*/
  • อิศรา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-11
  • จำนวนเรื่อง : 424
  • จำนวนผู้ชม : 526887
  • จำนวนผู้โหวต : 120
  • ส่ง msg :
  • โหวต 120 คน
งานไทยเฟส บาด ฮอมบวร์ก ประเทศเยอรมัน 2007

"สง่างามและงดงาม ตามรูปแบบเฉพาะ ศาลาอันสวยงามแห่งนี้ ตั้งเด่นอยู่เบื้องหน้าเรา เหมือนดั่งเทพนิยายจากดินแดนอันห่างไกล สีสันอันสว่างไสวทำให้ดูโดดเด่น จากต้นไม้สีเขียวที่รายรอบ และเมื่อการตกแต่งประดับประ

View All
<< กันยายน 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


มาที่บ้านใหม่หลังนี้ คุณชอบอะไรภายในบ้านนี้
ท่องเที่ยว
15 คน
มุมสบาย
7 คน
มุมเพลงไทย
42 คน
มุมเพลงสากล
14 คน
เรื่องทั่วๆไป
10 คน

  โหวต 88 คน
วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน 2551
Posted by อิศรา , ผู้อ่าน : 1869 , 22:26:32 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ประตูเมืองพระนครด้านตะวันตก มองจากด้านนอก

บันทึกการเดินทางตามหา “ราชมรรคา”ถนนแห่งศรัทธาของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗

เรื่อง/ภาพ: สุเจน กรรพฤทธิ์

“…จากราชธานี (เมืองยโศธรปุระ) ไปยังเมืองวิมาย (พิมาย)
(มี) ที่พักคนเดินทางพร้อมด้วยไฟ ๑๗ แห่ง…”


จารึกปราสาทพระขรรค์
(ราวพุทธศักราช ๑๗๓๔)


๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๐, ปราสาทพระขรรค์ ราชอาณาจักรกัมพูชา

“ตรงนี้คือบริเวณที่มิสเตอร์แกลซ (M.Glaze) พบจารึกปราสาทพระขรรค์”

ที่มุมหนึ่งของปราสาทพระขรรค์ อิม โชคฤทธี (Mr.IM Sokrithy) นักโบราณคดีชาวกัมพูชาเอ่ยขึ้นเมื่อพาผมและคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทยเดินมาดูร่องรอยบางอย่างบนพื้นอันเป็นสถานที่ที่เคยมีแท่งศิลาจารึกขนาดใหญ่ตั้งอยู่

ศิลาที่ว่านั้นสูงราว ๑.๓๕ เมตร กว้างด้านละ ๕๘ เซนติเมตร ทั้ง ๔ ด้านปรากฏอักษรภาษาสันสกฤต ๗๒ บรรทัด แต่งเป็นมาตราฉันท์ (ฉันทลักษณ์) ๗ แบบ รวมทั้งหมด ๑๗๙ บท

นักโบราณคดีคาดว่าอายุของตัวอักษรนั้นอยู่ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗

วันที่ผมมายืนอยู่ตรงจุดอันเคยเป็นที่ตั้งศิลา ยุคสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ผ่านมาหลายร้อยปีแล้วและถ้าหากจะนับเวลาในการเดินทางมาที่นี่ นี่ก็เป็นวันที่ ๔ หลังติดตามคณะนักวิจัยไทย-กัมพูชาเดินทางมาตามเส้นทางที่คาดว่าน่าจะเป็น “ราชมรรคา” หรือ “ถนนของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗” จากอำเภอพิมายมาสิ้นสุดที่ประตูตะวันตกของเมืองนครธม ศูนย์กลางอาณาจักรขอมโบราณ แล้วแวะมาปราสาทพระขรรค์ เพื่อมาดูสถานที่ซึ่งเมื่อ ๖๘ ปีก่อน (ปี ๒๔๘๒) นักสำรวจชาวฝรั่งเศสค้นพบเบาะแสแรกของ “ราชมรรคา”

จารึกหลักนี้คือกุญแจดอกสำคัญที่จะนำไปสู่การค้นหาความจริงว่าอาณาจักรขอมสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ นั้นมีสิ่งที่เป็น “ถนนหลวง” เชื่อมหัวเมืองสำคัญอยู่จริงหรือไม่

แน่นอน การค้นหาคำตอบดำเนินมายาวนาน เริ่มต้นจากภาษาสันสกฤตในจารึกถูกแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสโดยศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ในปี ๒๔๘๔ ก่อนจะเข้ามาในวงวิชาการไทยเมื่อถูกแปลเป็นภาษาไทยโดย ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ในปี ๒๕๐๙

ทำให้เราพบว่ารายละเอียดในจารึกสอดคล้องกับบันทึกของจิวตากวน นักเดินทางชาวจีนซึ่งมาเยือนพระนครในปี ๑๘๓๙ – ๑๘๔๐ อันเป็นช่วงหลังสิ้นรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ไม่นาน

เขาเขียนไว้ว่า “บนถนนสายใหญ่ๆ มีที่พักคนเดินทางคล้ายกับที่พักม้าใช้ส่งหนังสือของเรา สถานที่เหล่านั้นเรียกว่าเซนมู (สำนัก)”

ดูตามข้อมูลนี้ ก็น่าตื่นตะลึงว่าอาณาจักรขอมโบราณมีโครงข่ายเส้นทางขนส่งสินค้าและเดินทัพระหว่างเมืองอย่างเป็นระบบดุจเดียวกับอาณาจักรที่ยิงใหญ่ในยุคโบราณอย่างโรมันและจีนที่มี “ถนนโรมัน” และ “เส้นทางสายแพรไหม” (Silk Road) สำหรับควบคุมหัวเมืองและทำการค้า

