• mr.zakkman
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : mr.zakkman@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-19
  • จำนวนเรื่อง : 24
  • จำนวนผู้ชม : 99853
  • ส่ง msg :
  • โหวต 53 คน
รถซอกแซก
แนวคิดใหม่ของยานพาหนะส่วนตัว สำหรับการเดินทางในเมืองใหญ่ยุคเศรษฐกิจพอเพียง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/zokzak
วันจันทร์ ที่ 24 กันยายน 2550
Posted by mr.zakkman , ผู้อ่าน : 6077 , 09:06:02 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

วันนี้คงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงกฎหมายเรื่องจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า ขอสารภาพตามตรงว่าผมรู้สึกท้อแท้ และเริ่มจะหมดหวังกับความสามารถต่อการยืนหยัดและต่อสู้ทางเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงในอนาคต
..แค่กฎหมายข้อเดียว อะไรมันจะร้ายแรงขนาดนั้นเชียวหรือ ?
ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆครับ มันสะท้อนให้เห็นระบบและหลักการวิธีคิดของการพัฒนาบางส่วน เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ..ตะปูขึ้นสนิมอันนิดเดียว ยังอาจทำให้ต้องตัดขาทิ้งกลายเป็นคนพิการได้ ถ้าไม่ตระหนักหรือไม่สนใจที่จะรักษาบาดแผลหรือรักษาผิดๆถูกๆตามความคิดของตัวเอง
..มันจะเป็นไปได้ยังไง ?
ผมจะขอเสนอในตอนท้ายของเรื่องนี้แล้วกันนะครับ ลองมาดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบันนี้กันก่อนครับ

"รถซอกแซก" ทั้งสองคันในรูปข้างล่างนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งในหลายร้อยยี่ห้อที่ผลิตในประเทศจีน ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเพียง 3 kw. วิ่งได้เร็วกว่า 55 กม./ชม. ทั้งคู่ ราคาต่างกันประมาณหนี่งแสนบาท อยากใช้คันไหนมากกว่ากันครับ

ทั้งสองแบบวิ่งได้ในประเทศจีน อินเดีย ยุโรปและในสหรัฐอเมริกาด้วย แต่สำหรับประเทศไทยเราสามารถใช้ได้แต่แบบสามล้อครับ (ต้องเปลี่ยนมอเตอร์เป็น 4 kw. ก่อน) แบบสี่ล้อผิดกฎหมายไทย เพราะใช้มอเตอร์ขนาดเล็กกว่า 15 kw. ตามที่กรมการขนส่งทางบกบังคับถึง 5 เท่า (แต่ก็ยังวิ่งได้เร็วกว่าที่กรมฯกำหนด) ซึ่งผมขอบอกตรงๆว่าไม่เข้าใจหลักการวิธีคิดและเหตุผลของการออกกฎหมายข้อนี้ ทำไมต้องทำให้แตกต่างอย่างมากกับประเทศอื่นๆที่ว่ามาข้างบนนี้และอีกหลายประเทศด้วย

ส่วนข้างล่างนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าสี่ล้อที่ผลิตในจีนเช่นกัน แต่คันนี้เข้าเกณฑ์ของกรมการขนส่งฯที่ให้จดทะเบียนได้ เพราะใช้มอเตอร์ขนาด 15 kw. พอดีเป๊ะ สามารถวิ่งได้เร็วกว่า 80 กม./ชม. ถ้านำเข้ามาขายในไทยราคาคงตกเกือบๆล้านบาท เพราะต้องบวกด้วยสารพัดภาษีเช่นเดียวกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน แต่ถ้าบริษัทใหญ่ๆนำเข้าอาจต่อรองราคาได้จนสามารถตั้งราคาขายแข่งกับรถยนต์ขนาดเล็กในตลาดปัจจุบันได้ (หรือว่าเจรจาเสร็จไปแล้วก็ไม่ทราบ) ถ้าเดือนหน้านำเข้ามาขายก็วิ่งบนถนนได้เลย ยิ่งถ้าทำให้กรมศุลกากรลดภาษีนำเข้าได้อีก รถแบบนี้จากประเทศจีนก็จะไหลเข้ามาในประเทศไทยสวนกับเงินของเราที่ไหลออกไปที่ประเทศจีน

