• ZhangWawa
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2014-04-14
  • จำนวนเรื่อง : 65
  • จำนวนผู้ชม : 43699
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2 คน
ZhangWawa
Welcome to my diary
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/zhangwawa
วันจันทร์ ที่ 14 สิงหาคม 2560
Posted by ZhangWawa , ผู้อ่าน : 345 , 00:06:08 น.  
หมวด : ไดอารี่

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เชื่อว่าไม่มีใครอยากเขียนเรื่องแย่ๆลงอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตตัวเอง แต่ว่า มันจะมีค่าอะไรถ้าเราจะเก็บเรื่องแย่ๆของเรา ที่สอนคนอื่นได้ไว้แค่กับตัวเอง ถ้าเกิดว่าเรื่องของเรา สามารถเป็นแผนที่ให้ใครสักคนได้อ่านได้ แล้วให้เขามี “โอกาส” ได้เลือกว่าจะเอาอย่างไหน มันก็ดีกว่าการขับรถไปในที่ๆไม่เคยมีใคร(บอกว่า)มีคนตายจนต้องติดป้ายว่า “โค้งอันตราย โปรดลดความเร็ว” คนก็จะมีคนต้องตายต่อไปเรื่อยๆ
 
 
เรื่องราวที่ว่ามันผ่านมาประมาณนึง ความจริงมันก็ผ่านมาไม่กี่ปีเท่านั้น มันเกิดขึ้นตอนที่อยู่ปี 4 ช่วงเวลาที่รู้สึกว่ามันแย่ที่สุดแล้วในชีวิต (ซึ่งเชื่อว่าไม่ใช่แน่นอน) เพราะการที่รู้ว่าพ่อมีเมียน้อย (ขอเรียกว่ากิ๊กต่อไปจะสุภาพกว่า) ในตอนนั้นก็รู้สึกว่าถูกทรยศ ในขณะที่เราใส่ยกทรงที่ไม่ได้ซื้อใหม่มานานหลายปี พ่อกลับเสียเงินหลายพันเพื่อซื้อยกทรงให้ผู้หญิงคนหนึ่งในราคาเป็นพัน
 
 
ในภายนอกคนจะมองว่าเราเป็นคุณหนู เรามีชีวิตดี เรามีฐานะ แต่ในความจริงใครจะรู้ว่าเรานั้นประหยัด และทะนงตนในการใช้เงินมากแค่ไหน ถึงขั้นว่าแฟนเก่าต้องออกเงินให้นั่งรถเมลล์ เพราะตอนนั้นจะรอแต่รถเมลล์ฟรีอย่างเดียว แม้ว่าแฟนเก่าจะบอกว่า นั่งรถราคาแค่ไม่กี่ 10 บาท แต่ในความคิดเรา 10 บาทไม่ใช่เงินที่เราหามาเอง แต่เป็นของพ่อแม่
 
 
ใครจะรู้ว่า อย่างเราเคยโดนพ่อถีบไถลไปกับพื้น สมัยนั้นถ้าจำไม่ผิดก็คงประถมหรือเปล่า? เพราะเราไปอุ้มไก่ ไม่เชื่อ แล้วพ่อกลัวจะตาบอด (ในตอนนั้นยอมรับว่าไม่เจ็บหรอก แต่งงๆ แต่มาตอนนี้ ก็รู้สึกว่าพ่อทำถูกสัก 99.9 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 0.1 เปอร์เซ็นคือการทำเกินกว่าเหตุ) ต่อมาสมัยมัธยม เราเข้าใจผิดว่าให้มารอที่โตโยกิ 86 รามคำแหง คือที่ตั้งของบริษัทปู่เรา เท่าที่จำได้คือเดินลงมาแล้วโดนตบก่อนเลย ด้วยเหตุผลที่ว่า เราเข้าใจผิดเรื่องสถานที่นัด (ความจริงคือต้องไปที่เดอะมอลล์บางกะปิ) ซึ่งนั่นก็เป็นอีกครั้งที่โดนใช้กำลัง แต่รู้สึกว่าครั้งนี้จะทำเกินกว่าเหตุไปมาก
 