ในจารึกระบุว่าอาณาจักรขอมมีเส้นทางสำคัญ ๕ สาย คือ พระนคร - พิมาย พระนคร - วัดภู พระนคร - สวายจิก พระนคร - ปราสาทพระขรรค์ และพระนคร - กำปงธม

ปราสาทห้วยแคน ธรรมศาลาในเขตอำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา ขุดแต่งและบูรณะแล้วโดยกรมศิลปากร

เส้นทางที่พาดผ่านเข้ามายังภาคอีสานของประเทศไทยปัจจุบันคือเส้นทางจากเมืองพระนครสู่เมืองพิมายหรือวิมายในอดีต ซึ่งเมื่อเทียบกับตำแหน่งปัจจุบัน แนวถนนจะเริ่มต้นในจังหวัดเสียมเรียบและ จังหวัดพระวิหาร ประเทศกัมพูชา ก่อนจะเข้ามาในจังหวัดสุรินทร์และนครราชสีมาในบ้านเราโดยมีระยะทางทั้งหมด ๒๕๓.๙ กิโลเมตร

ในอดีต นอกจากยอร์ช เซเดส์ นักโบราณคดีจากสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบุรพทิศ (Ecole Francaise d’ Extreme Orient) อีกหลายคนยังสนใจเข้ามาหาร่องรอยของเส้นทางสายนี้ เนื่องจากช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ กัมพูชาตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส

ผมกำลังจะพูดถึงนักโบราณคดีคนสำคัญอีกสองคนคือ ลูเนต์ เดอ ลาจองกิแยร์ (Lunet de Lajonquiere) และศาสตราจารย์หลุยส์ ฟิโนต์ (Louis Finot)

ลาจองกิแยร์ คือผู้ที่ทำแผนผังแนวถนนโบราณซึ่งออกจากเมืองพระนครตามที่จารึกระบุ ส่วนศาสตราจารย์หลุยส์ ฟิโนต์ คือผู้ที่ทำการจำแนกลักษณะโบราณสถานในแนวเส้นทางจากนครธมไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก แล้วเสนอว่าปราสาทหินที่มีห้องยาว หันหน้าทางทิศตะวันออก มีอิฐก่อสูงเป็นยอดทางทิศตะวันตกของตัวอาคาร ผนังด้านทิศใต้มีช่องหน้าต่าง ๕ ช่อง ผนังทิศเหนือมีช่องหน้าต่างหลอก (ทำลวดลายเลียนแบบหน้าต่างแต่ไม่มีการเจาะช่อง) อีก ๕ ช่องนั้น มิได้มีสถานะเป็นวัด แต่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ของผู้จาริกแสวงบุญ เป็น “วหนิคฤหะ” หรือ “บ้านมีไฟ” ซึ่งนักโบราณคดีบางท่านก็เรียกว่า “ธรรมศาลา” หรือ “อัคนีศาลา”

อย่างไรก็ดี หลักฐานข้างต้นก็ยังไม่เพียงพอที่วงวิชาการจะยอมรับว่าอาณาจักรขอมมี “ถนน” แบบเดียวกันกับจักรวรรดิโรมันอยู่จริง

จนช่วง ๓ ปีที่ผ่านมานักวิจัยของโครงการ “ค้นหาและพัฒนาสารสนเทศของถนนโบราณสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗“ (Living Ankor Road Project) ซึ่งได้ทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) นำโดย พ.อ. ผศ. ดร.สุรัตน์ เลิศล้ำ อาจารย์ประจำโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า หัวหน้าคณะวิจัย ก็ค้นพบหลักฐานใหม่จำนวนมากที่อาจบ่งบอกถึงการมีอยู่ของถนนโบราณสายนี้

โดยทีมวิจัยใช้ศาสตร์หลายแขนงในการศึกษาไม่ว่าจะโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ไปจนถึงศาสตร์สมัยใหม่อาทิการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

ปราสาทตาเมือน กิ่งอำเภอพนมดงเร็ก จังหวัดสุรินทร์ ธรรมศาลาหลังสุดท้ายในเขตประเทศไทย ขุดแต่งและบูรณะแล้วโดยกรมศิลปากร

“ผมสนใจว่าจะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ศึกษางานโบราณคดีได้อย่างไร ก็มองว่า ‘ราชมรรคา’ หรือ ‘ถนนพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗‘ ที่เชื่อมเมืองพระนคร (นครธม) กับพิมายนั้นน่าสนใจ เป็นสิ่งก่อสร้างที่น่าจะตรวจสอบได้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่” อาจารย์สุรัตน์เล่าถึงจุดเริ่มต้นโครงการ

ก่อนเล่ากระบวนการทำงานว่า “ตอนเริ่มก็ไม่รู้ว่าจะทำได้แค่ไหน เนื่องจากต้องอาศัยศาสตร์หลายสาขาและทีมงานจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าโรงเรียนนายร้อย จ.ป.ร. กรมศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ไปจนถึงองค์กรในกระเทศกัมพูชาคือ องค์กรอัปสรา (หน่วยงานซึ่งทำหน้าที่ดูแลโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของกัมพูชา)”

โดยสรุปว่าขั้นตอนทำงานวิจัยชิ้นนี้มี ๓ ขั้น ขั้นแรก หาตำแหน่งที่แน่นอนของแนวถนนโบราณด้วยการอาศัยข้อมูลจากระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ อาทิ ภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงสภาพภูมิประเทศและทรัพยากรต่างๆ ที่อาจเกี่ยวพันกับแนวถนน หลังได้ข้อมูลจากขั้นตอนแรก ก็เข้าสู่ขั้นที่สอง สำรวจพื้นที่โดยนำหลักฐานมาวิเคราะห์และพัฒนาฐานข้อมูล ส่วนขั้นที่สามจะพัฒนาฐานข้อมูลให้มีความสมบูรณ์เพื่อใช้ประโยชน์ทางด้านการศึกษาและการท่องเที่ยว

