• สิงห์หลบใน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : yuth_yuth422@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-01-09
  • จำนวนเรื่อง : 25
  • จำนวนผู้ชม : 35120
  • ส่ง msg :
  • โหวต 18 คน
สิงห์หลบใน
หลบมาคุยกัน หลบเจ้านาย หลบภรรยา หลบเพื่อนคุยทุกด้านในมุมหลบ * *
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/yuth
วันพุธ ที่ 25 เมษายน 2550
Posted by สิงห์หลบใน , ผู้อ่าน : 2187 , 17:10:11 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ในฐานะที่ผมเป็นพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง ได้เห็นเหตุการณ์ขบวนธรรมยาตราเคลื่อนขบวนเข้าสู่หน้ารัฐสภา ทำให้เกิดคำถามหลายอย่างจึงอยากจะถามพระคุณเจ้าทั้งหลายว่าปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ มีประสงค์เพื่อสิ่งใด ผมขอถามด้วยความเคารพดังนี้

1.การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นกิจของพระสงฆ์หรือไม่

2.เมื่อพระสงฆ์เข้าสู่ทางธรรม ไม่ควรเกี่ยวข้องกับเรื่องทางโลกแบบนี้ถือได้ไหมว่ายังไม่ปล่อยวาง ไม่ใช่แก่นของธรรมะที่แท้จริง

3.หน้าที่หลักของพระสงฆ์คือการศึกษาพระธรรมคำสั่งสอน และเผยแพร่พระพุทธศาสนา ซึ่งการออกมาเดินขบวนแบบนี้ถือว่าขัดกับหลักธรรมะหรือเปล่า

4.ศาสนาพุทธมีมานานหลายพันปีแล้ว และไม่เคยถูกบัญญัติในกฎหมายหรือในรัฐธรรมนูญว่าต้องเป็นศาสนาประจำชาติมาก่อน ศาสนาพุทธของเราก็ยังดำรงอยู่ได้จนทุกวันนี้

5.ถ้าศาสนาพุทธถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ จะทำให้ญาติโยมนับถือเลื่อมใส่ในพระพุทธศาสนามากขึ้นกว่าเดิม หรือจะทำให้คนนับถือ"ธรรม"หรือนับถือ "เงิน" มากว่าเดิมรึเปล่า

6.ในขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองยังวุ่นวายอยู่ การที่พระคุณเจ้าออกมาชุมนุมเช่นนี้ จะยิ่งทำให้เหตุการณ์บ้านเมืองตึงเครียดขึ้นกว่าเดิมหรือไม่

7.การนำช้าง 9 เชือกมาร่วมในขบวนธรรมยาตรา ในช่วงเวาลที่อากาศและพื้นถนนร้อนเช่นนี้ ไม่ถือเป็นการทรมานสัตว์หรือ

จึงอยากจะเรียนถามด้วยความเคารพ มิได้มีเจตนาได้ตั้งใจวิจารณ์พระคุณเจ้าไปในทางเสียหายแต่อย่างใด





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 37 (0)
ราษีไศล วันที่ : 28/05/2007 เวลา : 19.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/motorcyrubjang
ณ บ้านดวนน้อย ราษีไศล ศรีสะเกษ twitter : @motorcyrubjang / facebook.com/motorcyrubjang  

สงสารทั้งพระและคนออกมาเดินตากแดดครับงานนี้

ความคิดเห็นที่ 36 (0)
PATRIX วันที่ : 21/05/2007 เวลา : 21.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PATRIX


..........................

ความคิดเห็นที่ 35 (0)
lovecondo3 วันที่ : 13/05/2007 เวลา : 05.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lovecondo3
ขอให้ทุกรูปภาพทุกเรื่องราวเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดความรู้สู่สังคมไทย

งดแสดงความคิดเห็น เพราะเป็นเรื่องของพระสงฆ์ครับ

ความคิดเห็นที่ 34 (0)
นาย...ระบือ วันที่ : 10/05/2007 เวลา : 15.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rabue

งั้นเหรอไอ้เทวดา...........

ความคิดเห็นที่ 33 (0)
สิงห์หลบใน วันที่ : 10/05/2007 เวลา : 01.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yuth

พันทิปขี้เกียจอ่านเบื่อ

ความคิดเห็นที่ 32 (0)
สิงห์หลบใน วันที่ : 10/05/2007 เวลา : 00.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yuth

อ้างอิงนายระบือ http://www.oknation.net/blog/yuth/2007/05/06/entry-1

คุยมาสิ เอาเหตุผลหน่วยไอ้ควย อย่างมึงน่ะศีล ๕ รักษาได้หรือยังล่ะไอ้เทวดาเก่งจังนะมึง

ด่าผม ผมไม่ลบ แต่นายระบือรับไม่ได้ ลบเม้นผม แบบนี้ ไม่ใชลูกผู้ชาย กากๆไม่อยาก ลงไปเล่นด้วยให้เสีย ศีล 5 ถือไปก็เท่านั้น เค้าเรียกมือถือสาก ปากถือศีล

ความคิดเห็นที่ 31 (0)
luckyspi วันที่ : 09/05/2007 เวลา : 22.27 น.

ชวนไปดู --> http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L5387949/L5387949.html

ความคิดเห็นที่ 30 (0)
นาย...ระบือ วันที่ : 09/05/2007 เวลา : 16.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rabue

คุยมาสิ เอาเหตุผลหน่วยไอ้ควย อย่างมึงน่ะศีล ๕ รักษาได้หรือยังล่ะไอ้เทวดาเก่งจังนะมึง

ความคิดเห็นที่ 29 (0)
นาย...ระบือ วันที่ : 09/05/2007 เวลา : 16.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rabue

คุยมาสิ เอาเหตุผลหน่วยไอ้ควย อย่างมึงน่ะศีล ๕ รักษาได้หรือยังล่ะไอ้เทวดาเก่งจังนะมึง

ความคิดเห็นที่ 28 (0)
นาย...ระบือ วันที่ : 08/05/2007 เวลา : 21.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rabue

อ้างอิง

ความคิดเห็นที่ 6
สิงห์หลบใน วันที่ : 07/05/2007 เวลา : 02.45 น.
http://www.oknation.net/blog/yuth
ip : 58.8.112.2


ชื่อก็บอกว่านายกระบือ เอ้ย ระบือ คิดแบบนี้ไปไถนาเถิด
--------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นที่ 5
สิงห์หลบใน วันที่ : 07/05/2007 เวลา : 02.43 น.
http://www.oknation.net/blog/yuth
ip : 58.8.112.2


นั้นนำพระอรหันมาโปรดสัตว์ แต่นี้ไม่ได้มาโปรดสัด มาเรียกร้องเรื่องการเมือง ไม่ใช่ทางธรรม คิดบ้าง มันไม่เหมือนกัน อย่าโง่

นี่นะหรือที่เป็นคำพูดของสาธุชน ผู้มีปัญญาในศาสนาพุทธ
ถึงผมจะดง่ผมก้ยังรู้ตัว และพูดกันด้วยเหตุผลของปุถุชนที่ปฏิบัติธรรมได้ระดับหนึ่ง ไม่หยาบคายจาบจ้วงพระสงฆ์เสียทั้งหมดเช่นคุณดอก เพราะผมมีสติพอจะแยกแยะพระกับอลัชชีออกจากันได้ โดยไม่ทำให้ศรัทธาของตนเองตกต่ำ ดังสัตว์นรกเช่นคุณกระทำดอก