..ถ้าอย่างนั้นเราก็ผลิตเองไม่ได้หรือ? จะได้ไม่ต้องบวกราคารถด้วยภาษีนำเข้า ประชาชนจะได้สามารถซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ได้..
ก็ขอตอบแบบฟันธงเลยว่า ถ้าเป็นสองแบบแรก เราผลิตได้แน่ เพราะโครงสร้างตัวถังไม่ต้องใช้เทคโนโลยี่สูงมาก แต่ถ้าผลิตแบบสี่ล้อต้องส่งออกเท่านั้น ถ้าขายในประเทศก็ต้องวิ่งหลบๆซ่อนๆแบบรถซาเล้งติดเครื่อง ออกมาวิ่งบนถนนไม่ได้ เพราะไม่มีทะเบียนโดนตำรวจจับแน่ เหลือแต่แบบสามล้อเท่านั้นที่คนไทยสามารถนำมาวิ่งบนถนนได้ ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าสวยๆแบบคันสุดท้าย ตอบแบบฟันธงอีกทีว่าเราผลิตเองไม่ได้แน่ เฉพาะน้ำหนักมอเตอร์บวกแบตเตอรี่ก็ร่วมครึ่งตันเข้าไปแล้ว บวกกับความเร็วของรถที่มากกว่า 80 กม./ชม. ถ้าจะให้ตัวรถมีความปลอดภัยตามมาตรฐาน ต้องมีโครงสร้างตัวถังและระบบรองรับที่แข็งแรงแบบรถยนต์ทั่วไป แต่เราไม่เหมือนประเทศจีน มาเลเซีย อินเดีย เกาหลี ที่พวกเขามีโรงงานผลิตตัวถัง ผลิตรถในยี่ห้อของเขาเอง แต่เราไม่มีเลย เราแค่ประกอบตัวรถให้ญี่ปุ่น สหรัฐ เยอรมัน และสวีเดน เท่านั้น เราไม่มีรถยี่ห้อของเราเองเลย ไม่มีโรงงานและเทคโนโลยี่ผลิตตัวถังของเราเอง แล้วเราจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบนี้เองได้ยังไง ถ้าจะเริ่มออกแบบเริ่มวิจัยกันตอนนี้ก็คงต้องรออีก 5 ปี อาจจะเริ่มผลิตได้

สรุปคือ วันนี้ เราไม่มีทางได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าคันเล็กๆราคาถูกเหมือนประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้แล้ว ยังไม่ต้องไปเทียบกับยุโรปและอเมริกาหรอกครับ ในขณะที่ทั่วโลกเขากระตือรือล้นในการลดการใช้เชื้อเพลิงและทำทุกทางเพื่อแก้ปัญหาเรื่องโลกร้อนอย่างเข้มข้น เราก็ทำกับเขาเหมือนกัน แต่เราทำแบบไทยๆ จัดงานเชิญผู้ใหญ่ ปล่อยลูกโป่ง ตัดริบบิ้น หยุดใช้รถปีละหนึ่งวัน ดับไฟสองชั่วโมงอีกปีละหนึ่งวัน หรือออกสปอตโฆษณาทีวีสัก 7 วัน แต่การกำหนดนโยบาย การปฎิบัติงาน การสร้างกฎเกณฑ์ข้อบังคับสำคัญๆหลายเรื่อง กลับเป็นไปอีกแบบหนึ่ง

ในที่สุด รถยนต์ที่ประหยัดที่สุดของคนไทยตอนนี้ก็คือ Toyota Vios หรือ Honda City แล้วต่อไปอีก 3 ปีก็รอ Eco-Car ของ Toyota และ Honda ในอนาคตถ้าโชคดี เราอาจได้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจาก Toyota และ Honda และอาจจะมียี่ห้ออื่นๆของจีน อินเดีย มาเลเซีย เกาหลีเข้ามาขายด้วย อาจร่วมทุนกับบริษัทคนไทยก็ได้ แต่ก็คงเฉพาะกับบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับพันล้านด้วยกันเท่านั้น และก็เพื่อระบายขายสินค้าเอาเงินส่วนใหญ่กลับประเทศเขาไป ก็เหมือนบริษัทรถยนต์ทั้งหมดในประเทศไทยตอนนี้

ในอนาคตอีก 10-20 ปี รถยนต์จะเปลี่ยนจากการใช้เครื่องยนต์แบบปัจจุบันไปใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนแทน ประเทศต่างๆที่กล่าวมานั้น ใช้เวลานับสิบปีก่อนหน้านี้ เพื่อพัฒนาผู้ผลิตรถยนต์รายเล็กรายน้อยขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์ในยี่ห้อของตัวเองได้สำเร็จ จนสามารถส่งไปขายได้ทั่วโลก โดยเฉพาะจีนและอินเดียที่รัฐบาลสนับสนุนเต็มที่จนสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบนี้ออกไปขายทั่วโลกแล้ว