ทีมวิจัยจะแบ่งงานกันตามความถนัด อาทิ อาจารย์สุรัตน์ดูแลเรื่องเทคโนโลยี การใช้ภาพถ่ายดาวเทียมวิเคราะห์ลักษณะความลาดชันของพื้นที่เพื่อระบุขอบเขตที่น่าจะปรากฏร่องรอยของราชมรรคา (Remote Sensing) ขณะที่นักวิจัยอีกท่านหนึ่งคือ พงศ์ธันว์ สำเภาเงิน หัวหน้ากลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๔ จังหวัดนครศรีธรรมราช กรมศิลปากร จะดูแลเรื่องเอกสารประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง

ส่วนหนึ่งของ “ราชมรรคา” (?) ทางด้านทิศตะวันตกของปราสาทตาเมือนธม ในเขตแดนของกัมพูชา

ช่องระบายน้ำของทางเดินศิลาแลง “ราชมรรคา” (?) ที่ตาเมือนธม

พงศ์ธันว์เล่างานในส่วนที่รับผิดชอบว่า “ศึกษาเอกสารโบราณ ค้นคว้าและตรวจสอบแผนที่ซึ่งแสดงบริเวณที่เราศึกษา กำหนดเป้าหมายว่าต้องเป็นแผนที่ที่เขียนขึ้นก่อนปี ๑๙๐๗ แปลเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งจากการค้นคว้าพบว่าเอกสารที่กล่าวถึงราชมรรคาค่อนข้างกระจัดกระจายจึงรวบรวมให้เป็นหมวดหมู่แล้วกำหนดแนวทางสำรวจดูว่าอะไรหายไป อะไรที่หาหลักฐานมาสนับสนุนได้ ซึ่งงานตรงนี้ก็จะไปเชื่อมเข้ากับการใช้เทคโนโลยี

“เราทำข้อมูล ๓ ระดับ ระดับแรกตรวจสอบพื้นที่ด้วยภาพถ่ายดาวเทียม จากนั้นใช้เทคโนโลยีและความรู้ทางธรณีฟิสิกส์จำกัดขอบเขตหลักฐานและพื้นที่ที่จะเข้าไป เช่น ใช้เครื่องมือวัดความแปรผันของสนามแม่เหล็กโลกเพื่อหาสิ่งผิดปรกติใต้ดิน เมื่อชัดเจนแล้วค่อยลงพื้นที่สอบถามข้อมูลจากชาวบ้าน ถ้าพบร่องรอยก็ลงมือขุดค้นทางโบราณคดี”

โดยมีตัวช่วยค้นหาแนวถนนคือโบราณสถานที่เรียกว่า “ธรรมศาลา”

“ในจารึกมีกล่าวถึงเส้นทางนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาเราชี้ตำแหน่งแน่นอนไม่ได้ ดังนั้นเมื่อพบธรรมศาลาก็จะมีการประเมินร่วมกับข้อมูลด้านอื่นเพื่อหาว่าแนวถนนควรอยู่จุดใด มันไม่น่าจะอยู่ห่างออกไปจากธรรมศาลาเกิน ๒๐๐ เมตร” พงศ์ธันว์สรุป

ขณะที่การเตรียมข้อมูลและสำรวจทางฝั่งกัมพูชานั้น พวกเขาก็ได้รับความร่วมมือจากทีมวิจัยชาวกัมพูชาซึ่งตอบรับเข้าร่วมโครงการนี้อย่างกระตือรือร้น

และวันนี้ ผลจากการทำงานหนักร่วมกันระหว่างทีมวิจัยจากสองประเทศเริ่มที่จะเห็นผลแล้ว

ธรรมศาลาปราสาทอัมปึล หมู่บ้านเช็กโบ จังหวัดอุดงมีชัย กัมพูชา

ธรรมศาลาปราสาทพรหมเกล จังหวัดอุดงมีชัย กัมพูชา


สามวันก่อน...อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย

“ในภาคอีสานของไทย การหาแนวถนนยากกว่าในประเทศกัมพูชามาก ช่วง ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาเราใช้ประโยชน์ที่ดินเยอะ สภาพภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงไปหมด ส่วนในกัมพูชาอย่างที่ทราบกันว่าบ้านเขามีความวุ่นวายภายในมานาน ที่ดินส่วนมากจึงยังไม่ถูกเปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อเทียบกับในอดีต ร่องรอยและหลักฐานต่างๆ จึงเหลือเยอะกว่า” อาจารย์สุรัตน์เล่าขณะพาเดินทางย้อนรอยเส้นทางราชมรรคาโดยเริ่มต้นที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

อาจารย์บอกว่าที่ต้องมาเริ่มต้นที่นี่เพราะ “วิมาย” ที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์ หรือ “วิมายปุระ” ในศิลาจารึกเขมรหลายหลักนั้น ในอดีตคือเมือง “พิมาย” ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

พิมายวันนี้ ยังคงเหลือร่องรอยความรุ่งโรจน์ในอดีตให้เราได้เห็น

จากการสืบค้นงานของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม นักโบราณคดีอาวุโส ผมพบว่าวิมายมีความเจริญมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีการค้นพบแหล่งวัฒนธรรมยุคสำริดและเหล็กตกกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งยังมีข้อสันนิษฐานว่าพื้นที่แถบนี้ต่อเนื่องไปจนถึงที่ตั้งปราสาทพนมรุ้งน่าจะได้รับอิทธิพลเขมรมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ ก่อนจะกลายเป็นที่ตั้งของปราสาทหินสำคัญคือพิมายและพนมรุ้งซึ่งประดิษฐานรูปเคารพสำคัญของเมืองตามคติในศาสนาพุทธนิกายมหายานและเป็นพื้นที่ฐานอำนาจของราชวงศ์ “มหิธรปุระ” ในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ซึ่งต่อมาราชวงศ์นี้ก็ได้ไปครองเมืองพระนคร