 
เราจำได้ว่าตั้งแต่เด็กเราพยายามขอให้พ่อแม่ให้เงินเราปกติ เพราะเรากลัวว่าถ้าเราติดสบายมากไป มีเงินมากไป เราจะลำบากในภายหลัง ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น (คือได้เงินมาแบบไม่ขอเพิ่มอัตราพิเศษ) ในขณะที่เราเห็นใจ เราพยายามประหยัดทุกอย่าง พ่อไม่ค่อยพาพวกเราแม่ลูกไปกินอะไรมากนัก เวลาไปกินก็ไม่รู้หรอกว่าไปกินด้วยสภาพจิตใจแบบไหน หน้าที่หรืออยากไป อันนี้ไม่รู้จริงๆ แต่เวลากิ๊ก ก็น่าจะยินดีที่จะไปไหนมาไหนด้วย มันต่างกันมาก พาไปเมืองนอก ซื้อของให้ ซื้อรถให้
 
 
หลายๆอย่างมันทำให้เราขำ ที่เขาว่าเราว่า เราสุขสบายมาก เหมือนอีกฝ่ายกระแนะกระแหนเราอ่ะนะ ว่าเราสบาย แต่เอาเข้าจริง ก็ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่สบายกว่ากัน
 
 
มีครั้งหนึ่งที่เรายังจำได้ว่า “เขาไม่มีพ่อ เขาน่าสงสาร” มาตอนนั้นเราก็อยากบอกไปว่า “แล้วคนที่โดนแย่งพ่อไป ใครน่าสงสารกว่ากัน?” แต่มันก็ยังเป็นคำถามที่ไม่เคยพูดออกไป
 
 
มาถึงตอนที่ญาติหลายคนแนะนำให้เราพูดดีๆเพื่อเอาเงินพ่อ แต่เราก็ยืนกรานว่า เราไม่ทำ เพราะนั่นก็ไม่ต่างจากคนที่ประจบเพื่อเอาเงิน มันไม่ใช่รัก ถ้าเราทำ ก็แปลว่าเราไม่ได้รักพ่อเลย เราแฟร์พอที่จะไม่โดนรัก มากกว่าที่จะไปหลอกพ่อ
 
 
เงินไม่ใช่ทุกอย่าง และถ้าพ่อไม่รักก็ไม่เป็นไร พ่อจะย้ายไป ไปอยู่กับคนอื่น หรือจะทิ้งเรา ก็ไม่สำคัญเลย มันไม่ใช่อะไรแบบนั้น
 
 
เราไม่เคยดูแลพ่อ เราไม่เคยถามพ่อว่าเหนื่อยไหม ไม่เคยคุยกับพ่อ ก็ยอมรับว่าเป็นลูกที่แย่ แต่รักของเราคือการไม่ทำให้พ่อแม่เดือดร้อน การไม่ทำให้พ่อแม่ลำบากใจมากหรือเสียใจมากๆ การไม่ทำตัวให้เสื่อมเกียรติยศของตระกูลและพ่อแม่ ตั้งใจเรียน พยายามใช้ชีวิตให้ดี พยายามเดินบนทางที่ถูก ถึงมันจะยากและทำไม่ค่อยจะได้ดีมากนัก แต่นั่นคือรักที่เราคิดว่าให้พ่อแม่ได้ดีกว่าคำพูด
 
 
ไม่เคยต้องการให้พ่อรัก แต่ต้องการให้พ่อทำในสิ่งที่ถูกต้อง
 
 
สิ่งที่ถูกต้องไม่ใช่การเลือกลูกหรือเมียหลวง แต่สิ่งที่ถูกต้องคือถูกต้องตามศีล 5 ในขั้นพื้นฐานที่สุด
 