สำหรับประเทศไทย ที่เรียกตัวเองว่าเป็น Detroit of Asia กลับไม่เคยพัฒนาผู้ผลิตรถยนต์ของตัวเองได้สำเร็จเลย ดูเหมือนจะพอใจกับการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนประกอบปลีกย่อยและการรับจ้างประกอบรถให้กับบริษัทต่างชาติเท่านั้น จนถึงปัจจุบันก็ยังออกแบบทำตัวถังเองไม่ได้ สร้างเครื่องยนต์ไม่ได้ ผลิตระบบเกียร์ไม่ได้ ทำได้แต่ชิ้นส่วนบางอย่างเท่านั้นตามแต่ผู้ผลิตรถจะสั่งให้ทำอะไร ชิ้นส่วนหลักๆที่สำคัญเขาก็ไม่ถ่ายทอดความรู้มาให้และเก็บไว้ทำเอง

แต่นับจากนี้ไปเทคโนโลยี่และพันธุกรรมของยานยนต์จะถูกเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เนื่องจากปัญหาเรื่องเชื้อเพลิงและสิ่งแวดล้อม จนทำให้การออกแบบและผลิตระบบขับเคลื่อนของรถยนต์เกือบจะต้องเริ่มต้นกันใหม่ ซึ่งเป็นโอกาสที่หาไม่ได้อีกแล้วในรอบร้อยปีที่คนไทยหรือบริษัทคนไทยจะสามารถสลัดพ้นพันธนาการและสามารถจะเริ่มต้นยืนหยัดด้วยการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง แต่โอกาสนี้ได้ถูกปิดลงแล้วอย่างรวดเร็ว โดยราชการไทย คนไทยหรือบริษัทไทยที่พอจะมีขีดความสามารถที่จะออกแบบและผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กได้ ก็ถูกคุมกำเนิดและทำหมันไปเบ็ดเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วยกฎหมายฉบับนี้ ดังนั้นโอกาสที่จะสะสมทุนและเทคโนโลยี่เพื่อพัฒนาต่อไปสู่การผลิตรถยนต์เต็มรูปแบบด้วยชื่อยี่ห้อของตัวเองในอนาคต ก็ได้ถูกตัดตอนไปแล้วเช่นกัน

เศรษฐกิจของประเทศไทยส่วนนี้ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลก็ยังมีความเสี่ยงที่จะต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทรถยนต์ต่างชาติเพียง 3-4 บริษัทต่อไป วันหนึ่งข้างหน้าเมื่อข้อตกลงทางภาษีของ WTO และ AFTA มีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ ถ้าเวียดนามหรือมาเลเซียหรืออินโดนิเซียให้ข้อเสนอหรือมีสภาพแวดล้อมที่จะช่วยสร้างผลประโยชน์ให้กับบริษัทเหล่านี้ได้ดีกว่า มีเหตุผลอะไรที่เขาจะไม่หยุดการลงทุนหรือทิ้งประเทศไทยไป ผมไม่คิดว่าเขาจะผูกพันอะไรลึกซึ้งกับประเทศไทยมากไปกว่าผลกำไรของบริษัท ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเหล่านี้จะพูดภาษาไทยได้บ้างหรือเปล่า ฐานใหญ่ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนทรัพยากรของประเทศอย่างแท้จริง ทั้งวัตถุดิบหลัก ความรู้ที่จำเป็น และบุคคลากรระดับมันสมอง ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้สร้างผลประโยชน์ให้ประเทศชาติอย่างยั่งยืน นอกจากช่วยเพิ่มจำนวนตัวเลขทางสถิติให้อย่างน่าตื่นเต้น

ผมจึงยังมองไม่ออกว่าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์อะไรกับกฎหมายข้อนี้ ตรงกันข้าม กลับเป็นประโยชน์ในระยะยาวกับบริษัทรถยนต์ต่างชาติหรืออย่างดีก็เป็นบริษัทไทยขนาดยักษ์สองสามบริษัทเท่านั้น ทั้งหมดนี่ยังไม่ต้องพูดถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการเสียโอกาสที่จะได้ประโยชน์จากการแก้ไขปัญหาเรื่องพลังงานและเรื่องโลกร้อนซึ่งถือเป็นวาระเร่งด่วนของโลกร่วมกับประชาคมโลกอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดวิธีหนึ่งอีกด้วย ผมก็หวังว่ากฎหมายข้อนี้จะถูกเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว อาจต้องรอให้บริษัทที่พัฒนารถแบบนี้(เท่าที่ผมรู้จักก็มีประมาณ 5-6 บริษัท และน่าจะมีที่ซุ่มๆทำอยู่อีก) เข้าไปล๊อบบี้กรมการขนส่งฯให้ได้สำเร็จเสียก่อน หรืออาจต้องรอความหวังจากอธิบดีคนใหม่หรือรัฐมนตรีคมนาคมคนใหม่ที่จะออกประกาศแก้ไขกฎหมายเรื่องนี้ ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็คงต้องเอาเงินบาทไปซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนมาใช้ ก็จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายและน่าเศร้าใจเป็นอย่างมาก เพราะเราสามารถผลิตได้แต่กลับใช้เองไม่ได้ ต้องไปซื้อรถอีกแบบหนึ่งจากประเทศอื่นมาใช้ คิดไปคิดมาเหมือนราชการของเราทำงานให้ประเทศอื่นยังไงไม่รู้

ทำยังไงได้ล่ะครับ? เรามันคนธรรมดาตัวเล็กๆ ไม่มีเรี่ยวมีแรงเท่าไหร่ ถ้าประเทศไทยจะออกไปสู้กับประเทศยักษ์ใหญ่ข้างนอก ก็มีทางเดียว คือเราต้องสามัคคีกันทั้งหมดทุกส่วน ทั้งผู้บริโภค ผู้ผลิต และผู้ออกกฎ แต่ถ้าผู้ผลิตพยายามทำ ผู้ซื้อไม่เห็นประโยชน์ส่วนรวม ผู้ออกกฎไม่ให้ความสำคัญ ก็ตอบได้คำเดียวว่า จบ.


photo by Thermos





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ปกป้อง วันที่ : 06/01/2008 เวลา : 10.01 น.
www.interhomeproperty.com

เป็นกำลังใจ ให้เจ้าของ blog รถซอกแซก ครับ เรื่องราวของรถประหยัดพลังงานยังมีอีกเยอะครับ ตอนนี้เราก็ทำได้อย่างเดียวคือ เอาความรู้ดีๆ แบบนี้มาบอกเพื่อนในblog ครับ...

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
mr.zakkman วันที่ : 26/10/2007 เวลา : 10.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/zakk
http://www.oknation.net/blog/zokzak


รถบรรทุกคันนี้ใช้มอเตอร์ 17.5 Kw วิ่งได้เร็ว 50 กม./ชม. ตามสเปคกรมการขนส่งฯที่บังคับกับรถสี่ล้อทุกชนิด !! เปรียบเทียบง่ายๆว่า ถ้าจะผลิตรถคันเล็กๆขนาดรถมิร่า ต้องใส่ "เครื่องยนต์รถบรรทุก" กรมฯจึงจะตีทะเบียนให้วิ่งบนถนนได้
ออกกฎแบบนี้ ต้องเรียกว่า "พยายามฆ่า" การผลิตและใช้รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กของประเทศไทย สวนทางนโยบายการประหยัดพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่เสียเงินโฆษณาออกทีวีซะโก้ ต้องเรียกว่า "พูดอย่างทำอย่าง"

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
mr.zakkman วันที่ : 06/10/2007 เวลา : 12.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/zakk
http://www.oknation.net/blog/zokzak

เมื่อคืนเห็นทีวีออกข่าวสั้นๆว่า กรมการขนส่งฯรับตีทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว แต่ต้องวิ่งได้เร็วกว่า 45 กม./ชม. เพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร แต่ไม่ได้พูดเรื่องกำลังของมอเตอร์

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
mr.zakkman วันที่ : 01/10/2007 เวลา : 11.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/zakk
http://www.oknation.net/blog/zokzak


คันนี้ใช้มอเตอร์แค่ 3.5 kw. ให้บริการผู้โดยสาร กำลังวิ่งทดสอบที่ฟิลิปปินส์ เป็นรถสี่ล้อคันใหญ่เลยครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 24/09/2007 เวลา : 11.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

แวะมาทักทาย สุขสันต์วันจันทร์ค่ะ ขอบคุณสำหรับบทความที่น่าสนใจ ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


ปกติท่านขับรถยนต์ส่วนตัวไปทำงานและกลับบ้านวันละกี่กิโลเมตร
น้อยกว่า 10 กม.
50 คน
10-20 กม.
28 คน
20-30 กม.
13 คน
30-40 กม.
11 คน
40-50 กม.
16 คน
มากกว่า 50 กม.
46 คน

  โหวต 164 คน