ถ้าดูภาพถ่ายทางอากาศจะพบว่าเมืองพิมายเก่าซึ่งมีปราสาทหินพิมายเป็นศูนย์กลางนั้นมีผังเมืองแบบเขมรคือ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคูน้ำล้อมรอบและคูน้ำนั้นไหลลงไปรวมกับแม่น้ำมูน หน้าเมืองหันไปทางทิศใต้ มี “ประตูชัย” เป็นประตูเมือง และมีแนวถนนจากหน้าปราสาทหินพิมายตัดตรงมาถึงประตูชัย

ซึ่งเมื่อผมไปยืนที่ “หัวสะพานนาคราช” แล้วมองลงมาทางทิศใต้ก็จะเห็นถนนสายเล็กๆ สายหนึ่งพุ่งตรงสู่ประตูชัย สองฝั่งถนนนั้นเต็มไปด้วยตึกแถวเก่าแก่และบ้านเรือนของประชาชน

ในอดีต ตรงนี้เองที่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของแนวถนนสู่เมืองพระนคร

เมื่อออกจากประตูโบราณแล้วเดินทางต่อไปทางทิศใต้ก็จะถึง “ท่านางสระผม” จุดที่นักโบราณคดีพบโบราณสถานรูปทรงจตุรมุข (รูปกากบาท) สร้างด้วยศิลาแลง มีบันไดทางขึ้น ๓ ด้าน ซึ่งนักโบราณคดียังไม่สามารถคาดได้ว่าขณะที่มันยังสมบูรณ์นั้นมีหน้าตาเช่นใด จะมีก็เพียงตำนานที่เล่าขานในท้องถิ่นเรื่อง “นางผมหอม” ที่เอาเส้นผมใส่ผอบลอยน้ำมาจนเกิดเป็นเรื่องราวขึ้น กับข้อสันนิษฐานว่า

“ความที่ตรงนี้เป็นขอบบารายหน้าเมืองซึ่งปัจจุบันตื้นไปแล้ว ในอดีตจึงน่าจะเป็นสถานที่ที่เกี่ยวเนื่องกับแนวถนนโบราณโดยถูกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง”

จากท่านางสระผม คณะของเราเดินทางต่อไปโดยใช้ถนนซึ่งเลียบบารายทางด้านทิศตะวันตกซึ่งอาจารย์สุรัตน์บอกว่าในอดีตคือขอบบารายรูปสี่เหลี่ยมกว้าง ๗๐๐ เมตร ยาว ๑.๗ กิโลเมตร ความจริงข้อนี้ี้ยืนยันได้จากภาพถ่ายดาวเทียมและซากโบราณสถานบนเนินดินในจุดที่คาดว่าในอดีตเป็นเกาะกลางบารายที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทีมวิจัยเชื่อว่าขอบบารายนี้เป็นส่วนหนึ่งของถนนโบราณเช่นเดียวกับที่เราใช้สันเขื่อนเป็นถนนในยุคปัจจุบัน

หลังออกจากพิมาย ผมติดตามอาจารย์สุรัตน์ไปดู “ธรรมศาลา” ซึ่งกระจายตัวอยู่ตามหมู่บ้านเล็กๆ ในภาคอีสาน และร่องรอยแนวถนนโบราณที่หลงเหลืออยู่ในประเทศไทย

หากเรียงธรรมศาลา ๙ แห่งในประเทศไทยตามลำดับจากเมืองพิมายออกไป จะพบว่ามันประกอบด้วยปราสาทกู่โกสีย์ ปราสาทห้วยแคน ปราสาทสำโรงเก่า จังหวัดนครราชสีมา ปราสาทเทพสถิตย์ ปราสาทหนองปล่อง ปราสาทโคกปราสาท ปราสาทบ้านบุ ปราสาทถมอ จังหวัดบุรีรัมย์ และสุดท้ายคือปราสาทตาเมือน จังหวัดสุรินทร์

สะเปียนโต๊จ ยาวกว่าร้อยเมตร

ช่องใต้สะเปียนโต๊จ เป็นทางระบายให้น้ำไหลผ่านในฤดูฝน

สะเปียนเยียง

ธรรมศาลาที่ปราสาทพระขรรค์ เมืองพระนคร (ภาพ: กฤช เหลือลมัย)

ธรรมศาลาที่ผมได้ไปสำรวจในการเดินทางคราวนี้คือ “ปราสาทห้วยแคน” ซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางทุ่งนาบริเวณทางเข้าหมู่บ้านห้วยแคน อำเภอห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา ก่อสร้างด้วยศิลาแลง และมีลักษณะเช่นเดียวกับที่ศาสตราจารย์หลุยส์ ฟิโน่ต์บรรยายไว้ ส่วนแนวถนนนั้นอาจารย์สุรัตน์บอกว่าไม่น่าจะอยู่ห่างธรรมศาลามากนัก โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลคือภูมิประเทศ แต่ก็ยากเพราะร่องรอยต่างๆ หายไปตามกาลเวลา นอกจากนี้การหาร่องรอยจากตำนานและเรื่องเล่าในพื้นที่รอบธรรมศาลาก็ยากเพราะ “ที่ผ่านมามีการโยกย้ายของกลุ่มคนในพื้นที่ เช่น คนในหมู่บ้านห้วยแคนในปัจจุบันบรรพบุรุษส่วนหนึ่งก็มาจากประเทศลาว ชุมชนที่เป็นเขมรนั้นเหลือน้อยมาก”

สภาพเช่นนี้เกิดขึ้นกับชุมชนรอบธรรมศาลาทุกแห่งในเมืองไทย โดยหลังการสำรวจภาพรวมทีมวิจัยพบว่า “แนวถนนและร่องรอยหลักฐานที่เกี่ยวข้องในฝั่งไทยน่าจะเหลือเพียงร้อยละ ๑๐ ส่วนฝั่งกัมพูชานั้นเหลือถึงร้อยละ ๗๐ เพราะยังไม่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินมากนักในช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากความวุ่นวายในประเทศ”

ดังนั้นในภาคอีสานสิ่งที่หลงเหลือให้เราเห็นเป็นรูปธรรมก็คงหนีไม่พ้นธรรมศาลาตามรายชื่อข้างต้น นอกนั้นก็คือแหล่งแร่โลหะ และซากโบราณสถานที่เป็น “อโรคยาศาล” (โรงพยาบาล) และร่องรอยการตั้งถิ่นฐานชุมชนโบราณเท่านั้น

ยกเว้นที่ช่องตาเมือน กิ่งอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งผมติดตามทีมวิจัยไปสำรวจในวันถัดมาซึ่งปรากฏองค์ประกอบหลายอย่างในพื้นที่ซึ่งอาจเกี่ยวเนื่องกับแนวถนนโบราณมากกว่าจุดอื่นๆ ในประเทศไทย

มองจากภาพถ่ายทางอากาศจะพบว่า ก่อนถึงช่องตาเมือนมี “กลุ่มปราสาทตาเมือน” อันประกอบไปด้วยปราสาทตาเมือน ปราสาทตาเมือนโต๊จ และปราสาทตาเมือนธมตั้งอยู่ ซึ่งพงศ์ธันว์ตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มปราสาทนี้น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับแนวถนน

“ปราสาทที่สร้างขึ้นสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ คือตาเมือนโต๊จเป็นอโรคยาศาล และปราสาทตาเมือนเป็นธรรมศาลา ส่วนปราสาทตาเมือนธมเป็นเทวาลัยที่สร้างขึ้นก่อนหน้า แต่ทั้งสามแห่งก็น่าจะเกี่ยวข้องกับแนวถนน” เขาตั้งข้อสังเกต

จากกลุ่มปราสาทตาเมือน ผมได้เดินทางเข้าสู่ “ช่องตาเมือน” ช่องทางตัดผ่านเทือกเขาพนมดงเร็กซึ่งช่องทางเข้าซ่อนตัวอยู่ทางด้านทิศตะวันตก ไม่ไกลจากปราสาทตาเมือนมากนัก

ทีมวิจัยพบว่าเส้นทางที่ใช้งานมาตั้งแต่สมัยโบราณสายนี้มีร่องรอยราชมรรคาหลงเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก

“พวกคุณเป็นสื่อมวลชนคณะแรกที่เข้าพื้นที่หลังเคลียร์กับระเบิดบางส่วน ดังนั้นขอให้เดินตามทางเดินและเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด อย่าออกนอกเส้นทางนะครับ” ทหารพรานนายหนึ่งจากกองร้อยทหารพรานที่ ๒๖๐๗ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ ๒๖ ซึ่งช่วยนำทางบอกผม

นี่เอง คือพื้นที่ที่ทีมวิจัยต้องเสี่ยงชีวิตสำรวจ และในอนาคต อาจต้องร่วมกับกัมพูชาขุดค้นทางโบราณคดี แต่ถึงจะเสี่ยงอย่างไรการเดินฝ่าดงกับระเบิดก็ถือว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะเมื่อเข้าเขตป่าทึบได้ไม่นาน ตรงหน้าผมก็ปรากฏแนวศิลาแลงกว้างประมาณ ๓ - ๔ เมตร ปูคล้ายถนนลาดไปตามระดับความสูงต่ำเข้าไปยังเขตจังหวัดอุดงมีชัย (Ottar - meanchay) ของกัมพูชาเป็นช่วงๆ บางจุดมีลักษณะการเจาะรูระบายน้ำข้างใต้ บางจุดก็ปรากฏเสานางเรียงและรูปปั้นสัตว์ขนาดใหญ่กระจัดกระจาย

อาจารย์สุรัตน์อธิบายว่าจากลักษณะที่พบ ทีมวิจัยยังไม่ตัดประเด็นว่ามันอาจถูกสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมน้ำ ส่วนข้อสรุปนั้นคงจะได้หลังกลับเข้ามาศึกษาเพิ่มเติมอีก

“เราทำงานในภาคอีสานมา ๒ ปี ทุกครั้งที่ลงพื้นที่พบหลักฐานใหม่เสมอ โดยเฉพาะที่นี่ ถ้าขุดค้นและสำรวจอีก ก็เชื่อว่าจะเจอหลักฐานมากขึ้นอีก แต่คงต้องให้ทหารเคลียร์กับระเบิดให้ปลอดภัยกว่านี้” พงศ์ธันว์เล่าให้ฟัง

แต่ในเบื้องต้น เมื่อระบุตำแหน่งแนวถนนศิลาแลงเหล่านี้ลงในภาพถ่ายดาวเทียม ก็พบว่ามันเชื่อมเขต “แขมร์เลอ” (เขมรสูง - ที่ราบสูงภาคอีสานของไทยปัจจุบัน) กับ “แขมร์กรอม” (เขมรต่ำ - เขตประเทศกัมพูชาปัจจุบัน) เข้าด้วยกัน

พงศ์ธันว์บอกว่า ถ้าเราเดินต่อไปตามแนวถนนศิลาจนทะลุป่าเข้าสู่เขตกัมพูชาก็จะพบกับธรรมศาลาที่ตั้งอยู่ในเส้นทางอีก ๙ หลัง

และที่กัมพูชา หลักฐานที่น่าสนใจอีกเป็นจำนวนมากรอเราอยู่

ภายในธรรมศาลาที่ปราสาทพระขรรค์ (ภาพ: กฤช เหลือลมัย)

ราวสะเปียนโต๊จ สลักหินเป็นท่อนลำตัวนาค (ภาพ: กฤช เหลือลมัย)