 
ในหลายๆวันก่อนที่พ่อบอกว่าจะตัดเงินที่สนับสนุนมาตลอด แต่เข้าใจเพราะเราก็ปากดีเองที่ว่าอยู่ได้ แต่เราก็คิดนะ ว่าจะเอาเงินนั้นมาเปิดบัญชีอีกธนาคารหนึ่งแยกต่างหาก เป็นค่ารักษาพยาบาลให้ตัวพ่อเอง เพราะพ่อใช้ชีวิตประมาทไป พ่อ คนเราไม่ตายง่ายแบบนั้นหรอก พ่อคิดน้อยเกินไปถ้าจะคิดว่าตัวเองจะตายไปเลย การที่ไม่เก็บเงินไว้เผื่อตอนตาย และหาความสุขใส่ตัวโดยไม่คิดถึงศีลและธรรม เป็นเรื่องที่ประมาทอย่างยิ่ง ด้วยอย่างนั้นเลยรู้สึกเสียใจ ที่ว่าเงินหลายบาทหลายสตางค์ลงทุนกับคนอื่นได้ แต่กับที่ให้ลูกนั้นไม่ได้ ทั้งๆที่ลูกตั้งใจเก็บไว้เผื่อวันหนึ่งเงินนั้นจะเป็นค่ารักษาพยาบาลที่จำเป็นต้องใช้ (ก็ทำให้เสียดายมาก เพราะถ้าฝากกับเราเงินไปหายไปไหน เพราะเราไม่ค่อยได้ใช้ และเราเป็นลูก แต่กับคนอื่นนี่ไม่รู้) แต่อย่างว่านี่มันแค่ลมปาก ถึงเวลาจริงๆเราทำได้ไหม นี่ก็เป็นเรื่องที่คนเขียนต้องก้มหน้าและยอมรับว่าไม่รู้เหมือนกัน เราอาจจะเป็นลูกเลวๆก็ได้
 
 
เพราะมีครั้งหนึ่งเคยบอกแม่ว่า ขอให้แม่ดูแลตัวเองให้ดี เพราะเราคงไม่กตัญญุูถึงขั้นจะขายบ้าน ขายรถรักษาเพื่อยื้อชีวิตไว้ให้ได้ เราไม่ดื้อด้านขนาดนั้น เพราะงั้นอย่าใช้ชีวิตประมาท เพราะเราเองทุกวันนี้ก็ไม่ประมาทเหมือนกัน เพราะถ้าเราป่วย สิ่งที่เสียคือเงินและเวลา แล้วตอนนี้ใครล่ะที่หาเงินมาให้ก็พ่อแม่ ดังนั้นต้องไม่ให้ท่านลำบาก ถึงให้ลำบากก็ต้องน้อยที่สุด จึงยอมควักเงินตัวเองเป็นหมื่นเพื่อรักษาโรคที่ตัวเองเป็นอยู่ อย่างน้อยให้ทุเลา เพราะถ้าพ่อแม่ป่วย เราป่วย ไม่มีใครดูดำดูดีใครหรอก เพราะต่างคนต่างป่วย ยิ่งมีแต่แย่ลง สิ่งสำคัญคือ “รักและดูแลตัวเอง ไม่มีใครรักและดูแลตัวเราได้ดี เท่ากับตัวเราเอง”
 
 
มันมีหลายเรื่องที่ทำร้ายจิตใจเรามาก แต่ถึงอย่างนั้นทุกอย่างกลับหายไปได้ด้วยคำว่า “บุญคุณพ่อแม่ยิ่งใหญ่มหาศาล” นั่นก็จริง จริงอย่างมาก ปฏิเสธไม่ได้เลย ทุกวันนี้มีสมอง มีปัญญา มีร่างกาย มีทุน มีการศึกษา ด้วยพ่อแม่ให้มาทั้งสิ้น ไม่มีใครให้ พ่อแม่คือผู้อุปการะที่สุดแห่งโลกของลูกทุกคน เวลาที่โกรธพ่อแม่ เวลาที่รู้สึกไม่ดีต่อพ่อแม่ ขอให้คิดอย่างนี้ว่า “พ่อแม่คือผู้มีบุญคุณที่สุดในโลก ที่เหลือเป็นเวรกรรมที่เราต้องแก้และพาตัวเองไปในทางเจริญเองเท่านั้น” อยากให้ลูกทุกคนที่เกลียดหรือว่ากล่าวพ่อแม่ ให้มองสักนิดเถิดว่าตัวเองอยู่ไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ถ้าพ่อแม่ไม่ตั้งใจให้มีชีวิตอยู่ ทารกไม่อาจหาอาหารกินเองได้ ทารกไม่อาจเกิดได้ด้วยตัวเอง
 