ความคิดเห็นที่ 27 (0)
หมอซ้ง วันที่ : 05/05/2007 เวลา : 08.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/servo

...."แม้การทะเลาะวิวาทกัน ในระหว่างศาสนา ก็พลอยสิ้นสุด ลงไปด้วย เพราะ "ไกวัลยธรรม" คือสภาวะที่เป็นหนึ่งเดียวอันเต็มเปี่ยม และมีอยู่ทั่วไป ในทุกหนทุกแห่ง นั่นคือ ย่อมมีอยู่ ในทุกศาสนาด้วย ใครก็ตาม เมื่อเข้าถึงความหมาย ของศาสนาแห่งตนแล้ว ย่อมทำให้เห็น ตรงกันว่า ในโลกนี้ มีเพียงศาสนาเดียว คือ "ศาสนาแห่งไกวัลย์" ไม่ต้องมีการแบ่งแยก ตามชื่อสมมติ ที่ใช้เรียกศาสนา โดยเหตุนี้ จึงทำให้สามารถ ปิดประตู การทะเลาะวิวาท อันเนื่องมาจาก การถือศาสนาเสียได้ แล้วการแยกนิกาย ของแต่ละศาสนา ก็จะไม่เกิดขึ้น ที่ใดมีการแบ่งแยก ที่นั่นแสดงว่า มีการรู้ไม่จริง เป็นลักษณะ แห่งการไร้เดียงสา ของผู้นับถือศาสนานั้นๆ"...นี่เป็นส่วนหนึ่ง
ในการแสดงธรรมของท่าน พุทธทาส ในหัวข้อ " ไกวัลยธรรม"ตามไปอ่านต่อได้ที่ http://www.buddhadasa.com/kaival/kaival1.html เผื่อบางทีจะได้ข้อยุติว่าพุทธควรเข้าไปอยู่ในกรง(จักร)ของรัฐธรรมนูญหรือไม่..?

ความคิดเห็นที่ 26 (0)
PostAmorndern วันที่ : 04/05/2007 เวลา : 17.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/amorn

ขอเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดให้ "พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ" เพราะเท่ากับเอา "ศาสนา" มุ่งยุ่งกับ "อำนาจรัฐ"

ความคิดเห็นที่ 25 (0)
นาย...ระบือ วันที่ : 03/05/2007 เวลา : 23.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rabue

กรณีพระนั่งมาบนหลังช้างนั้นไม่ผิดพระธรรมวินัยครับ ถ้าจะผิดก็คือพระต้องทำตัวเป็นควาญช้างครับ แต่เป็นผู้โดยสารไม่ผิด เพราะในอดีตสมัยพระเจ้าอโศกส่งพระอรหันต์มาประกาศพระพุทธศาสนาในอาณาจักศรีวิชัยแล้วนั้น พระอรหันต์ทั้งสองท่านได้เดินทางโดยช้างที่เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจัดให้ เพื่อไปประกาศพระพุทธศาสนาต่อที่อาณาจักสุโขทัย
ลองหาอ่านในพระไตรปิฏกเล่มแรกๆ ในเรื่องการสังคายนา และการเผยแผ่ศาสนาครับ

ความคิดเห็นที่ 24 (0)
m123456 วันที่ : 02/05/2007 เวลา : 18.39 น.

ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับการเรียกร้องของพระสงฆ์ แต่ไม่เห็นด้วยกับการเข้าไปร่วมกับกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่ง
......พระสงฆ์เรียกร้องทางการปกครอง(แต่มิใช่ทางการเมือง) ได้ แต่ต้องไม่ฝักไผ่เข้าข้างใดข้างหนึ่ง ควรตั้งอยู่ในฐานะครูบาอาจารย์ของบ้านเมือง..ที่เห็นว่าอะไรควรทำที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้.. ( ในเมื่อชาวบ้านรักตัวกลัวตาย ไม่มีความกล้าพอที่จะทำ ก็เลยต้องทำเอง..ทั้ง..ทั้งที่รู้ว่าจะต้องถูกด่าจากญาติโยมที่ไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน..)

……ต้องทำเหมือนกับพระอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ออกมาคลื่นไหวเรียกร้องขอชีวิตให้กับแม่ทัพนายกอง ที่จะต้องถูกประหารชีวิต ...ทำให้พระนเรศวรยังเหลือแม่ทัพนายกองไว้ป้องกันประเทศต่อไปได้...

……..แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ก็ยังเคยเสด็จไปห้ามกองทัพของพระเจ้าวิฑูฑภะถึง ๒ ครั้ง ๒คราว
.........กษัตริย์ ๒ เมืองทะเลาะแย่งน้ำกัน จนประจันหน้ากันแล้ว ..พร้อมที่จะทำสงครามแย่งน้ำกันโดยฉับพลัน ..พระองค์จึงเสด็จไปในระหว่างกองทัพทั้ง ๒ ฝ่าย แล้วทรงเตือนให้สติ ว่า “เลือดมีค่ามากกว่าน้ำ”


ความคิดเห็นที่ 23 (0)
สิงห์หลบใน วันที่ : 30/04/2007 เวลา : 12.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yuth

ผมไม่เคยมีความคิดที่ไม่สนับสนุนพระพุทธศาสนา แต่ผมถามถึงว่ามันเป็นกิจของสงฆ์หรือไม่ ไม่เกี่ยวกับว่าหมดศรัธทาหรือหมดความเลื่อมใสไปแล้ว โปรดอ่านและดูให้ตรงประเด็นนะครับ คุณคห.ที่22

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
พุทธสาวก วันที่ : 30/04/2007 เวลา : 10.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhism


ขนาดที่ประกาศตัวเองว่าชาวพุทธยังคัดค้านแล้ว คนนับถือศาสนาอื่นหัวเราะแน่ เราเชื่อแล้วว่าพระพุทธศาสนาจะต้องหมดจากประเทศไทยในไม่ช้า สงสารพระพุทธศาสนาจริง เวรกรรม

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
พุทธสาวก วันที่ : 30/04/2007 เวลา : 10.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buddhism