ประตูเมืองพระนครด้านตะวันตก มองจากภายในเมืองออกไป


สองวันก่อน, เมืองสำโรง ประเทศกัมพูชา

หากจะวัดระยะทางจริงๆ เมืองสำโรง ซึ่งอยู่ในจังหวัดอุดงมีชัย ไม่น่าจะห่างชายแดนไทยเกิน ๒๐๐ กิโลเมตร แต่ด้วยสภาพถนนที่ไม่ต่างกับพื้นผิวดวงจันทร์ ทำให้หลังผ่านพิธีตรวจคนเข้าเมืองที่ช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ คณะของเราก็ต้องใช้เวลากว่า ๕ ชั่วโมงบนรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ

เมื่อถึงเมืองสำโรงก็เป็นเวลาค่ำ โดยก่อนเข้าที่พักเรามีโอกาสพบคุณยิม ทิน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดงมีชัย และทำความรู้จักกับคุณฤทธี นักวิจัยชาวกัมพูชาที่ทำงานร่วมกับทีมนักวิจัยไทย โดยรับผิดชอบตามหาร่องรอยถนนโบราณสายนี้ในกัมพูชา

แรกเจอ คุณฤทธีให้ข้อมูลว่าหากถนนโบราณสายนี้มีจริงจะอยู่ในสองจังหวัดของกัมพูชา คือ อุดงมีชัย ๕๙ กิโลเมตร เสียมเรียบ ๖๕ กิโลเมตร และจากการสำรวจ เขาพบร่องรอยโบราณสถานใหม่ๆ ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับแนวถนนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นสะพานศิลาแลง ๓๒ แห่ง ศิลาจารึก ๑๔ หลัก ร่องรอยเมืองโบราณ ๒๘ แห่ง บาราย ๓๘๕ แห่ง อโรคยาศาล ๓ แห่ง ธรรมศาลา ๘ แห่ง ฯลฯ

วันต่อมา ฤทธีพาคณะของเราเดินทางไปดูสิ่งที่เขาพบ โดยจุดหมายแรกคือ “บ้านไปรเวง” (Prey Veng) เมืองบันทายอัมปึล จังหวัดอุดงมีชัย ซึ่งอยู่ห่างเมืองสำโรงราว ๔๐ กิโลเมตร เข้าถึงได้ด้วยรถขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น เพราะถนนเป็นลูกรังและหลุมบ่อตลอดทั้งสาย

ซึ่งที่นั่น ผมได้พบ “สะเปียนกะเมง” (Sapean Khmeng) สะพานศิลาแลง ๑ ใน ๓๒ แห่งซึ่งซ่อนตัวอยู่ท้ายหมู่บ้านกลางพงหญ้ารก

“จากการวัดขนาด สะพานนี้ยาว ๑๒ เมตร กว้าง ๖ เมตร มีซุ้มโค้งใต้สะพาน ๔ ซุ้ม ก่อสร้างด้วยการเรียงอิฐซ้อนทับกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ (Corbell) สะพานนี้เป็นสะพานสุดท้ายก่อนราชมรรคาจะเข้าไปในภาคอีสานของไทย ซึ่งถ้าเดินไปอีก ๖ กิโลเมตรก็จะถึงช่องตาเมือน” ฤทธีเล่า

ขณะที่อาจารย์สุรัตน์ชี้ว่าต้องยกความดีให้ทีมวิจัยกัมพูชาซึ่งบุกป่าฝ่าทุ่งนาเสี่ยงกับกับระเบิดที่มีอยู่เป็นจำนวนมากจนเจอสะพานแห่งนี้ โดยสิ่งนี้เป็นตัวสนับสนุนแนวคิดเรื่อง “ถนน” เพราะสะพานเป็นตัวบังคับแนวเส้นทาง “การค้นพบสะพานนี้ก็ต้องยกเครดิตให้คุณฤทธีเพราะการค้นหาด้วยเทคโนโลยีระยะไกลตรวจอย่างไรก็ไม่มีทางเจอ และเมื่อมันกำลังจะขึ้นทิวเขาพนมดงเร็ก ร่องรอยคันดินที่อาจบ่งถึงแนวถนนก็ไม่จำเป็นต้องมีเพราะมันไม่ใช่ที่ลุ่มที่จะต้องยกระดับของถนนขึ้นมา”

ที่น่าสนใจคือ ชาวบ้านในพื้นที่รู้จักสะพานแห่งนี้มานาน แถมเล่าให้ทีมวิจัยฟังว่าในยุคสงครามกลางเมือง ทหารเขมรแดงเคยใช้แหล่งน้ำใต้สะพานนี้หาปลาด้วยวิธีการระเบิดจนกรรมตามทันพลาดระเบิดพวกตัวเองตายไปสี่ศพ และร่างของพวกเขาก็ยังคงถูกฝังอยู่แถวสะพานมาจนถึงทุกวันนี้

หลังสำรวจสะเปียนกะเมง เราเดินทางลัดเลาะไปตามหมู่บ้านในชนบทของกัมพูชาอีกประมาณ ๑ ชั่วโมงก็ถึงหมู่บ้านเกี๊ยบ เมืองบันทายอัมปึล จังหวัดอุดงมีชัย อันเป็นที่ตั้งของ “ปราสาทโคกพะเนอ” (Kok Phnov) หรือ “ปราสาทมะตูม” ธรรมศาลา ๑ ใน ๘ หลังที่ค้นพบในกัมพูชา โดยมันมีลักษณะไม่ต่างอะไรกับธรรมศาลาในเขตประเทศไทย

จากนั้นเราเดินทางต่อไปอีก ๒๐ กิโลเมตร ลงจากรถ แล้วเดินตัดทุ่งนาเข้าสู่ “ปราสาทอัมปึล” ธรรมศาลาที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางทุ่งนาในหมู่บ้านเช็กโบเขตจังหวัดเดียวกันในสภาพที่รากต้นไม้ต่างๆ ชอนไชเต็มไปหมดและอาจจะพังลงมาเมื่อใดก็ได้