 
ความจริงเรื่องราวในชีวิตมีหลายอย่าง เอาเข้า บางคนว่ารันทด แต่บางคนก็ว่าตัวเองเจอหนักกว่า เพราะอะไรนะหรือ เพราะแต่ละคนเจอมาไม่เท่ากัน แต่อย่างที่พี่ชายพูดเสมอ ว่า “ไม่ใช่ว่าเราเจอเรื่องไม่ดี แล้วเราจะมองมันธรรมดา จนเมตตาคนอื่นเขาไม่เป็น”
 
 
ประโยคนี้ หมายถึง หลายคนมองว่าตัวเองโดนเรื่องแย่ๆมามาก และเมื่อคนอื่นโดนหรือทำกับคนอื่น ก็จะคิดว่าตัวเองยังผ่านมาได้ ทำไมคนๆนี้จะผ่านไม่ได้ คือมันไม่มีเมตตา ถ้ามีเมตตาก็จะเป็นเมตตาที่เอาดีเข้าตัวเอง เหมือนการที่คุณสั่งสอนเด็กผู้หญิงให้มีชีวิตแบบทหาร ทั้งที่เด็กคนนั้นไม่ได้จะไปเป็นทหาร แม้ว่าการสั่งสอนด้วยกฏระเบียบที่เคร่งครัดจะมีประโยชน์ แต่เด็กอาจขาดในส่วนของความรัก ความเมตตา หรือในสิ่งที่เด็กควรได้รับในวัยที่ยังเป็นเด็ก ถ้าสถานการณ์ไม่ได้บังคับว่าคุณจะต้องเป็นคนแบบนี้ถึงจะมีชีวิตรอด การเลี้ยงดูตามหน้างาน ตามสถานการณ์น่าจะมีประโยชน์กว่าการพยายามหล่อหลอมให้แข็งแกร่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
 
 
เอาจริงๆคนเรามองคนอื่นจากเปลือกก่อน แล้วก็เอาไปคิดในมุมมองของตน ปรุงแต่งคนๆนั้นจากความคิดตัวเอง ก็อาจจะเหมือนผู้เขียนนี่แหละ ที่เขียนออกมาจากมุมมองของตัวเอง ในความจริง สมมติถ้ามีหนังสือสองเล่ม ที่เขียนจากคนสองคนที่มีเหตุการณ์ร่วมเกิดขึ้นซึ่งกันและกัน มันจะทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น
 
 
จงจำไว้ว่า เรื่องทั้งหลายล้วนมีมุมมองของมันเอง และมีมุมมองอีกหลายมุมทั่วโลก ตราบเท่าที่ยังมีคนคอยวิจารณ์มัน คุณไม่อาจตัดสินอะไรได้เลยจากหนังสือเล่มเดียว และต่อให้มีอีกหลายเล่ม ก็ยังยาก มันจึงเป็นเรื่องที่คุณไม่ควรจะเข้าข้างใคร หรือว่าใครดีหรือเลว ทุกคนมีชะตากรรมของตัวเอง มีหนังสือของตัวเอง ในมุมมองของตัวเอง คุณอาจจะมีหน้าที่แค่อ่านมันแล้วปรับใช้กับรูปแบบหนังสือ(ชีวิต)ของคุณเท่านั้น นั่นคือสิ่งที่คุณทำได้ดีที่สุด
 
 
ขออนุโมทนาบุญในใครก็ตามที่อ่านเรื่องนี้แล้วมีสติระลึกในธรรมและเจริญในศีล 5 ได้สมบูรณ์
 
 
ขอให้มีความสุขสงบในชีวิตและจิตใจของทุกท่าน
ขอบคุณ




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน