• บรรณาลัย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : yut_nt.com@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-19
  • จำนวนเรื่อง : 66
  • จำนวนผู้ชม : 407956
  • ส่ง msg :
  • โหวต 105 คน
จากอดีตถึงปัจจุบัน
ประวัติศาสตร์ทางสังคมคือสิ่งที่ทุกคนต้องเรียนรู้และเข้าใจในความเป็นรากเหง้าของตนเอง สิ่งที่นำมาซึ่งความสงบเรียบร้อยของสังคมที่หลากหลายบนแผ่นดิน
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/yongyoot
วันอาทิตย์ ที่ 1 กรกฎาคม 2550
Posted by บรรณาลัย , ผู้อ่าน : 1310 , 13:51:16 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

พุทธศาสนา   ธรรมรงค์อยู่   เพราะบัญญัติ????

                     

            พุทธศาสนาเป็นสิ่งที่เรายึดเหนี่ยวนับถือและปฏติบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลนับแต่ทวาราวดี  ศรีวิชัย  สุโขทัย  อยุธยา  รัตนโกสินทร์  และอาณาจักใกล้เคียงอื่นๆ    ควบคู่กับศาสนาอื่นๆบนผืนแผ่นดินเอเชียอาคเนย์เคียงคู่กับอาณาจักรอื่นๆที่เคยรุ่งเรื่องอย่างลงตัว   แม้กระนั้นศาสนาพุทธก็ยังดำรงและพุทธศาสนิกชนก็ยังให้การเคารพนับถือเรื่อยมายังไม่ขาดสายจวบผ่านมาหลายยุคหลายสมัยกระทั่งปัจจุบัน    และไม่มีบทบัญยัติใดในสมัยอดีตว่าประชาชนในอาณาจักรนั้นต้องนับถือพระพุทธศาสนาเพื่อให้ศาสนาดำรงอยู่ได้   มีก็เป็นเพียงหลักฐานที่เป็นการแสดงหรือบอกเล่าเป็นการจารึกหรือโบราณสถานโบราณวัตถุให้ทราบถึงการแสดงความเคารพน้อบน้อมยึดถือและปฏิบัติกันตามความศรัทธา   สมัครใจ   ของกลุ่มคนบนหลากหลายทางวัฒนธรรและเชื้อชาติ     สิ่งเหล่านี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาอย่างเหนี่ยวแน่นจนเกิดเป็นผลงานให้เราประจักษ์เป็นเอกลักษ์ทางวัฒนธรรมของพระพุทธศาสนาที่ประชาชนนับถือและศรัทธา    

           การบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมิได้บอกว่าศาสนาจะดำรงคงอยู่ในใจของประชาชนคนไทยไปตลอดชีวิต    แต่การดำรงอยู่ได้ของพระพุทธศาสนานั้นอยู่ที่จิตใจของคนไทยมากว่า   ศาสนาเป็นเรื่องที่เกิดจากความศรัทธา   ไม่ใช่เป็นบทบัญัติหรือบังคับกันให้นับถือได้    การบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติประหนึ่งเสมือนการบังคับการนับถือวึ่งไม่บังเกิดประโชน์ใดๆ

           และเป็นสิ่งที่สังคมตระหนักให้การเรียนรู้อบรมสั่งสอนค่อยๆเป็นค่อยไปตามความศรัทธาจึงบังเกิดผลดีเป็นที่สุดในการดำรงคงอยู่   และสร้างความสันติสงบสุขแก่สังคมโดยรวม 

    สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความหลายลายทางวัฒนธรรม   เชื้อชาติ  ศาสนา  การให้เกียรติ  และความเท่าเทียม   ในการนับถือและศรัทธาถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งอันเป็นผลนำมาซึ่งความสงบสุขสามัคคีเป็นปึกแผ่นแก่บ้านเมือง    ไม่ควรมีช่องว่างที่แสดงถึงการยกย่องศาสนาใดศาสนาหนึ่ง  ที่กลุ่มคนส่วนใหญ่นับถือกัน   ทั้งนี้เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าทุกศาสนาในประเทศไทยแม้ทุกศาสนาจะมีการนับถือของกลุ่มจำนวนคนไม่เท่าเทียมกัน   นี่เองเป็นสิ่งที่จะแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญแก่ทุกศาสนาที่ประชาชนคนไทยนับถือกัน  และประชาชนที่มีความหลากลายทางการนับถือศาสนาในประเทศไทยเกิดความปิติยินดีในการดำรงอยู่ได้บนความหลากหลายทางศาสนา  วัฒนธรรมและชื้อชาติ   อย่างสันติและไม่ขัดแย้งทางศาสนา





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
buddhamantra วันที่ : 01/07/2007 เวลา : 15.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhamantra



ธงชาติไทย โดย

เสฐียรพงษ์ วรรณปก

สมัยลูกชายยังเล็กๆ ติดตามพ่อไปนครปฐม ขณะไปสอนหนังสือ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ นั่งรถไปก็ถามโน่นถามนี่ตามประสาเด็ก เราก็ตอบบ้างไม่ตอบบ้าง ครั้งหนึ่งเล่นเอาผู้เป็นพ่อสะดุ้ง เพราะนึกไม่ถึงว่าเด็กจะมีปัญญาเฉียบแหลมปานนั้น ลูกถามว่า "เขาตัดไม้ทำไม" พลางชี้มือไปที่สองข้างทาง ถนนสายพุทธมณฑลตัดเสร็จใหม่ๆ ไม่มีบ้านช่องมากมายเหมือนปัจจุบัน คนเขาตัดต้นไม้กองไว้สองข้างทางจำนวนมาก
"เขาคงเอาไปทำฟืนมั้ง ลูก" เราตอบอย่างเสียไม่ได้
"ไม่น่าจะใช่" ลูกเอ่ย
"ไม่ทำฟืน ก็คงเอาไปทำเฟอร์นิเจอร์แหละ" เราไม่ยอมจำนน
"หนูว่าไม่ใช่" มันเถียง
"อ้าว เอ็งรู้แล้ว ถามหาหอกอะไร" ผมชักฉุน "งั้นเขาตัดทำไมวะ"
"ตัดให้ขาดซิ ป๋า" ฟังมัน
เออ จริงของมันแฮะ ตัดไม้ทำไม ก็ตัดให้มันขาด ส่วนขาดแล้วจะเอาไปทำอะไรมันอีกเรื่องหนึ่ง ผู้ใหญ่อย่างเราๆ นี่ต่างหาก ตอบไม่ตรงคำถาม ตั้งแต่นั้นมาผมเชื่อแล้วว่า เด็กนั้นหลักแหลมกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า เพียงแต่เราไม่รู้จักวิธีพัฒนาความใฝ่รู้ของเด็กในทางที่ถูกที่ควร สติปัญญาของลูกหลานเราจึงไม่งอกงามเท่าที่ควร
พูดให้ชัด ยิ่งโตก็ยิ่งโง่ เพราะระบบการศึกษาอบรมที่ผิดๆ ของผู้ใหญ่ โตมา คำถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นเหล่านั้นหายเกลี้ยง อย่างน่าเสียดาย
พอถึงยุคหลาน ยิ่งเห็นความเก่งความคมของหลานหลายเท่า สี่ขวบมันอ่านหนังสือคล่องเหมือนผู้ใหญ่ สะกดการันต์ตัวยากๆ ได้หมด ทั้งๆ ที่ครูยังสอนไม่ถึง วันดีคืนดีเข้าอินเตอร์เน็ตมาแช็ตกับปู่ ใน address ของแม่ ทีแรกนึกว่าแม่เขา แต่คุยไปคุยไปกลายเป็นหลานชาย ถามไถ่ว่าใครพิมพ์ให้ เธอบอกว่า หนูพิมพ์เอง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ
วันหนึ่งเราบอกหลานว่า ธงชาติมีสามสี คือ สีแดง สีขาว สีน้ำเงิน แล้วกางธงให้ดู เธอนับแล้วบอกว่า ปู่นับผิด มีห้าสี แล้วก็นับว่าสีแดง สีขาว สีน้ำเงิน สีขาว สีแดง เราบอกว่า สีซ้ำกันไม่นับ นับเป็นสีเดียว มันย้อนว่า แล้วทำไมไม่นับ เออ จริงสิ เมื่อกางให้ดูแล้วถามว่าธงมีกี่สี ก็ต้องนับให้หมดสิ
เคยมีประวัติของเพลงชาติไทย ใครไม่ทราบเขียน ถ่ายสำเนาเก็บไว้ เผื่อวันหน้าจะได้ใช้ แต่ไม่รู้เก็บไว้ที่ไหน วันนี้อยากเขียนถึงธงไตรรงค์ก็ไม่มีข้อมูลจึงเขียนจากความทรงจำกะท่อนกะแท่นแทน
อาจารย์ ต. อมาตยกุล (ถ้าจำไม่ผิด) เคยเล่าไว้ว่า เมืองไทยเรามีการประดิษฐ์ธงใช้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่หนึ่ง แรกๆ ก็ใช้สำหรับเรือสินค้า พื้นธงก็เป็นสีแดงล้วน ต่อมาในหลวงท่านเห็นว่าสีแดงเฉยๆ ไม่บ่งบอกสัญลักษณ์อะไร จึงรับสั่งให้บรรดาเรือหลวงทำรูปจักร อันเป็นสัญลักษณ์แห่งราชจักรีวงศ์
ตกมาถึงรัชกาลที่สอง มีช้างเผือกเข้ามาสู่พระบรมโพธิสมภารสองตัว นับเป็นนิมิตที่ดียิ่ง จึงโปรดให้ทำรูปช้างเผือกเพิ่มเข้ามา คือเอารูปช้างเผือกไว้กลางวงจักร และใช้กันมาจนถึงรัชกาลที่สาม
ตกมาถึงรัชกาลที่สี่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ มีพระราชดำริว่าว่า จักรเป็นของสูงเป็นสัญลักษณ์แห่งราชวงศ์ ไม่ควรที่ชาวบ้านทั่วไปนำไปใช้ แต่ถ้าใช้เป็นธงแล้ว สุดจะห้ามไม่ให้ราษฎรใช้ จึงให้ยกรูปจักรออกเสียจากธง คงเหลือไว้แต่รูปช้างเผือกบนพื้นธงสีแดง และโปรดให้ทำธงเป็นรูปช้างเผือกบนพื้นสีขาวขึ้นอีกอย่างหนึ่ง สำหรับใช้ในเรือหลวงทั้งปวง เพื่อให้เห็นแตกต่างกับเรือของราษฎรด้วย
ต่อมาในรัชกาลที่หก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ พระราชดำริว่าธงที่ชักในเรือของพ่อค้าข้าวไทยนั้นยังไม่เหมาะสม รูปช้างที่ใช้กันอยู่นั้นไม่งาม ดูไกลๆ แทบไม่รู้ว่าเป็นรูปอะไร ควรแก้ไขใหม่
จึงโปรดให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นมาใหม่เมื่อ พ.ศ.2449 (พระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างของธงสยาม ร.ศ.110 (พ.ศ.2434)
ตกมาถึงวันที่ 28 กันยายน 2460 ในหลวงรัชกาลที่หก ทรงแก้ไขธงชาติไทยใหม่ เพิ่มสีเป็นสามสี อันเรียกว่า ธงไตรรงค์ (ธงสามสี) คือสีแดง สีขาว และสีน้ำเงิน ดังต่อไปนี้
"ธงชาติไทย รูปสี่เหลี่ยมรี มีขนาดกว้าง 2 ส่วน ยาว 3 ส่วน
มีแถบสีน้ำเงินแก่ กว้าง 1 ส่วน ซึ่งแบ่ง 3 ของขนาดกว้างแห่ง
ธงอยู่กลาง มีแถบขาวกว้าง 1 ส่วน ซึ่งแบ่ง 6 ของขนาดกว้าง
แห่งธงข้างละแถบ แล้วมีแถบสีแดงกว้างเท่าแถบขาวประกอบชั้นนอก อีกข้างละแถบ"
ธงชาติไทยที่พระราชกำหนดให้ใช้ใหม่นี้ คือธงไตรรงค์ดังกล่าว ซึ่งใช้มาจนบัดนี้
บทพระราชนิพนธ์ที่กำหนดสีของธงไตรรงค์ ปรากฏอยู่ในหนังสือ ดุสิตสมิต ฉบับพิเศษ 2461 หน้า 42 มีดังนี้ครับ

"ขอร่ำรำพันบรรยาย ความคิดเครื่องหมาย แห่งสีทั้งสามงามถนัด
ขาว คือบริสุทธิ์ศรีสวัสดิ์ หมายพระไตรรัตน์ และธรรมะคุ้มจิตไทย
แดง คือโลหิตเราไซร้ ซึ่งยอมสละได้ เพื่อรักษะชาติศาสนา
น้ำเงิน คือสีโสภา อันจอมประชา ธ โปรดเป็นของส่วนองค์
จัดริ้วเป็นธงไตรรงค์ จึงเป็นสีธง ที่รักแห่งเราชาวไทย"

ตามหลักแห่งสถาบันหลัก และสัญลักษณ์ของธงไตรรงค์นี้ ชาติ หมายถึงประเทศไทย ศาสนา หมายถึง พระพุทธศาสนา (ไตรรัตน์หมายถึงพระรัตนตรัย) และธรรมะคุ้มจิตไทยขยายไปถึงธรรมะของศาสนาอื่นที่มีอยู่ในประเทศไทยด้วย

ถึงจะเรียกร้องให้จารึกพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย ก็พ่วงท้ายไว้ด้วยว่า "ศาสนาอื่นคืออิสลาม, คริสต์, พราหมณ์-ฮินดู และซิกข์ เป็นศาสนาที่ได้รับการรับรองจากรัฐ" จะต้องได้รับการอุปถัมภ์คุ้มครองจากรัฐทัดเทียมกัน

พระเถระผู้ใหญ่จากมหาเถรสมาคมรูปหนึ่งถามผมว่า มีทางเป็นไปได้ไหมที่รัฐธรรมนูญใหม่จะบรรจุพระพุทธศาสนาฯ ผมเรียนท่านว่า "ตราบใดที่คนในเมืองมิถิลานี้ ตั้งแต่คนรักษาม้าจนถึงมหาอำมาตย์ยังจาริกอยู่ในโมหภูมิ" (ขอโคว้ตข้อความจากมหาชนกชาดกหน่อยครับ) ไม่มีทางดอก ครับ แต่ไม่ต้องเสียใจ


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

เสียงจากชมพูทวีปสู่ดินเเดรสุวรรณภูมิ

การบรรเลง กระเเสมูย หรือ พิณน้ำเต้า ต้นตระกูล พิณเปี๊ยะล้านนา บรรเลงโดย "บรรณาลัย" ชื่อบทเพลง โยล (ไกว)

View All
<< กรกฎาคม 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]