ผมพบว่าในสายตาของชาวบ้านท้องถิ่น ปราสาทอัมปึลเป็นวิหารของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พวกเขามักนำหัวหมู ธูปเทียนและดอกบัวจากบารายที่อยู่ใกล้เคียงมาบูชาและบนบานศาลกล่าวเพื่อให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลเป็นประจำ ซากโบราณสถานแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยควันธูปเทียน ดอกไม้ และซากหัวหมูตกหล่นอยู่ทั่วบริเวณ ทั้งยังมีเด็กออกมาเสนอขายดอกบัวเพราะเข้าใจว่าพวกเราเป็นนักท่องเที่ยวประหลาด ชอบของแปลกจนบุกทุ่งนามาดูปราสาทในหมู่บ้านอีกต่างหาก

เราใช้เวลาที่ปราสาทอัมปึลไม่นานก็เดินทางต่อไปที่หมู่บ้าน “โคกสะเปียน” (Kok Spean) ซึ่งปรากฏสะพานศิลาแลงโบราณทับซ้อนกันกับแนวถนนในยุคปัจจุบันถึง ๓ แห่ง คือ ทานัต (Ta Nat) ฉมอสะเปียน (Chramos Spean) และ มีเมย (Memay) ซึ่งทีมวิจัยคาดว่าในอดีตตรงนี้น่าจะเป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีมาก่อนสะพานศิลาแลงเหล่านี้เสียอีก

วันรุ่งขึ้น ผมยังคงติดตามทีมวิจัยที่ใช้ทางหลวงหมายเลข ๖๘ ออกจากเมืองสำโรง จังหวัดอุดงมีชัย มุ่งไปยังจังหวัดเสียมเรียบ

และถนนสายนี้เองที่ทำให้ผมได้เห็นอดีตอันรุ่งเรืองของอาณาจักรขอม ไม่ว่าในอนาคตนักโบราณคดีจะสรุปว่าถนนโบราณสายนี้มีจริงหรือไม่ก็ตาม เพราะบางส่วนของถนนนั้นไปทับสะพานศิลาแลงโบราณขนาดยักษ์ แถมริมทางก็ปรากฏโบราณสถานที่รอการดูแลรักษาอยู่เป็นจำนวนมาก

ถนนสายนี้ยังพาผมไปพบปราสาท “พรหมเกล” ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ปราสาทตาเกล” (Prom Kil / Prasat Ta Kil) ธรรมศาลาที่ตั้งอยู่บนรอยต่อจังหวัดอุดงมีชัยกับจังหวัดเสียมเรียบ ซึ่งการเข้าไปนั้นต้องจอดรถไว้ริมทาง เดินลัดทุ่งนา และย่องผ่านดงรังแตนที่ดุร้ายเข้าไปอีกประมาณ ๑ กิโลเมตร

เช่นเดียวกับธรรมศาลาแห่งอื่นๆ ในกัมพูชา ปราสาทพรหมเกลอยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่า “สด” อย่างยิ่งสำหรับนักสำรวจ คือมีต้นไม้ปกคลุมไปทั่ว และรอบๆ ตัวปราสาทมีโบราณวัตถุตกกระจัดกระจาย

ฤทธีบอกว่าปราสาทนี้มีร่องรอยถูกเผา ซึ่งน่าจะเกิดจากกิจกรรมของชาวบ้านในช่วงสองปีที่ผ่านมา แต่เขาไม่ทราบจุดประสงค์ว่าทำไปเพื่ออะไร ขณะที่อาจารย์สุรัตน์เสริมว่าธรรมศาลาแห่งนี้ปรากฏอยู่ในแผนที่เดินทัพสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งค้นพบในพระบรมมหาราชวัง (วัดพระแก้ว) ของไทยเมื่อไม่นานมานี้ โดยในแผนที่ฉบับเดียวกันยังปรากฎ “สะเปียนโต๊ป” (Sapean Top) สะพานศิลาแลงโบราณซึ่งรถยนต์ของเราวิ่งทับไปโดยไม่รู้ตัวหลังออกจากปราสาทพรหมเกล ด้วยมันซ่อนตัวอยู่ใต้ถนนหลวงที่ใช้งานในปัจจุบันนั่นเอง ซึ่งถ้าอยากดูก็ต้องจอดรถเดินลงไหล่ทางแล้วลอดเข้าไปใต้สะพานจึงจะเห็นได้อย่างชัดเจน

จากการสำรวจ สะเปียนโต๊ปเป็นสะพานศิลาแลงโบราณที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มีการค้นพบในกัมพูชาขณะนี้ ด้วยความยาว ๑๔๙ เมตร กว้าง ๑๔.๕๐ เมตร สูง ๑๐ เมตร มีซุ้มโค้งใต้สะพาน ๒๕ ซุ้ม ทำหน้าที่คร่อมแม่น้ำสตรึงเตรงที่ไหลผ่านไปทางตะวันออก

จากสะเปียนโต๊ป ผมยังมีโอกาสใช้สะพานสะเปียนเยียง (Sapean Yeang) ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ถนนสายเดียวกัน ก่อนจะไปถึง “ปราสาทโอจรุง” ธรรมศาลาที่อยู่ในหมู่บ้านตวนปราสาท จังหวัดเสียมเรียบ

คุณยายท่านหนึ่งซึ่งอยู่ในหมู่บ้านนี้มาแต่เด็กเล่าว่า ท่านเห็นปราสาทนี้มาตั้งแต่จำความได้ ดังนั้นชาวบ้านที่นี่จึงผูกพันกับโบราณสถานไม่ต่างกับชาวบ้านที่หมู่บ้านเช็กโบซึ่งปราสาทอัมปึลตั้งอยู่

หลังคุยกับคุณยาย ฤทธีพาเราเข้าไปในวัดเล็กๆ แห่งหนึ่งแล้วเล่าว่า ส่วนหนึ่งของศาลาการเปรียญที่สร้างขึ้นนั้น ไปทับซากโบราณสถานที่คาดว่าจะเป็นปราสาท และห่างจากวัดแห่งนี้ไปไม่ไกลก็เป็นที่ตั้งของ “ปราสาทตาคาม” ซึ่งเป็นอโรคยศาล

“การที่มีทั้งเทวาลัย โรงพยาบาล และธรรมศาลา แสดงว่าในอดีตที่นี่เป็นชุมชนสำคัญ” เขาอธิบาย

ถึงตรงนี้ อาจารยสุรัตน์สรุปว่าสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับธรรมศาลาในกัมพูชาคือ “ความเชื่อ”

“เพราะความเชื่อรักษาปราสาทและร่องรอยถนนเอาไว้ ปรากฏการณ์นี้ยังเกิดขึ้นที่ฝั่งไทยด้วย เช่น เจ้าของที่ดินเคารพนับถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็จะไม่ไถทิ้ง แต่เจ้าของที่ดินไม่เคารพเขาก็จะทำลาย ซึ่งในฝั่งกัมพูชานั้นความเชื่อแบบนี้ยังมีอยู่มาก บางแห่งมีเรื่องเล่าตกทอดมาจากบรรพบุรุษว่ามีเส้นทางไปเมืองพิมาย แต่พิมายอยู่ไหนพวกเขาก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าปู่ย่าบอกต่อๆ กันมาเท่านั้น”


๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๐, เมืองเสียมเรียบ ราชอาณาจักรกัมพูชา

ผมเดินอยู่บนถนนสายแคบๆ ซึ่งสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้แผ่กิ่งใบร่มครึ้มเพื่อเข้าสู่ปราสาทบายน หัวใจของเมืองนครธม นครหลวงของอาณาจักรพระนคร ซึ่งพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ มหาราชองค์สุดท้ายของอาณาจักรขอมสร้างไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อน

ศรัณย์ บุญประเสริฐ นักเขียนสารคดีผู้เชี่ยวชาญเรื่องปราสาทหินบอกกับพวกเราว่า เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่นักท่องเที่ยวปรกติไม่ค่อยใช้กันในการเข้าสู่ปราสาทบายน

เบื้องหน้าคือประตูตะวันตก ซึ่งเมื่อผมก้าวเท้าเข้าไปดวงอาทิตย์ก็ใกล้ตกดินแล้ว

ที่นี่คือปลายทางของผม แต่เมื่อหลายร้อยปีก่อนมันอาจเป็นต้นทางของ “ราชมรรคา”

ต้นทางในการแผ่อำนาจทางวัฒนธรรมและการเมืองผ่านกองทัพและข้าราชบริพารที่ส่งไปปกครองหัวเมืองต่างๆ

ต้นทางในการดูแลประชากรของพระองค์ให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บด้วยอโรคยาศาล เพราะ "โรคแห่งร่างกายของปวงชนนี้ เป็นโรคทางจิตใจที่เจ็บปวดยิ่ง เพราะความทุกข์ของราษฎร์ แม้มิใช่ความทุกข์ของพระองค์ แต่เป็นทุกข์ของเจ้าเมือง"

อันเป็นเหตุให้พระองค์สร้างธรรมศาลาถึง ๑๒๑ แห่ง ใน ๕ เส้นทางที่พุ่งออกจากหัวใจของราชอาณาจักร สร้างใจกลางอาณาจักรให้เต็มไปด้วยพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์ ซึ่งในมิติหนึ่งอาจหมายถึงพระพักตร์ของพระองค์เองที่สอดส่องดูแลราษฎร ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใด

วันนี้ ยังไม่มีคำตอบจากอดีต งานสำรวจยังคงเดินหน้าต่อไปด้วยความร่วมมืออันดีระหว่างนักวิจัยไทยกับกัมพูชา ด้วยทั้งสองฝ่ายตระหนักดีว่า ไม่ว่าถนนโบราณสายนี้จะมีอยู่จริงหรือไม่ แต่ร่องรอยและหลักฐานที่ค้นพบ ก็คือสมบัติที่ชาวอุษาคเนย์ทั้งมวลจะต้องช่วยกันรักษาโดยไม่แบ่งเขาแบ่งเรา

และไม่แน่ คำตอบนั้นอาจมีเพียงพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ซึ่งวันนี้เหลือเพียงพระพักตร์และรอยแย้มพระโอษฐ์ ณ ปราสาทบายนเท่านั้นที่จะตอบคนรุ่นหลังได้

ขอขอบคุณ
คุณธีรภาพ โลหิตกุล, พอ.ดร. สุรัตน์ เลิศล้ำ, คุณกฤช เหลือลมัย, คุณศรัณย์ บุญประเสริฐ คุณวิรพา อังกูรทัศนียรัตน์, คุณเพ็ญศิริ จันทร์ประทีปฉาย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เอกสารประกอบการเขียน
วรรณวิภา สุเนต์ตา. ชัยวรมันที่ ๗ มหาราชองค์สุดท้ายของอาณาจักรกัมพูชา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน. พิมพ์ครั้งแรก, เมษายน ๒๕๔๘
ธีรภาพ โลหิตกุล. ชายชรากับบ่วงกรรมและคำสาป นครวัด นครธม. กรุงเทพฯ: แพรวสำนักพิมพ์. พิมพ์ครั้งที่ ๔, ๒๕๔๖.

 

นำมาจาก

ระบำศรีวิชัย (RABUM SRI-VICHAI) - Undefined


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
กรรมกลอนไทย วันที่ : 26/09/2008 เวลา : 16.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawit


มาเยี่ยมชมครับ..

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน