบปะสมาชิก คนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง เพื่อสืบสานงานของกลุ่มให้ก้าวหน้า มีช่วงหนึ่งไปทำงานอยู่กับนิตยสารข่าวครูไทย เมื่อออกจากงานและด้วยความยากจน  อัตคัดขาดแคลน เยี่ยม ทองน้อย ต้องไปสมัครต่อยมวยทั้งที่ไม่เคยต่อยมาก่อน เขาหวังเพียงเพื่อจะได้ค่ารถไปหา ฟอน ฝ้าฟาง ที่โจดนาห่อมเท่านั้น สิ่งที่เขาได้รับนอกจากเงินค่าชกมวยก็คือ สภาพสะบักสะบอม ใบหน้าบวม ปากแตก อันเนื่องจากหมัด เข่า ศอก ตีน ของคู่ชก นับว่า เยี่ยม ทองน้อย ลงทุนทั้งความคิด จิตใจ และร่างกาย เพื่อกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลโดยแท้

 การเติบโตของกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลทำให้ได้รับการยอมรับบ้างพอสมควร ช่วงเดือนธันวาคม ๒๕๒๖ ฟอน ฝ้าฟาง, เยี่ยม ทองน้อย, อาคม ทัพแสง ได้รับเชิญไปอภิปรายด้านวรรณกรรมที่วิทยาลัยครูอุบลราชธานี ทำให้ได้สมาชิกหน้าใหม่เพิ่มอีกคนหนึ่ง เขาคือ สันต์ธวัช ศรีคำแท้

 

จุลสารคึดฮอด โครงการวรรณกรรมสัญจร

ความสำเร็จและความล้มเหลว

 เมษายน ๒๕๒๗ ฟอน ฝ้าฟาง เดินทางไปร่วมสัมมนาวรรณกรรมที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจัดโดยกลุ่มวรรณกรรมลมเหนือ, ดาวเหนือและชมรมวรรณศิลป์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีโอกาสพบกับ นฤมิตร ประพันธ์ (ตอนนั้น นฤมิตร ประพันธ์ ยังเป็นสมาชิกกลุ่มเพลิงธรรม) สมชัย คำเพราะ และ ไพวรินทร์ ขาวงาม (ต่อมาไพวรินทร์ ขาวงาม เป็นที่ปรึกษาของสโมสรนักเขียนภาคอีสาน)

 หลังจากกลับจากเชียงใหม่ ท่ามกลางแดดระอุร้อน ปราโมช ปราโมทย์ รุดหน้าไปถึงโจดนาห่อม เพื่อหารือถึงการเปิดบทบาทของกลุ่ม โดยการจัดทำจุลสารรองรับงานเขียนและเสนอความคิดเห็นทางวรรณกรรม ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอีสานสู่ส่วนกลาง ปราโมช ปราโมทย์ เป็นผู้ตั้งชื่อจุลสารเล่มน้อยที่จะเกิดใหม่ว่า คึดฮอด 

 จุลสารคึดฮอด ฉบับปฐมฤกษ์ก็เปิดโฉมออกมาในวันครบรอบ  ปี กลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล เมื่อวันที่  สิงหาคม ๒๕๒๗ ที่อำเภอทรายมูล ยโสธร ปราโมช ปราโมทย์ เป็นบรรณาธิการคนแรกของจุลสารเล่มนี้ เป็นการเปิดตัวเพื่อต้อนรับสมาชิกใหม่อย่าง วงเดือน ทองเจียว, เสรี ทัศนศิลป์

 จุลสารคึดฮอด ฉบับที่ 2 คำเมือง เอกอ้อย รับบทเป็นบรรณาธิการ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๒๗

พวกเราไปร่วมต้อนรับและประชุมกันที่บ้านนาคำ ธาตุพนม ของ คำเมือง เอกอ้อย  พบกันครั้งนี้ กลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ คือ สัญญาลักษณ์ ดอนศรี, บุญมา ภูเม็ง, ฉัตร บุญญะรัตน์

 จุลสารคึดฮอด ฉบับโรเนียว ทำมือ เติบโตไปตามลำดับ โดยผลัดเปลี่ยนกันเป็นบรรณาธิการ และจุลสารน้อยเล่มนี้ก็กระจายไปในหมู่คนวรรณกรรมทั่วทั้งอีสาน ไม่ว่าจะเป็นปราโมช ปราโมทย์, คำเมือง เอกอ้อย, ฟอน ฝ้าฟาง, สำราญ บุญธรรม จนถึงนฤมิตร ประพันธ์ ในเวลาต่อมา