พระเณรและชาวพุทธทั่วประเทศออกมาให้ร้อนกันทำไม?ที่หน้ารัฐสภา.....เขาปลุกเสกอะไรครับพ่อ
คำถามที่ถามว่าพระออกมาทำไม ที่พระท่านออกผิดไหม และที่เรียกร้องจะขอให้มีการบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในแผ่นดินนี้ได้หรือไม่การที่พระเดชพระคุณตั้งแต่พระราชาคณะพร้อมด้วยพระสงฆ์หมู่ใหญ่กับทั้งประชาชนโดยเฉพาะผู้สูงอายุจำนวนมากต่างออกตากแดด ในช่วงเดือนเมษายน หน้ารัฐสภา โดยปรารถนาให้มีการบัญญัติคำว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญที่เป็นช่วงกำลังร่างให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยให้เหตุผลว่า ถ้ามีการบัญญัติไว้ แล้วจะทำให้ประชากรซึ่งเป็นชาวพุทธจำนวน 94 เปอร์เซนต์ที่ประกาศตนเป็น พุทธทั้งกายใจและทางทะเบียน ต่างจะได้มีส่วนภาคภูมิใจว่า แผ่นดินนี้บรรพบุรุษได้ฝากให้ไว้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทยตั้งแต่โบราณกาล ดังมีการนำเอาบทพระราชนิพนธ์ต่างๆ ตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามจนถึงรัชกาลปัจจุบันมาประกอบการให้เหตุผลว่า เป็นพระราชประสงค์ของพระมหากษัตริย์ไทยแต่อดีตกาล ทั้งผู้ชุมนุมได้นำข้อดีจำนวนมากพร้อมทั้งข้อเปรียบเทียบของประเทศต่างๆที่มีการบัญญัติให้ศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ไว้เช่นถ้าเป็นพุทธก็มี ทิเบต ลาว พม่า
พระเถระยังชี้ให้เห็นว่าการบัญญัติก็ไม่เห็นเป็นเรื่องที่ใช้อ้างเป็นเรื่องแตกแยก กลับกันน่าจะเป็นความภาคภูมิใจเสียมากกว่า เพราะทั่วโลกรู้ว่า ศาสนาพุทธศูนย์กลางการศึกษาอยู่ที่ประเทศไทย เมื่อไม่กี่ปี สหประชาชาติยกย่องศาสนาพุทธเป็นศาสนาสากลโลก แล้วมองเป็นประเทศเป็นศูนย์การพัฒนาศีลธรรมโลก ฝรั่งมังค่าต่างข้ามน้ำข้ามทะเลมาบวชจำนวนมาก และกลับไปเป็นพระในประเทศของตนเอง จนทุกวันนี้วัดไทยในอเมริกามีทุกรัฐ วัดไทยในอังกฤษ ออสเตรเลีย
เป็นเรื่องที่เรากลับไม่เห็นความสำคัญนานาประเทศต่างๆกลับเห็นความสำคัญๆ ซึ่งผู้ร่างกฎหมายอ้างแต่จะเพียงแตกแยก ขนาดคนจำนวนหกแสนกว่าคนลงชื่อขอเป็นหลักฐานเป็นกล่องไว้ที่หน้ารัฐสภา ซึ่งคณะสงฆ์และพุทธบริษัทนำประกอบการพิจารณาให้กับท่านประสงค์ สุ่นศิริ พร้อมคณะช่วยพิจารณาแต่กลับตอบเพียงว่าเดี๋ยวแตกแยกจริงความแตกต่างไม่ได้หมายถึงแตกแยก เพราะประเทศไทย มีความแตกต่างๆกับประเทศอื่นตรงที่ว่าสังคมเราเป็นสังคมพระพุทธศาสนาที่ถูกหล่อหลอมให้รู้จักรักและสามัคคีกันไม่ว่าจะชาติศาสนาใดๆ ที่อยู่ใต้พระบารมีในหลวง ความแตกต่างจึงไม่ได้หมายถึงแตกแยก พระเถระท่านชี้แจงว่า การมีบัญญัติไว้ กลับมีส่วนที่ให้การพัฒนาเมืองไทยมากขึ้นความเสื่อมถอยทางศีลธรรมมีมากขึ้นส่วนหนึ่งเพราะรัฐไม่เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะการนำหลักธรรม แต่ถ้ามีการบัญญัติ ก็เหมือนมีหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องนำหลักธรรมไปสู่ประชาชนเพราะเป็นหน้าที่รัฐบาลทำตามรัฐธรรมนูญ ถือเป็นวาระแห่งชาติที่จะทำให้ประชาชน มีหลักธรรมเป็นหลักปฎิบัติ ดังที่ในหลวงของเราต้องมีปฐมพระราชโองการว่า เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ดังนั้นการที่พระออกมาคนเข้าใจว่าจะวุ่นวาย น่าจะคิดใหม่ว่า พระและฆราวาสโดยเฉพาะผู้สูงอายุต่างๆกำลังทำบุญให้กับประเทศตอบแทนบรรพบุรุษและแผ่นดิน และตามรอยพระราชปฎิธานนี้
และถือเป็นการออกมาช่วยสังคมที่กำลังเน่าสนิททางศีลธรรมให้ถูกแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ถ้าระบุชัดว่าแผ่นดินนี้มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ในเมื่อพระพุทธศาสนา เป็นศาสนาแห่งสอนคนทำดี ละชั่ว ทำใจให้ผ่องใส
สอนให้รักตน รักสังคม รักประเทศชาติ และพอเพียง และที่สำคัญจะได้แก้ปัญหาคอรัปชั่นที่ฝังรากกับนักการเมืองไร้ศีลธรรม ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะถือว่าคนที่เข้ามาทำงานการเมืองรักษาปฏิบัติตามกฎหมายที่ว่าต้องมีศีลธรรมต้องบัญญัติพระพุทธศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ จะพัฒนาประเทศก็มีหลักธรรมควบคู่กันไป มีกฎหมายตรวจสอบความประพฤติของสงฆ์นอกรีต เหมือนอย่างที่เคยเที่ยวสอนนักเรียนว่าความรู้คู่คุณธรรมดังนั้นพิเคราะห์การที่พระและฆราวาสต่างๆออกมาในช่วงเวลามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือได้ว่าเหมาะสม และสมควรแห่งเวลา ชาวพุทธไม่ได้ออกมาก็อย่าเที่ยวตำหนิพระเลยเดี๋ยวจะเป็นบาปกรรมเปล่าๆ มือไม่พายก็อย่าขัดบุญของแผ่นดินเลย ท่านทำเพื่อท่านก็หาไม่ดูสภาพแต่ละคนแล้ว แก่สนิทออกอย่างนั้น แต่ท่านทำเพื่อลูกหลานของท่านที่จะได้มีศีลธรรมและมีการพัฒนาธรรมะ สืบต่อไปช่วงลูกหลาน ลูกหลานชาวพุทธจะได้ไม่ว่า เอาได้ ว่า พ่อแม่ปู่ย่าตายายไม่เคยสนใจรักษาให้เลย ฉะนั้นคนร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่เป็นพุทธกลัวว่าแตกแยก อย่ากลัวเลยครับ ถ้าแตกแยกมันแตกแยกไม่นานแล้ว ไม่บัญญัติก็ทำให้แตกแยกได้ คนพุทธไม่โหดหรอก แต่ที่เราบัญญัติ เป็นแสดงจุดยืนในการให้รัฐบริหารประเภทให้ตรงปัญหา คือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยมีการพัฒนาศีลธรรมกับคนในสังคมด้วย การบัญญัติจึงไม่น่าเสียหายกับมีผลดีมากขึ้น........ท่านว่าไหม



ความคิดเห็นที่ 20 (0)
โต๋เต๋ วันที่ : 27/04/2007 เวลา : 08.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/difference

เรียนคุณเสดพีร์ โปรดเข้าไปอ่านความคิดเห็นที่ 12 ของคุณ m123456 เพื่อประดับความรู้ แจ้ง ว่า เหตุแห่งความเสื่อมของศาสนาคืออะไรมากกว่าที่คิดจะทำตามก้นประเทศอื่นๆ ทำไมไม่คิดตามประเทศภูฐานบางละ

ผมได้อ่านความเห็นของคุณ m123456 (ไม่แน่ใจว่าท่านเป็นฆราวาสหรือพระคุณเจ้า) ได้เข้าเหตุแห่งความเสื่อมของศาสนาพุทธในไทยมากขึ้น

เมื่อ 20 ปีก่อน ตัวผมเองเคยได้เข้ารับการชักจูงให้ร่วมกับศาสนาอื่น โดยในที่ประชุมจะมีการกล่าวถึงข่าวคาวของพระสงฆ์ไทยบนหน้าหนังสือพิมพ์ที่กระทำผิดศีลธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเสพเมถุน การมีเงินในบัญชีส่วนตัวจำนวนมาก การเล่นการเมืองระหว่างคณะผู้ใหญ่ ล้วนแล้วแต่จะทำให้ผู้คนที่อยู่ในที่ประชุมซึ่งเป็นคนศาสนาพุทธเดิมต้องรู้สึกเบื่อหน่ายในศาสนาพุทธกันทั้งสิ้น (รวมทั้งผมด้วย)

นอกจากมีการกล่าวโจมตีคนหัวล้านห่มเหลืองที่ครองตนเป็นบรรพชิต แต่กลับมาทำลายศาสนาเราแล้ว ยังกล่าวโจมตีคนพุทธที่เป็นอุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย เช่นเดียวกันว่า งมงายไปกับไสยศาสตร์ สุราเมรัย การพนันทุกรูปแบบ ฆ่าคน ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต มีชู้กับคนที่ไม่ใช่ผัวเมียตนเอง ลักทรัพย์ลักขโมย ที่ปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ในสมัยนั้น

คนส่วนใหญ่ที่เป็นคนที่ได้รับการชักจูงส่วนใหญ่ยังเป็นวัยรุ่นกันอยู่ อายุระหว่าง 13 - 18 ปี กันทั้งนั้น ย่อมรู้สึกคล้อยตามแน่ ผมเองยังรู้สึกรังเกียจศาสนาพุทธเลย ณ ช่วงเวลานั้น

แต่เพราะเหตุใดไม่ทราบ เกิดข่าวลือกันว่า ผู้นำกลุ่มมีการยกยอกเงินบริจาคจากผู้เข้าร่วมประชุมให้ผมได้ยิน แม้พี่เลี้ยง(คนที่ชักจูง เป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียน) ก็พยายามบอกว่า แค่ข่าวลือ แต่ผมกลับเห็นธรรมอย่างหนึ่งคือ เราต้องแยกแยะหลักคำสอน ออกจาก ตัวบุคคล เราจะเห็นได้ว่า อะไรคือสิ่งที่ดี

นับตั้งแต่นั้น ผมขอยอมรับเลยว่า ทุกคำสอนของทุกศาสดาล้วนเป็นสิ่งที่ประเสริฐ แต่ผู้เผยแพร่ศาสนาและผู้ศรัทธาต่างหาก ที่จะกำหนดความเจริญหรือความเสื่อมของศาสนานั้นๆ

กลับมาที่ความเห็นของคุณ m123456 ผมมองว่า ...
1. การบัญญัติแค่ศานาพุทธเป็นศาสนาประจำชาตินั้น ไม่ได้ช่วยทำให้คนไทยจะปฏิบัติตนเยี่ยงพุทธศาสนิกชนที่ดีได้ เพราะคนไทยเราถูกบ่มเพาะความชั่วมานาน จนเข้าเลือดเข้าเนื้อแล้ว ผู้บังคับกฏหมายก็ไม่ใช้อำนาจหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม บัญญัติไปหาใช่สูตรสำเร็จไม่
2. จุดแข็งของคนไทยเราคือ การผสมผสานของคนทุกเชื้อชาติและทุกศาสนา จนก่อเกิดเป็นประเทศไทย หากบัญญัติเนื้อหานี้เข้ารัฐธรรมนูญ ย่อมก่อให้เกิดความแตกต่างกันของคนไทยทุกเชื้อชาติและทุกศาสนาได้ นั่นหมายความว่า จุดแข็งของชาติไทยเราจะหมดไปทันที
3. การไม่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่บัญญัติในกฏหมายลูก เพียงแต่ถ้อยคำที่จะบัญญัติในกฏหมายลูกนั้น เราคงต้องครอบคลุมถึง ...
3.1 การบ่มเพาะ สั่งสอนพุทธศาสนิกชนตัวน้อยๆ เด็กๆ ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน จนถึง มัธยมปลาย ซึ่งเคยมีในอดีต แต่ถูกนักการเมืองเป็นคนเอาออกไป
3.2 การทำให้บทบัญญัติของศาสนาพุทธเข้มแข็งในกลุ่มผู้ออกบวช นับตั้งแต่ก่อนออกบวช ขั้ตอนการทำนาค การบวช การคัดสรรผู้ออกบวช และระยะเวลาที่ต้องออกบวช ไม่ใช่แค่ 7 วัน หรือคนที่มีความรู้สึกเบี่ยงเบน หรือ เคยฆ่าคนมาก่อนแล้วต้องการบวชหนีผิด หากแต่ต้องคัดสรรว่าเขาผู้นั้นต้องการศึกษาหลักธรรมคำสั่งสอนจริงๆ
3.3 การทำให้บทบัญญัติของศาสนาพุทธเข้มแข็งในกลุ่มผู้ออกบวช ของผู้ที่บวชเรียนอยู่ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าคณะฯ หรือพระสงฆ์องค์ใดก็แล้วแต่ จะต้องทำการสังฆณาตนเองว่า เป็นผู้สะอาด ผู้บริสุทธิ์ ผู้เบิกบาน ผู้มีความสำรวม เหมาะแก่คุณค่าของการเคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนจริงหรือไม่
3.4 การทำให้บทบัญญัติของศาสนาพุทธเข้มแข็ง ในการประกอบกิจกรรมที่เกี่ยวกับวัด ทุกประเภท บัญญัติให้ชัดเจนว่า การปลุกเสกเครื่องรางของขลัง การดูหมอ การดูเลขเด็ด หรือการกระทำอันใดก็แล้วแต่ อันเป็นสิ่งต้องห้ามของคำสอนของพระพุทธเจ้า เราจะทำอย่างไรกับเรื่องพวกนี้
3.5 การทำให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติตามบทบัญญัติ หรืออย่างน้อย เรื่องการรักษาศีล 5 โดยมีบทลงโทษทั้งทางโลกและทางธรรม ให้ชัดเจนแยกออกจากกัน โดยการลงโทษทางธรรม จะต้องเน้นเพื่อขัดเกลาจิตใจของผู้ประพฤติผิดให้กลับตัวกับใจ

ผมของเสนอความเห็นลักษณะนี้ แทนแนวความคิดที่จะบัญญัติพระพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
Dogstar วันที่ : 27/04/2007 เวลา : 06.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dogstar

ดีนะที่ช้างไม่สับสนไปด้วย
ตอนนี้คนพาช้างมาเดินนี่สับสน
ไปแล้ว ทารุณสัตว์

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
G.Freaks วันที่ : 27/04/2007 เวลา : 00.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ginfreeces
ภาพดอกไม้แห่งความร่าเริง ... ศิลปิน "ข้าพเจ้า" =>ที่ปลายทางแห่งฝันแสนไกล มีความสำเร็จนั้นรออยู่

มีการเมืองมายุ่งเกี่ยวครับ

ตอนนี้วัดธรรมกายเตรียมเกณฑ์คนหลายแสนออกชุมนุมเพิ่มแล้วล่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
naitiwa วันที่ : 26/04/2007 เวลา : 19.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/naitiwa
...ที่เห็น ที่เป็นไป ใช่ ไม่ใช่ ไม่สำคัญ...


สวัสดีครับ
แหะ แหะ ขอรับ
ไม่มี "แก่น"
หรืออาจบางที คงมีแต่ "กาก"
ไม่ใคร่แน่ใจครับ
ผมเขียนความเห็นแบบ "เรื่อยเปื่อย-เลื่อนเปื้อน" ในเรื่องนี้ ไว้ที่นี่ครับ

http://www.oknation.net/blog/naitiwa/2007/04/26/entry-1

แหะ แหะ ขอรับ
สวัสดีครับ

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
สิงห์หลบใน วันที่ : 26/04/2007 เวลา : 14.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yuth

ด้วยทุกความเห็นล้วนแต่ มีประโยชน์ทั้งนั้น ขอบคุณมากครับ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
สิงห์หลบใน วันที่ : 26/04/2007 เวลา : 14.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yuth

กิเลสตัณหาพาใจให้หมองมัว หน้ามืดตามัวจนลืมแสงธรรม

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
สุพพัต วันที่ : 26/04/2007 เวลา : 13.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/commonsense

ถ้าศาสนาพุทธมุ่งสู่นิพพาน เพื่อหลุดพ้นจากการเกิดแก่เจ็บตาย
ทำไมพระระดับสูงจึงจัดงานวันเกิดกันใหญ่โต?
พระทั่ว ๆไปก็จัดด้วยเหมือนกัน
หรือยังยินดีกับการเกิดแก่เจ็บตาย

หรือว่าเป็นจีวรใหมไม่ใช่ผ้าห่อศพ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
มะอึก วันที่ : 26/04/2007 เวลา : 13.05 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom


ท่านสิงห์หลบใน.....
ยังมีผู้ยึดถือคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นแนวทางการดำรงชีวิตอีกมากมาย
ที่ยังไม่ได้พูดหรือแสดงออก

หากเขาจะพูด..ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเข้าจะพูดว่าอย่างไร?

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
m123456 วันที่ : 26/04/2007 เวลา : 09.44 น.

ขอแสดงความคิดเห็นเรื่องศาสนาประจำชาติ

ข้าพเจ้าเคยได้ยินหลักสูตรภาษาไทยของพี่น้องมุสลิมในจังหวัดภายได้ เขาเริ่มสอนว่า " กอ ไก่ พระเจ้าสร้างมา" แทนที่จะสอนว่า กอ เอ๋ย กอ ไก่ นั่นแสดงว่าเป็นเรื่องดีที่เขาสนใจปลูกฝังหลักศาสนาให้แก่ลูกหลานตั้งแต่เยาว์วัย โดยที่พ่อ-แม่ ครูบาอาจารย์เป็นผู้สอนเอง ไม่ต้องรอให้นักการศาสนามาสอน แต่พอหันมาดูพี่น้องชาวพุทธด้วยกัน จะมีสักกี่คนที่เคยสอนศาสนาให้กับลูกหลานด้วยตนเอง เพราะแม้แต่พ่อ-แม่เองก็ทำตัวเหินห่างจากศาสนามาโดยตลอด

ขอถามหน่อยนะครับ
1. ท่านคิดว่า พุทธศาสนิกชนทั่วโลก ในปัจจุบันนี้มีมากขึ้นหรือน้อยลงครับ? ลองเข้าไป
ที่นี่ดู http://www.newmana.com/yabb/index.php?board=1.0 และ http://www.muslimthai.com/forum/index.php?board=9.0 ก็จะทราบว่าเยาวชนของเราเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน ที่กล่าวกันว่า ประเทศไทยมีประชากรนับถือศาสนาพุทธ กว่า 90 % คงไม่เป็นความจริงอีกต่อไปแล้ว

2. เป็นคำถามเชิงเปรียบเทียบนะครับ
เด็กเล็กๆที่ป่วย ไม่ยอมรับประทานยาขม แต่เพราะกลัวคำสั่งของพ่อ-แม่จึงยอมทานยา สุดท้ายท่านคิดว่าเขาจะหายป่วยมั๊ยครับ.. การบัญญัติพุทธศาสนาก็เช่นกัน เมื่อบัญญัติแล้ว ก็จะสามารถออกกฎหมายมาบังคับไม่ให้มีการฆ่าสัตว์และดื่มสุราในวันพระ นักเรียนนักศึกษาต้องปฏิบัติธรรมเจริญวิปัสสนาภาวนา ปีละ 10 วัน เป็นต้นได้...
(...ศาสนาอิสลามห้ามดื่มสุรา และเล่นการพนันโดยเด็ดขาด..)

3. เมื่อก่อนนี้ ข้าพเจ้าไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่กับการให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แต่เนื่องด้วย ขณะนี้เยาวชนคนรุ่นใหม่ทำตัวห่างเหินจากศาสนาที่พ่อแม่นับถือมากขึ้นทุกวัน พ่อ-แม่ก็ไม่สามารถชักจูงลูกหลานให้เข้าหาศาสนาได้ เพราะตนเองก็เคยถูกคนรุ่นปู่-ย่า ละเลยในเรื่องนี้เช่นกัน เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ อีก ๕๐ ปีข้างหน้าพระพุทธศาสนาจะเป็นเช่นไรละครับ มันน่าจะถึงเวลาแล้วนะครับ ก่อนที่จะปล่อยให้ศาสนิกของศาสนาอื่นมีมากขึ้นกว่านี้ จนแก้ไขอะไรไม่ทัน ..

...ศาสนาอิสลามไม่เหมือนศาสนาอื่นนะครับ อย่าได้หวังว่า เมื่อเขาขึ้นเป็นใหญ่แล้วเราจะขอร้องอะไรเขาได้ ประเทศอินโดเนเซีย มาเลเซีย เคยเป็นประเทศพุทธศาสนา 100 % มาก่อน แต่เดี่ยวนี้ ชาวพุทธจะขอเช่าสถานีวิทยุออกอากาศรายการธรรมสอนชาวพุทธด้วยกันก็ยังไม่ได้เลยครับ.. ประเทศมุสลิมแถบอาหรับจะเอาเทปธรรมเข้าประเทศเขาก็ยังไม่ได้เลยนะครับ...
...จะทำกันประการใด ก็โปรดพิจารณากันให้ถี่ถ้วน ส่วนตัวข้าพเจ้าเองอีกไม่เกิน 50 ปี ก็คงไม่อยู่แล้ว ลูกหลานก็ไม่มี จึงไม่เดือนร้อนในประเด็นนี้เท่าไหร่นัก แต่พวกท่านทั้งหลายยังมีลูกหลานสืบสกุลกันอยู่มิใช่หรือ

... ขอให้เป็นชะตากรรมของสัตว์ก็แล้วกัน ถ้าจะให้อาตมาไปร่วมประท้วงด้วย..คงจะไม่ไป?