 ขณะเดียวกัน ระหว่างที่เยี่ยม ทองน้อย พำนักอยู่กับ ฟอน ฝ้าฟาง มีโอกาสรับเชิญไปบรรยายงานวรรณกรรมตามโรงเรียนมัธยมต่างๆในศรีสะเกษก็ทำให้ทั้งสองเขียนโครงการวรรณกรรมสัญจรเสนอต่อองค์กรพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน(พศช.)ผ่านเกษม ศรีโพนทอง และได้รับงบประมาณช่วยเหลือตามสมควร 

ปี ๒๕๒๘ โครงการวรรณกรรมสัญจร เริ่มขึ้นที่

 โรงเรียนเสลภูมิพิทยาคม อำเภอเสลภูมิ ร้อยเอ็ด ทำให้พบเพชรเม็ดงามที่เกิดและเติบโตขึ้นภายหลัง เขาคนนั้น คือ ชัชวาลย์ โคตรสงคราม (ปี ๒๕๒๘ เขาเป็นแค่นักเรียนชั้น ม.)

 ปี ๒๕๒๙

 ราวเดือนกุมภาพันธ์ โรงเรียนกุดชุมวิทยาคม อำเภอกุดชุม ยโสธร ที่นี่เป็นการเดินทางเข้ามาในกลุ่มของ สลา คุณวุฒิ, เราส์ มหาราษฎร์(เจริญ กุลสุวรรณ)

 ๒๓ - ๒๔ สิงหาคม โรงเรียนกำแพงและบ้านหนองสังข์   ศรีสะเกษ ทวีศักดิ์ ระดมยศ ศิลปินดนตรี จากนครราชสีมาก็มาร่วมเป็นสมาชิ

 ธันวาคม โรงเรียนสตรีร้อยเอ็ด ปราโมช ปราโมทย์, เจริญ กุลสุวรรณ เป็นแม่งานสำคัญ ที่นี่ทำให้พบเพชรอีกเม็ดหนึ่ง นั่นคือ สุมาลี โพธิ์พยัคฆ์ (นักเรียนชั้น ม.๖ ขณะนั้น) และเป็นการมาของ ปู พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ นักเรียนเมืองขอนแก่น บ้านอยู่หนองคาย จากการชักชวนของ บุญมา ภูเม็ง ในปีนี้ โครงการวรรณกรรมสัญจรได้ย้อนกลับไปโรงเรียนเสลภูมิอีกครั้ง

 ๒๕๓๐ ไปร่วมกันที่โรงเรียนสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา การปรากฏตัวของ สังคม เภสัชมาลา ก็ชัดเจนขึ้นตามลำดับ ส่วน นฤมิตร ประพันธ์ เขากลายเป็นบรรณาธิการ จุลสารคึดฮอด ปีที่  ฉบับที่  เมษายน มิถุนายน ๒๕๓๐

 ๒๕๓๑ - กันยายน ๒๕๓๒ บรรยากาศของกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลตกอยู่ในความซบเซา อันเนื่องจากความเหนื่อยล้าหลังจากจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเป็นภาวะซบเซาของบรรยากาศวรรณกรรมในประเทศ แต่นั่นเหมือนเป็นการฟักตัวรอการเกิดใหม่

 

สโมสรนักเขียนภาคอีสาน

เส้นทางใหม่ คนวรรณกรรมอีสาน

 จนกระทั่ง .. ๒๕๓๒ สมคิด สิงสง เจ้าของผลงานเพลง คนกับควาย นวนิยาย ข้าวเขียวไอ้พลอย เหตุเกิดที่หมู่บ้าน ลาก่อนนาวังเหล็ก คนบนมอ ฯลฯ เป็นนักศึกษาที่ปฏิเสธการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นอดีตนักต่อสู้ที่มีประวัติการต่อสู้เพื่อประชาชนมายาวนาน และเป็นที่นับถือศรัทธาในแวดวงวรรณกรรมอีสานและทั้งประเทศ 

 สมคิด สิงสง ก้าวเข้าในกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมู ด้วยน้ำเสียงแห่งความยินดีของนักวรรณกรรมรุ่นน้องหลายคน ไม่ว่าจะเป็นปราโมช ปราโมทย์, สังคม เภสัชมาลา, เยี่ยม ทองน้อย, วงเดือน ทองเจียว, เจริญ กุลสุวรรณ ฯลฯ

 ๑๔ กันยายน ๒๕๓๒ ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นในกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล  ทุ่งกะมัง จังหวัดชัยภูมิ และวันนั้นคือวันกำเนิดของสโมสรนักเขียนภาคอีสาน ภายใต้การนำของสมคิด สิงสง ประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสานคนแรก รองประธาน  คน คือ อภิเชษฐ์ ทองน้อย, ปราโมทย์ ในจิตหรือ ปราโมทย์ ในจิต โดยมี สังคม เภสัชมาลา เป็นเลขาธิการ สมเกียรติ บริบูรณ์ รองเลขาธิการ

แต่ระหว่างการก้าวต่อไปนั้น เสียงแห่งความขัดแย้งก็กังวานมาจาก คำเมือง เอกอ้อย, สันต์ธวัช ศรีคำแท้ สมาชิกรุ่นบุกเบิกของกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล จนถึงกับมีเสียงกล่าวออกมาว่า นี่คือการยึดอำนาจรัฐประหารที่มีการเตรียมการณ์ไว้ล่วงหน้า 

 ส่วน ฟอน ฝ้าฟาง, ศรวุฒิ ศรีเพ็ชร ผู้ก่อตั้งกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลมากับมือนั้นได้แต่เก็บความรู้สึกไว้ในใจ เพราะไม่รู้ระแคะระคายมาก่อนว่า  กลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล จะกลายเป็น สโมสรนักเขียนภาคอีสาน แต่ไม่นานนักบรรยากาศของความขัดแย้งก็คลี่คลายไปในทางที่ดี เป็นสัจธรรมว่า ความเปลี่ยนแปลงย่อมนำมาซึ่งความเจ็บปวดอยู่เสมอ

 สโมสรนักเขียนภาคอีสานภายใต้การนำของ สมคิด สิงสง ดำเนินมาถึงเดือนกันยายน ๒๕๓๙ นั่นหมายถึงว่า สมคิด สิงสง ดำรงตำแหน่งประธานสโมสรฯยาวนานถึง  ปี

 ระยะเวลา  ปีในตำแหน่งประธาน สมคิด สิงสง ได้ดำเนินการสโมสรนักเขียนอย่างเต็มความสามารถ นับแต่การนำหัวหนังสือจุลสาร คึดฮอด ยุคกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล มาเป็นชื่อนิตยสาร คึดฮอดด้วยรูปแบบที่สวยงาม แต่นิตยสาร คึดฮอด ภายใต้การนำของ สมคิด สิงสง ก็สามารถออกมาให้ยลโฉมเพียง  ฉบับเท่านั้น ทั้งนี้เพราะปัญหาทางด้านงบประมาณ ซึ่งเป็นปัญหาหลักตลอดมา

 กระนั้นสมคิด สิงสง ก็ไม่ได้ย่อท้อต่อการสร้างความก้าวหน้าให้แก่สโมสรนักเขียนภาคอีสาน นับแต่โครงการเยี่ยมเยียนนักเขียนประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, โครงการประกวดวรรณกรรมลำน้ำโขง ซึ่งเป็นแนวคิดที่จะร่วมมือกันระหว่างนักเขียนประเทศไทย(อีสาน)และลาว, โครงการวรรณกรรมสัญจรตามโรงเรียนมัธยมศึกษาต่างๆในเขตอีสานตอนกลาง

 งานทั้งหมดที่ สมคิด สิงสง พยายามผลักดันนั้น แม้จะไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่สุด แต่ก็ไม่ได้สูญเปล่าแต่อย่างใด ซึ่งน่าชมเชยเป็นอย่างยิ่งที่ สมคิด สิงสง ซึ่งถือว่าเป็นผู้อาวุโสสูงสุด แต่ยอมลดตัวลงมาเล่นกับเด็กๆอย่างเต็มใจ ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นของสมคิด  สิงสง อย่าง อุดร ทองน้อย, ยงค์ ยโสธร,สุรชัย จันทิมาธร, ประเสริฐ จันดำ ฯลฯ เพียงแต่ยืนดูอยู่ห่างๆเท่านั้น

 ระหว่างยุคของ สมคิด สิงสง หลังจากการล้มตายของจุลสาร คึดฮอด แล้ว  ขึ้นปีใหม่ มกราคม 2538 วิวัฒน์ โรจนวรรณ, นฤมิตร ประพันธ์ แห่งบุรีรัมย์ก็ได้จัดทำสื่อถึงเพื่อนนั่นคือ จดหมายข่าวสโมสรนักเขียนภาคอีสาน และในเวลาต่อมา สุมาลี โพธิ์พยัคฆ์ รับผิดชอบ จดหมายน้อยสโมสร นักเขียนภาคอีสาน นับว่าเป็นจดหมายน้อยที่สื่อใจถึงใจได้มากที่สุดและก็ดำรงอยู่ถึงทุกวันนี้ ส่วนจดหมายข่าวสโมสรนักเขียนภาคอีสาน ได้พัฒนาไปตามลำดับจนกระทั่งไปสิ้นสุดที่ยุคของ สมชัย คำเพราะ

 จนกระทั่งปี ๒๕๓๙ ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นอีกครั้งที่จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๓๙ มีการเลือกตั้งประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสานคนใหม่ เป็นการเลือกตั้งท่ามกลางความเหนื่อยล้า ในภาวะเศรษฐกิจกำลังตกต่ำ ทุกคนมีภาระหน้าที่บีบรัด กระเสือกกระสนดิ้นรน ไม่มีใครอยากรับผิดชอบหรืออยากรับตำแหน่งนี้

 แต่ในที่สุด ปราโมทย์ ในจิต จากจังหวัดยโสธร ผู้นำคนหนึ่งจากยุคกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลก็เป็น ผู้เสียสละยอมรับตำแหน่งประธานคนที่  ของสโมสรนักเขียนภาคอีสาน โดยมี ฟอน ฝ้าฟาง เป็นเลขาธิการ ในยุคนี้ ปราโมทย์ ในจิต พยายามจัดทำกองทุนของสโมสรขึ้นและสามารถประสานกับหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ แท็บลอยด์อีสาน ทำให้นักเขียนจากสโมสรนักเขียนภาคอีสาน เรียงหน้ากัน มีผลงานตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เล่มนี้ต่อเนื่องกันหลายเดือน นอกจากนี้ ปราโมทย์ ในจิต 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
นกแสงตะวัน วันที่ : 10/10/2009 เวลา : 11.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/arunprapa
ส่วนเสี้ยวชีวิตที่เหลืออยู่

ลุงเยี่ยม
เมื่อลุงหายเหนื่อยใจแล้ว กลับมาเขียนต่อให้จบให้พวกเราคนรุ่นหลังได้อ่านนะคะลุง
นักเขียน.. จะต้องไม่ทิ้งงานเขียนให้จบจั๊ดปั๊ดแบบนี้ ฮิฮิ

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
อณูทิพย์ธารทอง วันที่ : 23/09/2009 เวลา : 00.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Anutip

มาตามอ่าน การเดินทางของนักเขียนอีสาน ตั้งแต่ยุคบุกเบิก..ตื่นเต้นในทุกรายละเอียดในระหว่างทางครับ

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
เสือยอด วันที่ : 02/09/2009 เวลา : 21.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/weerasud

ดี..
ขอเรียนเชิญพี่ปราโมทย์ด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
นกแสงตะวัน วันที่ : 01/09/2009 เวลา : 21.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/arunprapa
ส่วนเสี้ยวชีวิตที่เหลืออยู่


มิสลิลลี่ ดอกละแพงกว่าข้าวสาร1ถัง
มอบให้ลุงเยี่ยม แลกกับรอยยิ้มค่ะ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
เยี่ยมทองน้อย วันที่ : 01/09/2009 เวลา : 06.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yiumthongnoy

ท่านเสือยอด-เรากลับไปเปิดดูเมล์แล้ว มันหมดที่...ปราโมทย์ ในจิต นีี่่่แหละ ไม่มีข้อความอื่น สงสัยท่านจะโหลดมาไม่หมด หรือว่ารอให้ปราโมทย์มาบรรเลงเติมต่อประวัิศาสตร์กันไปเรื่อยๆรวมทั้งเพื่อพ้องน้องพี่ของพวกเราทุกคน ผมเขียนนำร่องแล้วนะ ขอให้ทุกคนมาต่อเติมประวัติศาสตร์ของพวกเรากันเองก็แล้วกัน ผมรู้สึกเครียดๆและเหนื่อย อยากพักผ่อนแล้วล่ะครับ.

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
เสือยอด วันที่ : 01/09/2009 เวลา : 05.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/weerasud

อ่านมาถึงบรรทัดสุดท้าย
เราว่า นายลงข้อความไม่หมด ลองทบทวนดูอีกทีนะ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
นกแสงตะวัน วันที่ : 01/09/2009 เวลา : 04.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/arunprapa
ส่วนเสี้ยวชีวิตที่เหลืออยู่

อ้อ ลุงเยี่ยมคะ รำลึก ๒๗ ปี กลุ่มวรรรกรรมลำน้ำมูล ลุงเติม "ตอนที่..." ด้วยสิคะ

จัดงานรำลึกเมื่อไหร่ ลุงตะโกนดัง ๆ ด้วยนะคะ ข้าพเจ้าจะชวนหนุ่มน้อยที่บ้านไปร่วมชื่นชม

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
นกแสงตะวัน วันที่ : 01/09/2009 เวลา : 04.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/arunprapa
ส่วนเสี้ยวชีวิตที่เหลืออยู่

มาเยี่ยมลุงก่อนฟ้าสาง
พร้อมกับยกมือแสดงความคิดเห็น จากคอมเมนต์ของลุงเยี่ยม(ต่อคุณหนุ่มสัญจร) บล็อกคุณหนุ่มสัญจรเปิดง่ายและเร็วเป็นปกตินะคะลุง

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
เยี่ยมทองน้อย วันที่ : 01/09/2009 เวลา : 03.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yiumthongnoy

ผมได้พยายามหลายครั้งที่จะอ่านบล๊อกของหนุ่มสัญจร แต่ทำไม่สำเร็จ ทำไมมันเข้าไปอ่านยากจังล่ะครับท่านศน.

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
เจนอักษราพิจารณ์ วันที่ : 01/09/2009 เวลา : 00.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/numsunjon

สวัสดีครับคุณครู
อยู่เมืองหุบเขาฝนคงตกดีเช่นเดียวกัน

ผมติดตามอ่านเสมอกับบทบันทึกของคุณครูในเส้นทางสายวรรณกรรมของนักเขียนอีสาน
ทำให้ได้เห็นภาพบรรยากาศและเรื่องราวของนักเขียนอีสานในยุค "กลุ่มวรรณกรรม" ได้เป็นอย่างดี

ผมเขียนต้นร่างบทความชื่อ "กึ่งศตวรรษนักเขียนอีสาน" หรือ 50 ปี บนเส้นทางสายวรรณกรรมของนักเขียนอีสาน แต่ก็ยังไม่ได้เผยแพร่ที่ไหนยังรอคอยการตรวจสอบข้อมูลความถูกต้องจากรู้เบื้องต้นก่อน ตั้งแต่ยุคลุงเปลื้อง วรรณศรี, นเรศ นโรปกรณ์, ศักดิ์ สุริยา, รมย์ รติวัน, เวทย์ บูรณะ ต่อเนื่องมาถึงรุ่นของคุณลุง ลาวคำหอม ส่วนนักเขียนอีสานอีกในแนวปรัชญาชาวบ้าน เช่น เสถียรพงษ์ วรรณปก, จำรัส ดวงธิสาธร, ไพรัช แย้มโกสุม, แต่ถ้าหากในแนวกวี น่าจะเป็นรุ่นท่านประยอม ซองทอง, ทวีสุข ทองถาวร, อำพล สุวรรณธาดา มาถึงยุคแสวงหาของนักเขียนอีสานที่เข้ามาใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ตั้งแต่เสถียร จันทิมาธร, ประเสริฐ สว่างเกษม,สุรชัย จันทิมาธร, สุวัฒน์ ศรีเชื้อ, สำเริง คำพะอุ, ไพสันต์ พรหมน้อย ยงค์ ยโสธร, อุดร ทองน้อย, ประเสริฐ จันดำ, สมคิด สิงสง, วิสา คัญทัพ, ยุทธศักดิ์ จรลี, ปรีดา ข้าวบ่อ, ณรงค์ฤทธิ์ ศักดาณรงค์, ไผท ภูธา, นิวัติ กองเพียร, รวมทั้งนักเขียนนิยายดังในยุคนั้น เช่น เพชร สถาบัน, โอสถ จันทนพ, สยมภู ทศพล มาถึงยุคกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลถือได้ว่าเป็นยุคแสวงหาของคนหนุ่มในอุดมการณ์ทางวรรณกรรม ต่อช่วงถึงยุคนักเขียนกลุ่ม "ฟ้าเมืองไทย" “ฟ้าเมืองทอง” เช่น รอน โพนทอง, บุญฝาน ดงขวาง, บัว ปากช่อง, และอีกท่านหนึ่งที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับป่านามสกุล "ชัยมีแรง" หลังจากหมดยุคกลุ่มวรรณกรรมลำมูลต่อช่วงสู่ยุคสโมสรนักเขียนภาคอีสานถือได้ว่าเป็นยุคที่นักเขียนต่างรุ่นมีโอกาสทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง ในช่วงยุคสโมสรนักเขียนภาคอีสานถือได้ว่าเป็นยุคที่มีการตั้งกลุ่มวรรณกรรมในสถาบันการศึกษา เช่น กลุ่มป่งใบ กลุ่มใต้ฟ้าเดียวกัน กลุ่มวรรณกรรมลุ่มน้ำดำ กลุ่มขี้กระบองฮิลล์ เป็นต้น

ขอบคุณมากครับ มีโอกาสจะร่วมเสวนาในครั้งต่อไปครับคุณครู

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
wadwangnoy วันที่ : 31/08/2009 เวลา : 20.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/wadwangnoy

เจริญพร ตอนนี้windowsมีปัญหา ถ้าแก้ไขได้แล้วจะลงบทความและจะบอกความคืบหน้าการสร้างเมรุ ขอเจริญพร

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ครูหวด วันที่ : 31/08/2009 เวลา : 07.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sangkom

เหมือนได้ย้อนกลับไปในวันเก่าก่อน อ่านดี อ่านมัน และยังอยากอ่านต่อ ไม่ว่าเสื่อยอดหรือเสือเยี่ยมเขียนก็ตาม
จากเสือหวด

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
กลองไท วันที่ : 31/08/2009 เวลา : 02.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kraitong
ไทนาหว้า

มาแอบอ่านครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
tatuk วันที่ : 30/08/2009 เวลา : 20.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tatuk
เรานี่แหละ ผู้ปกป้องชาติและราชบัลลังก์! 

น้องแวะมาซอมเบิ่งฮอยต่อประวัติศาสตร์นักเขียนอีสาน
ขอบคุณอ้ายวิจารณ์ สนามจันทร์ หลายเติบครับ

ปล.ครูเยี่ยมครับ ผมฝากวิจารณ์งานกวีของอรอาย อุษาสาง ด้วยเด้อ


ความคิดเห็นที่ 8 (0)
นกแสงตะวัน วันที่ : 30/08/2009 เวลา : 07.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/arunprapa
ส่วนเสี้ยวชีวิตที่เหลืออยู่

มานั่งล้อมวง(แอบ ๆอยู่ข้างหลัง)ฟังเรื่องราวในอดีตที่หากลุงเยี่ยมไม่บอกก็จะไม่รู้ หาก"คนดึกใน"ไม่กระตุกปมเชือกที่มัดเรื่องราวไว้ ก็จะไม่ถูกดึงออกมาเล่าสู่กันฟัง
จริงไหมคะ
รอฟังต่อ.....

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
เยี่ยมทองน้อย วันที่ : 30/08/2009 เวลา : 04.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yiumthongnoy

ขอบคุณคนดึกใน-อีกร่างหนึ่งของบุญมา ภูเม็ง ที่ติดตามอ่าน รวมไปถึงท่านเสือยอด-วีระ สุด สังข์ หรือฟอน ฝ้าฟาง ด้วยนะครับ
ผมขอสารภาพในที่ตรงนี้เลยนะครับว่า" วิจารณ์ สนามจันทร์" เป็นอีกร่างหนึ่งที่ผมใช้เป็นเครื่องมือในการวิจารณ์งานวรรณกรรม รวมไปถึงงานเขียนชุด"กลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล พวกเขา(สู)จะก้าวไปทางไหน"ซึ่งตีพิมพ์ที่สู่อนาคตเมื่อปี ๒๕๒๙ ผมเองนั้น เฝ้าติดตามขบวนการของคนหนุ่มสาวยุคหลังป่าแตก ซึ่งหลายๆคนกล่าวว่าเป็นการแสวงหาครั้งที่ ๒ ก่อนหน้านี้ "อาณาจักรวรรณกรรม"ของ เวียง วชิระ ก็เคยวิเคราะ์ห์"กลุ่มวรรณกรรมภูมิภาค ขบวนการแห่บ้า" ผมเองพยายามเฝ้ามองการขับเคลื่อนของคนหนุ่มสาวเช่นเดียวกัน หลังเหตุการณ์ที่อุทุมพรและหนองสังข์ ผมเองก็คิดว่าน่าจะต้องเขียนงานการประเมินค่าของกลุ่มตามแนวทางของผม อีกอย่าง หลังกลับจากศรีสะเกษคราวนั้น ผมเองก็ถูกติดตามและประกบตัวจากสายข่าวทหารสวนรื่นฤดี กลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลนั้น ถูกเชื่อมโยงเข้ากับกลุ่มดาวเขียวที่แตกคอกับพคท.อยู่ฝั่งลาว รวมไปถึงกลุ่มเอเซีย ๘๘ ด้วย ข้อมูลส่วนลึกนี้ เพื่อนๆในกลุ่มของพวกเราไม่มีใครรู้ดอก แต่ผมเองซึ่งมีอดีดผูกติดอยู่ระดับหนึ่งพอรู้อยู่บ้าง จึงคิดว่าน่าจะเขียนงานวิจารณ์กลุ่มออกมาบ้าง มันกลับกลายเป็นว่า"จุดแตก"ของกลุ่มไปเสียนี่ ถ้าหากฟังน้ำเสียงของสมคิด สิงสง หลังจากได้รับเชิญให้มาเป็นประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสาน ก็มีสายข่าวของทหารเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด การเคลื่อนไหวใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินอีสานนั้นมักจะถูกจับตามองจากฝ่ายความมั่นคงเสมอ สิ่งเหล่านี้รับรู้กันภายใน เพื่อนๆอาจจะไม่มีใครรู้ เช่นเดียวกับผมที่ถูกนำไปสอบสวนนั่นแหละ ถ้าท่านทั้งหลายได้ฟังโฆษกสัญญาลักษณ์พูดก็อาจจะฟังดูทะแม่งอยู่ใช่ไหมครับ ผมเองโดนสองครั้งจึงพอตั้งลำได้บ้าง ความจริงน่าจะขอบคุณผมที่ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล ซึ่งก็เป็นการลบล้างคำกล่าวของสายข่าวทหารอยู่กรายๆ สรุปว่าพวกนี้เป็นพวกลำน้ำเมา ไม่ใช่กลุ่มก่อการของดาวเขียว ถึงแม้ว่างานเขียนชุดนี้ จะถูกมองจากฟอนและบุญมาว่าเป็นจุดแตกหักของกลุ่ม ผมก็ขอยอมรับชะตากรรมตั้งแต่นั้นมา แต่เพื่อนๆโปรดรับรู้ว่าผมไม่เคยคิดร้ายใส่ความให้ใครๆ ในวิถีที่เดินอยู่กับกลุ่มมา ผมเองก็ถูกโขกสับและถูกตั้งข้อสงสัยอยู่บ่อยๆ แต่ผมก็น้อมรับด้วยท่าทีของลูกที่ดีของพรรค เพื่อเก็บซับและเรียนรู้ขบวนการของคนหนุ่มสาวบนแผ่นดินอีสาน เหมือนอย่างพี่เสถียร จันทิมาธร มองคนหนุ่มสาวเดือนตุลาในสถานการณ์สู้รบที่ปฏิวัติ ถึงที่สุดแล้วก็นำมาสู่การวิเคราะห์และวิจารณ์พวกเรากันเอง ผมจึงใช้นามปากกาเพื่อที่จะมองได้อย่างถ้วนทั่ว นี่คือจุดเริ่มต้นของนามปากกา วิจารณ์ สนามจันทร์ ที่ใช้ลองเชิงกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลเป็นดับแรก.

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
คนดึกใน วันที่ : 29/08/2009 เวลา : 11.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/krubma

จากคำกว่าวที่ว่า "...ผ่านมา ๒๐ ปี พวกเราก็ยังทะเลาะกันเหมือนเด็ก คนอื่นเขาก็คงหัวเราะเยาะอยู่ดอก..."

ผมไม่แน่ใจดอกว่าใครทะเลาะกับใครบ้างอย่างไร แต่ผมจำได้ว่าเกือบ 20 ปีก่อน มีข้อเขียนชื่อประมาณ ...คนกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลจะเดินทางไปทางไหน.. โดยจับคู่ว่า คนลำน้ำมูลคนนั้น "กินใจ"กับคนนี้ เล่าออกมาเป็นคู่ ๆ ที่ "สู่อนาคต" หรือ "ข่าวพิเศษ - อาทิตย์ วิวัฒน์" ที่ไหนสักแห่ง โดยผู้ใช้ชื่อว่า "วิจารณ์ สนามจันทร์" ผมว่าจุดนั้นแหละเป็น"จุดแตก" ที่สำคัญ กระทั่งต้องสลายชื่อ กลายมาเป็นร่มเงา สโมสร ฯ จากทุ่งกะมัง ..........
ผมไม่อยากทุ้งทาวซอกหาหรอก แต่เมื่อได้คุยกันภายในกับบุญมา ฯ ก็รู้สึกอย่างนั้นในคราวนั้น

เสือเยี่ยม รู้จัก "วิจารณ์ สนามจันทร์" อย่างไรไม่ว่า บุญมาก็ยังรังและคิดถึงเพื่อนรักอยู่เสมอมิคลาย

ระยะนี้เพื่อนอยากให้ทำงานเหมือนที่เคยทำ ขอบคุณครับ ขอขอบคุณท่าน ไพฑูรย์ ธัญญา ท่านเจน สงสมพันธ์ และเพื่อน ๆ ผองเราชาวอีสาน คงได้พบกันไปเรื่อย ๆ แน่นอน

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
เสือยอด วันที่ : 29/08/2009 เวลา : 05.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/weerasud

ถูกต้องแล้วเพื่อนรัก
โปรดสาธยายงานเขียนอันมีเสน่ห์ของนายต่อไป
น้ำใจจากเราไม่เคยเหือดแห้งเหมือนเจ้าพระยา โขง ชี มูล

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
เยี่ยมทองน้อย วันที่ : 29/08/2009 เวลา : 02.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yiumthongnoy

ถึงเสือยอดที่นับถือยิ่ง ความจริงแล้วตั้งใจจะนำข้อมูลของท่านที่ส่งมา ทำร่างขึ้นใหม่เพื่อทำให้มันเป็นชิ้นงานที่สมบูรณ์ หากทว่า เอาลงแบบนี้ก็ดี มันจะได้เรียกน้ำย่อยหน่อย
ผ่านมา ๒๐ ปี พวกเราก็ยังทะเลาะกันเหมือนเด็ก คนอื่นเขาก็คงหัวเราะเยาะอยู่ดอก เสือเยี่ยมเองก็ไม่ได้ติดใจ อย่างว่าแหละพวกเราแต่ละคนขึ้นหลักสี่หลักห้าแล้ว แม้แต่คนตุลายังเปลี่ยนไปเป็นแดงและเหลืองเลย ว่ากันตามจริง เสือเยี่ยมเองคิดแบบยุทธศาสตร์ ส่วนยุทธวิถีอาจจะสุ่มเสี่ยงไปบ้างตามประสาซ้ายเก่าไร้เดียงสา คำว่าเพื่อนมันก็มีเส้นทางของมัน ทุกวันนี้ คำว่าเพื่อนเหลือกันไม่กี่คนดอกท่านเสือยอด อีกไม่นานก็ตาย จะเอาอะไรกันหนักหนา ไม่ว่าจะเป็นลำน้ำมูล หรือสโมสรนักเขียนภาคอีสาน มันก็คือตัวละครเดิมๆ อาจจะผลัดเปลี่ยนใบหน้าไปบ้าง หากทว่ารากเหง้าจริงๆก็ไม่ได้เปลี่ยนไป มันก็ยังจนอยู่เหมือนเดิม ภาษิตโบราณว่าเอาไว้"ลูกผู้ชายต้องรู้จักกลืนเลือดตัวเอง"

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
เสือยอด วันที่ : 28/08/2009 เวลา : 05.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/weerasud

เสือเยี่ยม ที่รัก
๑.ที่เราส่งข้อมูลมาให้ก็เพื่อให้นายนำบางประเด็น บางเหตุการณ์ ไปตกแต่งบรรยากาศ ลงรายละเอียดแต่ละประเด็นเพิ่มเติม ให้ดูน่าอ่านกว่านี้ ไม่ใช่นำมาลงทีเดียวแบบนี้
๒.กรุณาอย่าแขวะประวัติศาสตร์ เพราะเหตุการณ์ผ่านมาแล้ว ความจริงก็คือความจริง คนเขียนประวัติศาสตร์ต้องวางตัวเป็นกลาง
๓.เท่านี้นะ จะคิดเห็นประการใดก็แล้วแต่...

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ธรรมทัพบูรพา วันที่ : 27/08/2009 เวลา : 19.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thum
http://www.oknation.net/blog/sirachat  "งานกวี ที่รัก"

มาติดตามอ่านครับ
ฟอนท์ใหญ่ไปนิดครับอาจารย์อ่านยาก
ผมต้องก็อปมาลงข้างนอกอ่านอีกที

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เยี่ยมทองน้อย วันที่ : 27/08/2009 เวลา : 07.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yiumthongnoy

ท่านวีระ สุดสังข์ หรือ ฟอน ฝ้าฟาง กวีหนุ่มบ้านโจดนาห่อม เมืองราษีไศล ส่งเมล์ข้อมูลส่วนหนึ่งจากการจัดงาน"รำลึก ๒๐ ปี กลุ่มวรรณกรรมลำนำ้มูล" ที่ค่ายตชด.อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลอง"รำลึก ๒๗ ปี กลุ่มวรรรกรรมลำน้ำมูล และ ๒๐ ปี สโมสรนักเขียนภาคอีสาน" ส่วนใครที่ยังอารมณ์ตกค้างจากการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน ๒๕๓๒ ก็ไปตามเอาคืนได้ ที่บ้านซับแดง อำเภอโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น เพราะเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ประธานสุมาลี สุวรรรกร ได้ตกลงใจเลือกโรงเรียนวับสมบูรณ์พิทยาลัยเป็นสถานที่ประชุมสมาชิกสโมสรนักเขียนภาคอีสานประมาณปลายเดือนตุลาคม เพราะพี่สมคิด สิงสง จะมีอายุครบ ๖๐ ปี.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2009 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]