ประเด็นหลัก
ประเด็นที่แท้จริงในเรื่องนี้ ก็คือ สถานการณ์ที่เป็นไปในปัจจุบันนี้ จะต้องมีกฎเกณฑ์ หรือมาตรการข้อบังคับอย่างใดอย่างหนึ่งมาแก้ไขโดยด่วน ได้แก่
1. จะต้องมีกฎหมายที่แน่นอน ที่จะมาบีบบังคับให้ผู้ที่ประพฤติเสื่อมเสียออกไปเสียจากศาสนาให้เร็วที่สุด และมากที่สุด เท่าที่จะทำได้
2. จะต้องมีกฎข้อบังคับให้ชาวพุทธทุกคนต้องปฏิบัติวิปัสสนาอย่างน้อย ๑๐ วัน ในชาตินี้ หลังจากนั้นทุก ๆ อย่างก็จะเข้าสู่ระบบของมันเอง
เมื่อถึงตรงนี้ ขอถามว่า จะมีสิ่งใดที่จะช่วยผลักดันให้สองข้อข้างต้นเป็นไปได้จริง ยิ่งไปกว่ากันบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือท่านมีข้อคิดเห็นที่เป็นไปได้ และน่าสนใจยิ่งไปกว่านี้..?

ศาสนาพุทธ มีจุดอ่อนตรงที่ให้อิสรเสรีแก่ทุกๆคนที่จะปฏิบัติตาม แต่ในเมื่อพวกเราซึ่งเป็นผู้ใหญ่รู้แจ้งแก่ใจว่า หากใครปฏิบัติตามคำสอนของพุทธศาสนาจะต้องได้ดีทุกคน แล้วพวกเราจะมัวมาลังเลอะไรกัน กับการช่วยกันออกกฎข้อบังคับ เพื่อบีบบังคับให้ลูกหลานได้ปฏิบัติตาม

ขอถามย้ำอีกครั้งว่า ในสถานการณ์ที่สื่อโหมโฆษณาชวนชื่อดึงจิตคนรุ่นใหม่ให้ห่างไกลศาสนาออกไปทุกนาที ทุกชั่วโมง และยั่วยุ-เย้ายวนจิตใจให้พระหนุ่ม เณรน้อยมีพฤติกรรมที่เสื่อมเสีย มากขึ้น ๆๆ อย่างที่เป็นอยู่นี้ จะมีวิธีการใดที่เป็นไปได้จริงมิใช่แค่บ่น ที่จะทำให้พระไม่ดีออกไปจากศาสนา และส่งเสริมให้ชาวพุทธทุกคนได้ลิ้มรสชาติแห่งพระสัทธรรมอย่างน้อย ๑๐ วันในชาตินี้ ได้ดีและเป็นไปได้จริงยิ่งไปกว่าการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และออกกฎหมายลูกมาบีบบังคับ

ถ้าหากมีวิธีการอื่นที่ทำได้ และเป็นไปได้จริงด้วยนะ ก็โปรดนำมาเสนอด้วย

.. ที่ว่าประเทศภูฐาน ไม่ได้บัญญัติในรัฐธรรมนูญนั้น ก็เพราะเขายังไม่มีสิ่งยั่วยุมากมายเหมือนบ้านเรา คนในชาติและพระสงฆ์ยังยึดมั่นในศาสนากันดีอยู่
...ที่ว่า ถึงบัญญัติไว้ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ แต่ที่เกิดขึ้นจริงคืออะไร ปัจจุบันนี้มิได้บัญญัติไว้มิใช่หรือ จึงไม่สามารถออกกฎหมายลูกมาบีบบังคับพระสงฆ์และข้าราชารได้ สิ่งเลวร้ายต่างๆจึงเกิดขึ้นทั้งแก่พระศาสนาและสังคม จนแทบจะหาทางแก้ไม่ได้แล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ อาจจะเป็นรถด่วนขบวนสุดท้าย ที่จะมาช่วยให้พุทธศาสนาอยู่รอดในสังคมไทยก็ได้นะ..โปรดพิจารณาดู
..สิ่งที่ต้องการจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ การออกกฎหมายลูกมาบีบบังคับพระอลัชชีและข้าราชการในเรื่องเกี่ยวกับศาสนาโดยเฉพาะ ..ท่านก็รู้ดีนี่หน่า ว่า..แค่พระธรรมวินัยเอาแทบไม่อยู่แล้ว

ปฏิบัติวิปัสสนาปีละ ๑๐ วัน
ที่อาตมากล้าพูดเรื่องวิปัสสนา ๑๐ วันนั้น เนื่องจาก เมื่อ ๗ เดือนที่ผ่านมา อาตมาได้ไปปฏิบัติวิปัสสนา ๗ เดือนเต็ม เป็นการปฏิบัติแบบวิปัสสนาล้วน ๆ ซึ่งถูกต้องตามหลักคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถาและฎีกาทุกประการจึงกล้าที่จะยืนยันว่า หากใครปฏิบัติด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ผ่าน ๑๐ วันแรกของชีวิตไปได้ หลังจากนั้นเขาจะปฏิบัติต่อเองโดยไม่ต้องบังคับ แต่มีเงือนไขว่า ต้องเป็นการปฏิบัติแบบวิปัสสนาล้วน ๆ นะครับ จึงจะได้ผลเช่นนี้ แต่ถ้าปฏิบ้ติแบบปุพพังคมนัย ก็จะได้ผลเช่นกัน แต่ต้องใช้เวลานากว่านี้มาก แค่ ๑๐ วันยังไม่ได้อะไรเลย การปฏิบัติทั้ง ๒ แบบนี้มีข้อแต่ต่างดังนี้
.. วิปัสสนาล้วน(สุทธวิปัสนา) ทำให้กิเลสลดและเข้าใจชีวิตมากขึ้นเท่านั้น แต่สมาธิไม่ดิ่งลึกมาก
..ปุพพังคมนัย(สมถนำหน้า) ช่วงแรกจะฟุ้งซ่านมาก แต่พอผ่านไปสมาธิจะดิ่งลึกมาก สุขสงบมากเกินไป ช่วงแรกๆ ยิ่งปฏิบัติยิ่งยึดติด จนบางคนหลงไปเลยก็มี

...ที่อาตมาสามารถปฏิบัติวิปัสสนาติดต่อกัน ๗ เดือนเต็มได้ ก็เนื่องมาจาก ตอนเรียนปริญญาตรี ถูกมหาวิทยาลัยบังคับให้ปฏิบัติ ปีละ ๑๐ วันนี้แหละ




ศาสนาพุทธ
ศาสนาพุทธ เกิดจากความกลัวแก่ กลัวเจ็บ กลัวตาย ต้องการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง และต้องการเข้าถึงสุขแท้สุขถาวรที่ไม่ต้องกลับมาทุกข์อีก (1)

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุ ๒๙ พรรษาพระองค์เสด็จออกประพาสอุทยาน ขณะที่กำลังเพลิดเพลินอยู่นั้น พระองค์ได้พบกับสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตนั่นคือ คนแก่ คนเจ็บและคนตาย ทำให้พระองค์ทรงหวั่นวิตกว่า “อีกไม่นานเราเองก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายอย่างนี้เหมือนกัน ทำอย่างไรหนอ เราจะรอดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ได้? เมื่อมีร้อนก็มีหนาวแก้ เมื่อมีมืดก็มีสว่างแก้ เมื่อมีความแก่ความเจ็บและความตาย ก็ต้องมีวิธีแก้อย่างแน่นอน เราจะหาวิธีการนั้นให้พบให้จงได้” จากนั้นพระองค์จึงตัดสินพระทัยทิ้งราชสมบัติ ทิ้งกองเงินกองทองออกจากพระราชวังไปนั่งให้ยุงกัดอยู่กลางป่า(2)


พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร?

พระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งกฎธรรมชาติว่า สัตว์ทุกชีวิตเคยเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน(3) ผู้ที่ไม่เคยเกิดเป็นพ่อแม่กันมาก่อนหาได้ยาก(4) บางชาติเกิดเป็นเทวดา บางชาติเป็นมนุษย์ บางชาติเป็นสัตว์เดรัจฉาน บางชาติเกิดเป็นเปรต/อสุรกาย บางชาติต้องตกนรก ต้องเวียนว่ายตาย-เกิดอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ตามอำนาจบุญและบาปที่ตนเองได้ทำไว้ เหตุการณ์ทุกอย่างที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ไม่มีคำว่าโชคหรือบังเอิญ ทุกอย่างเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำของเราในอดีตทั้งสิ้น(5)

เมื่อเรายังต้องเกิดอีก สิ่งที่จะตามมาด้วย คือ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์กายทุกข์ใจ ดั่งพระจาลาภิกษุณีกล่าวว่า “ ความตายย่อมมีแก่ผู้ที่เกิดมาแล้ว ผู้ที่เกิดมาแล้วย่อมประสบทุกข์ เพราะเหตุนี้แลเราจึงไม่ชอบความ เกิด”(6)
ฉะนั้น วิธีที่จะรอดพ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์ทั้ง ปวงได้ ก็มีอยู่เพียงวิธีเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ“การไม่เกิดอีก” เพราะเมื่อไม่เกิดอีก เราก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ต้องทุกข์อีกต่อไป(7)


จุดมุ่งหมายพระพุทธศาสนา
เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือ เจริญวิปัสสนาภาวนาจนบรรลุเข้าสู่ มรรค ผล นิพพาน ตัดกระแสธรรมชาติให้ขาดสะบั้นลงได้อย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง กำจัดสาเหตุที่ก่อให้เกิดการถือกำเนิดในภพใหม่(8) สิ่งที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องเกิดอีกไม่มีที่สิ้นสุดก็คือความต้องการของสรรพสัตว์เองหรือที่เรียกว่า “กิเลสตัณหา”(9)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า “ อานนท์ กรรมชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาชื่อว่ายางเหนียวในเมล็ดพืช วิญญานดำรงอยู่ได้ เพราะธาตุหยาบของสัตว์ มีความหลงไม่รู้ความจริงเป็นเครื่องปิดกั้น มีตัณหา เป็นเชื้อเครื่องผูกเหนี่ยวใจไว้ การเกิดใหม่จึงมีต่อไปอีก(10) ตัณหาทำให้สัตว์ต้องเกิดอีก จิตของสัตว์ย่อมแล่นไป สัตว์ที่ยังต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ย่อมไม่อาจ หลุดพ้นจากทุกไปได้”(11)

เมื่อมนุษย์เจริญวิปัสสนาจนเกิดมรรคจิตครบ ๔ ครั้ง ก็จะกำจัดกิเลสตัณหา ในจิตของตนเองให้หมดสิ้นไปได้อย่างสิ้นเชิง(12) เขาจะไม่ต้องเกิดใหม่อีกต่อไป เปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์มะม่วงที่มียางเหนียวอยู่ภายใน ถ้านำไปปลูกจะงอกเป็น ต้นมะม่วงได้อีก แต่ถ้านำไปต้มกำจัดยางเหนียวให้หมดไป จากนั้นนำไปปลูกโดย วิธีใดก็ตามจะไม่งอกอีกแล้ว กิเลสตัณหาในดวงจิตของเราก็เช่นกัน
แต่ถ้าหากไม่สามารถทำมรรคจิตให้เกิดครบ ๔ ครั้งได้ แม้เกิดเพียงครั้งเดียวก็จัดว่าเข้าสู่กระแสแล้ว(โสดาบัน) ก็ไม่ต้องตกนรก/ทุกข์ในอบายอีกต่อไป และจะบรรลุอรหันต์ได้เองโดยอัตโนมัติภายในระยะเวลาไม่เกิน ๗ ชาติ(13)

กรรมฐาน
กรรมฐาน เป็นศาสตร์หนึ่งที่มีอยู่ในจักรวาลเหมือนกับวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ต่างกันแต่ศาสตร์นี้ต้องศึกษาวิจัยในห้องแลปร์คือจิตล้วน ๆ และ มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ความหลุดพ้นจากทุกทั้งปวง ศาสตร์นี้เป็นกลไกที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ยากที่มนุษย์จะเข้าถึงได้ สิ่งที่สามารถเข้าถึงและแทงตลอดกฏเกณฑนี้ได้มีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือจิตที่ทรงพลานุภาพ ตามธรรมดาแล้วมนุษย์ล้วนมีจิตกันทุกคน แต่จิตธรรมดาจะกลายเป็นจิตที่ทรง พลานุภาพได้นั้นต้องอาศัยการบ่มเพาะเป็นเวลานาน คัมภีร์อรรถกถาบอกว่า ต้องใช้เวลานานถึง ๔ อสงไขยกับแสนกัปเลยทีเดียว(14) ด้วยเหตุนี้ นาน ๆ จึงจะมีดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิสักครั้งหนึ่ง โลกใบนี้อุบัติขึ้นประมาณ ๔,๕๐๐ ล้านปีมาแล้ว ซึ่งเป็นเวลาที่ยาวนานมาก แต่ดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิแค่เพียง ๔ ครั้งเท่านั้น(15) ครั้งสุดท้ายมาปฏิสนธิ เมื่อ ๒๖๒๗ ปีก่อนนี้เอง ผู้นั้นเราเรียกกันว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

เรื่องกรรมฐานนี้ มนุษย์ทั่วโลกได้พยายามค้นคว้าและเข้าถึงมานานแล้ว แต่เนื่องด้วยบารมีไม่เพียงพอจึงเข้าถึงได้เพียงครึ่งเดียว คนกลุ่มนั้นก็คือพวก ฤษีและศาสดาต่าง ๆ พวกท่านสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ มีฤทธิ์เดชมากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดกิเลสในจิตตนเองให้หมดไปได้(16) ยังมีความรัก โลภ โกรธ หลงอยู่ ท่านเหล่านี้เข้าถึงได้เพียงแค่ระดับฌานสมาบัติเท่านั้น ยังไม่สามารถเข้าถึงวิปัสสนาปัญญา บรรลุมรรค ผล นิพพานได้(17)

สมถกรรมฐาน(18) คือ การกำหนดจิตอยู่กับสิ่งใด สิ่งหนึ่งที่เหมาะสม เช่น ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เป็นต้น(19) ใส่ใจแต่เฉพาะอาการเข้า อาการออกของลมหายใจเท่านั้น โดยไม่สนใจสิ่งอื่น แม้แต่ความคิดก็ไม่สนใจหายใจเข้า หายใจออกตามปกติธรรมด่า มีสติระลึกรู้อยู่ในขณะปัจจุบัน มีสติระลึกรู้อยู่อย่างนี้นับร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้งจนจิตตั้งมั่น แนบแน่นอยู่ กับลมหายใจนิ่งเป็นสมาธิ แล้วกำหนดรู้อาการนิ่งสงบของจิต จนนิ่งเป็นอุเบกขา เมื่อถึงขั้นนี้จะน้อมจิตไปทำสิ่งใดก็จะสำเร็จได้ดั่งใจหมาย เช่น สามารถ กำหนด รู้ความคิดของคนอื่นได้เป็นต้น(20)

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช พระองค์ได้ไปศึกษาศาสตร์นี้จากสำนักฤษีต่างๆ ที่มีอยู่ในสมัยนั้นจนหมดความรู้อาจารย์ แต่เมื่อออกจากสมาธิ กิเลสตัณหาก็ยังมีอยู่เท่าเดิม ยังมีความกลัวความกังวลอยู่ พระองค์จึงตัดสินพระทัยศึกษาค้นคว้าหาวิธีดับทุกข์ด้วยพระ องค์เอง ด้วยการเจริญวิปัสสนา(21)

เมื่อเกิดวิปัสสนาปัญญญารู้แจ้งอยู่ไปตามลำดับครบ ๑๖ขั้นจะบรรลุ โสดาบัน เที่ยวที่ ๒ บรรลุสกทาคามี เที่ยวที่ ๓ บรรลุอนาคามี เที่ยวที่ ๔บรรลุพระอรหันต์เข้าถึงพระนิพพาน(22) ดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิงไม่ต้องเกิดใหม่อีกต่อไป เมื่อไม่ต้องเกิดอีกก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ต้องทุกข์ กายทุกข์ใจอีกต่อไป การตายอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย จึงเรียกว่าดับขันธปรินิพพาน ดับทั้งกายดับทั้งจิต ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

อ้างอิง..พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(เล่มที่ / หน้าที่)
1ไตรปิฎก.๒๕/๔๗๖,๓๑/๔๐๐
2 ดูรายละเอียดใน ไตรปิฎก.๑๐/๑-๑๐
3 ไตรปิฎก.๑๖/๒๒๓
4 ไตรปิฎก๑๖/๒๒๗
5 ไตรปิฎก๑๔/๓๕๐-๓๖๕
6 ไตรปิฎก๑๕/๒๒๓
7 ไตรปิฎก๑๙/๕๓๔
8ไตรปิฎก.๑๑/๒๒๒ ,อรรถกถาอังคุตตรนิกาย(บาลี)๑/๑๖๔
9 ไตรปิฎก๑๕/๖๘
10 ไตรปิฎก.๒๐/๓๐๑
11 ไตรปิฎก๑๕/๗๐
12 ไตรปิฎก.๓๑/๙๗
13 ไตรปิฎก.๑๙/๕๔๔, ๑๔/๑๘๖, ๒๐/๓๑๕, ๒๕/๑๒
14 วิสุทฺธชนวิลาสินี(บาลี)๑/๑๒๐
15 ไตรปิฎก.๓๓/๗๒๓
16 ไตรปิฎก.๒๐/๓๘๐
17 ไตรปิฎก.๑๓/๓๙๖,อรรถกถามัชฌิมนิกาย(บาลี) ๑/๑๙๙
18 วิสุทฺธิมรรค(บาลี)๑/๑๓๒-๑๔๙
19 ไตรปิฎก.๑๒/๑๐๑
20 ไตรปิฎก.๑๐/๑๔๒, ๒๒/๓๖
21 ไตรปิฎก.๑๙/๔๖๑,อรรถกถาอังคุตตรนิกาย(บาลี)๑/๘๑๓๓
22 ไตรปิฎก.๓๑/๑-๑๖,๒๕/๗๒๐
http://dungtrin.com/

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
เจเจค่ะ วันที่ : 25/04/2007 เวลา : 23.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/jj
Completely support 137 


พระ

ธรรมะ

วินัย


พระธรรมวินัย หรือ ???


ความคิดเห็นที่ 10 (0)
Awesomelessness วันที่ : 25/04/2007 เวลา : 22.24 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/awesomeness
Voice from the Instinct... อยากให้ทุกคนลองเข้ามาอ่านนะครับ...

มารศาสนาทั้งนั้น ทั้งพวกจตุคามและกลุ่มนี้

พระธรรมต้องการให้ละเรื่องทางโลก สุดท้ายเพราะมารศาสนาพวกนี้ทำให้ศาสนาพุทธไม่ต่างกับการเมืองเศษขยะของไทยนั่นเอง

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ขุนลักษณ์ วันที่ : 25/04/2007 เวลา : 19.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/localisaan

เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
พ่อลูกนิวส์ วันที่ : 25/04/2007 เวลา : 18.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/homeschool

พระนักปฎิบัติ มักอยู่ในป่าและพัฒนาผู้อื่น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
เสดพีร์ วันที่ : 25/04/2007 เวลา : 18.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chao
*+* เพียงแวะเข้าไปทัก..เราก็แอบฮักคุณอยู่ ในใจ._/|\_.

ลองอ่านนี่ประดับ "ความรู้" ดูครับ

http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=25/Apr/2550&news_id=141266&cat_id=200


ก่อนหน้านั้นอีก 3-4 ตอนครับ ลองอ่านให้จบนะครับ ได้ "ความรู้" เยอะเลย

http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=20/Apr/2550&news_id=141043&cat_id=200


http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=21/Apr/2550&news_id=141090&cat_id=200


http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=23/Apr/2550&news_id=141169&cat_id=200

http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=24/Apr/2550&news_id=141213&cat_id=200

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
หยดน้ำ วันที่ : 25/04/2007 เวลา : 18.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/diheart

เนื้อหาตรงใจจริง ๆ

พระสงฆ์องค์เจ้าก็ไม่รู้สถานภาพตัวเองเล้ยย
สิ่งที่ควรทำ ก็ไม่ทำ
ทำอะไรกันก็ไม่รู้

พุทธพาณิชย์เอย
พระทำผิดวินัยสงฆ์เอย
พระมั่วสีกาเอย
พระเสพ + ค้ายาบ้าเอย
และอื่น ๆ อีกมากมายที่ควรเร่งแก้ไข
ทำไมไม่ทำกัน !!


ความคิดเห็นที่ 5 (0)
สิงห์หลบใน วันที่ : 25/04/2007 เวลา : 18.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yuth

นี่แหละปัญหาที่ควรจะแก้ไขมากกว่านะครับพี่ชาลี เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
BlueHill วันที่ : 25/04/2007 เวลา : 17.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

แล้วการความไม่เหมาะสมที่เกิดขึ้นในบางวัดละครับ เช่นในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา มีการเต้นโคโยตี้ และขายสุรา กระทั่งพฤติกรรมของพระสงฆ์บางรูปที่ถูกจับสึกละครับ แต่ละท่านจะแก้ปัญหานี้อย่างไร หรือว่ามีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว วงการพระสงฆ์จะดีขึ้น คนจะนับถือพระมากขึ้น คนจะเข้าวัดฟังธรรมมากขึ้น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
สิงห์หลบใน วันที่ : 25/04/2007 เวลา : 17.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yuth

เห็นด้วยกับท่านลูกเสือเจอหลาด

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
su วันที่ : 25/04/2007 เวลา : 17.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suwest


นิมนต์พระคุณเจ้าล่วงหน้าไปก่อน เดี๋ยวพวกกระผมจะตามไป....โห่ฮิ้ว.

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 25/04/2007 เวลา : 17.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ท่านคงเป็นทุกข์...หากไม่มี(แค่)เขียนในรัฐธรรมนูญ
ทั้งที่ท่านควรจะเขียน"ในใจ"ของชาวพุทธ ให้ได้

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน