sevenstreams

Back Sign in

รายละเอียด

พม่าวันฟ้าใส

แปร - พุกาม – มัณฑะเลย์ – อินเล – ตองยี – หงสาวดี – ย่างกุ้ง

 

เรื่องและภาพโดย : วีรศักดิ์   เทียนธนะวัฒน์

               

               

หมอกหนาแผ่ตัวปกคลุมสนามบินมิงกะลาดง จนภาพที่มองจากกระจกแผ่นใหญ่ของห้องพักผู้โดยสาร มีเพียงสีขาว เสียงประกาศจากสนามบินดังเป็นครั้งที่ 3 เพื่อแจ้งถึงการเลื่อนเวลาบิน ของทุกๆเที่ยวบินที่มีกำหนดออกในช่วงเวลานี้

เวลาที่เลยจากกำหนดการขึ้นเครื่องไปหลายชั่วโมง นั้นมากพอที่จะให้ผมนั่งย้อนนึกถึงช่วงเวลา 11 วันที่ผ่านมา

                ...ไม่ว่าจะเป็น การนั่งสามล้อถีบสุดแสนคลาสสิคที่เมืองแปร

                   เดินท่ามกลางแสงแดดยามเที่ยงในอาณาจักรศรีเกษตร

                   เสียงกุบกับของรถม้าที่กำลังวิ่งอยู่ท่ามกลางทะเลเจดีย์ในเมืองพุกาม

                   รถตู้ที่อัดแน่นด้วยกล่องสัมภาระและผู้โดยสารที่มุ่งหน้าสู่มัณฑะเลย์ ราชธานีสุดท้ายแห่งกษัตริย์พม่า

                   ออกเดินทางตั้งแต่ตี 3 ครึ่ง เพื่อไปชมการล้างพระพักตร์ของพระมหามัยมุนี

                   สายลมที่พัดผ่านดาดฟ้าเรือที่กำลังข้ามแม่น้ำอิรวดีสู่เจดีย์ยักษ์แห่งมิงกุน

                   นกนางนวลที่โผบินบนท้องฟ้า เหนือเรือหางยาวที่กำลังแล่นบนผิวน้ำใสของทะเลสาบอินเล

                   รถสองแถวที่กำลังเร่งเครื่อง เพื่อไต่เขาสู่ตองยี เมืองหลวงของชาวไทใหญ่               

                   ความหวาดเสียวในยามที่นั่งอยู่ในคอกของรถบรรทุก 8 ล้อ ที่แล่นสวนแรงโน้มถ่วงสู่พระธาตุอินทร์แขวน

                   รถไฟที่เชื่อมต่อหงสาวดี อดีตราชธานีอันเกรียงไกร สู่ย่างกุ้ง เมืองที่เพิ่งผ่านพ้นความเป็นราชธานี

                   รถเมล์ในย่างกุ้ง ที่ค่าโดยสารแสนถูก เพียง 1.75 บาท เพื่อไปยังมหาเจดีย์ชเวดากอง

   และอีกหลากสถานที่ ในหลายช่วงเวลา ที่ร่างกายได้เดินทางไปถึง พร้อมกับหัวใจที่ได้สัมผัสรับรู้

                หลากวิถีการเดินทาง หลายความทรงจำจากเส้นทางค่อยๆผ่านเข้ามาให้ผมได้นึกถึง ผมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดอีกครั้ง และค่อยๆคลายลมหายใจนั้นออกอย่างแผ่วเบา เพื่อชะล้างความเหนื่อยล้าจากการเดินทางในช่วงหลายวันที่ผ่านมา การเดินทางครั้งสำคัญ ที่ทำให้ผมได้รับรู้ว่า ในหัวใจดวงน้อยๆนี้ มีบางสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ และสิ่งนี้มีกำลังมากกว่าที่คาดคิด

                                                                               แปร

สนามบินมิงกะลาดง : แผนการเดินทางที่แปรเปลี่ยน

สายลมหนาวกำลังผ่านพ้นไป ตามวันเวลาที่เดินไปอย่างช้าๆ หากแต่ลมหายใจแห่งการเดินทางยังคงไหลวนอยู่ในร่างกายและหัวใจที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง เพราะเพียงแค่วางแผนที่จะเดินทางไปท่องพม่า หัวใจผมก็จัดแจงเก็บกระเป๋าและนุ่งโสร่งออกเดินทางไปรอที่ชเวดากองเสียแล้ว

07.15 น. คือเวลาที่เครื่องบินของสายการบินไทยแอร์เอเชีย จะทะยานจากสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ สู่ สนามบินนานาชาติมิงกะลาดง ในกรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า โดยก่อนหน้านี้ประมาณ 2 ชั่วโมง ผมกับแท่งเพื่อนร่วมทางที่ชักชวนไปหัวหกก้นขวิดกันหลายทริปนั้นยืนต่อแถวเพื่อ check in และรับ boarding pass เป็นคนแรก ตั้งแต่เจ้าหน้าที่เริ่มมาทำงาน อย่างนี้ ถ้าไม่เรียกว่าตื่นเต้นจนออกนอกหน้า ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร

                แล้วคำว่าโลกกลมก็เกิดขึ้นกับเรา ภายในห้องพักผู้โดยสาร เราพบพี่สองคน ที่ทำงานในบริษัทเดียวกัน โดยจะไปพม่าเที่ยวบินเดียวกับเรา พี่สองคนนั้นดีใจใหญ่ที่เห็นเรา พร้อมเล่าแผนการเดินทางของพวกเขาให้เราฟัง ซึ่งแม้จะเดินทางไปกันเอง แต่ก็มีชาวพม่าที่รู้จัก มารอรับที่สนามบินและพาเที่ยวเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ไม่เหมือนเรา ที่ตั้งใจแบกเป้ไปเที่ยวกันเอง ซึ่งเมื่อเราเล่าแผนการเดินทางให้ฟังบ้าง พี่สองคนนั้นก็พูดออกมาทันทีว่า เป็นไปไม่ได้หรอก ที่จะเดินทางได้มากขนาดนั้น ในระยะเวลาเพียงแค่ 12 วัน เพราะคนพม่าที่จะพาเขาเที่ยว บอกว่าถนนในพม่านั้นแย่เอามากๆ ทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางระหว่างเมืองค่อนข้างนาน ทั้งๆที่ห่างกันไม่มากนัก

ใช่ครับ ผมก็ได้ข้อมูลมาเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ในเมื่อเราเพิ่มเวลาไม่ได้มากไปกว่านี้ (เพราะหากลาพักร้อนนานกว่านี้ อาจถูกให้พิจารณาลาออกแทน) การวางแผนการเดินทางจึงเป็นสิ่งสำคัญ และเมื่อความมุ่งมั่นมีมากกว่าอุปสรรค การเดินทางจึงไม่อาจแปรเปลี่ยนจากแผนที่วางไว้

                แล้วการเดินทางใต้แผ่นฟ้าใสเป็นเวลา 1 ชั่วโมงเศษ บนเครื่องบินก็สิ้นสุดลงเมื่อกัปตันลดระดับเพดานบินและแล่นจอดอย่างสงบนิ่งที่สนามบินนานาชาติมิงกะลาดง ณ กรุงย่างกุ้ง

                รถบัสคันใหญ่ แต่สุดเก่าที่ได้รับการอนุเคราะห์จากประเทศจีน จอดรอรับผู้โดยสารที่ทยอยลงจากเครื่องบิน เพื่อพาไปส่งยังอาคารผู้โดยสารขาเข้าที่ห่างออกไปไม่ไกล โดยอาคารนั้นตกแต่งอย่างเรียบง่ายไม่ได้ดูเลิศหรูอะไรนัก อีกทั้งยังมีขนาดเล็กกะทัดรัด แต่การมีขนาดเล็กนี้กลับเป็นข้อดี เพราะเดินเข้าอาคารปุ๊บก็ยืนเข้าแถวรอตรวจคนเข้าเมืองได้ทันที โดยที่ไม่ต้องเดินจนเมื่อยขาเหมือนสนามบินใหญ่ๆ

                เราแบกเป้ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ออกมายืนอยู่ท่ามกลางเสียงทักทายว่า “มิงกะลาบา” อันหมายถึง ความสวัสดีจงมีแก่ท่าน แต่นอกจากเสียงทาย “มิงกะลาบา” แล้ว เรายังถูกรุมล้อมด้วยคนขับรถแท็กซี่ ที่ต่างเสนอตัวพาเราเข้าเมืองย่างกุ้ง แล้วการต่อรองราคายกแรก ในประเทศพม่าก็เริ่มขึ้น คนขับแท็กซี่คนแรกเรียกค่าโดยสารในการพาเราไปส่งที่สถานีขนส่งย่างกุ้งด้วยราคา 6 เหรียญสหรัฐ เราต่อเหลือ 4 เหรียญ เขาบอกขาดตัวที่ 5 เหรียญ  เราคิดว่าน่าจะได้ราคาถูกกว่านี้ จึงเดินหาคนขับรถคนอื่น แต่กลายเป็นว่า คนขับรถคนที่ 2 และคนที่ 3 ให้ราคาที่สูงกว่า จนเราต้องเดินกลับมาหาคนขับคนแรก เฮ้อ...เสียฟอร์มชะมัด

                คนขับแท็กซี่พาออกนอกเขตสนามบิน แต่เราอยากแลกเงินจ๊าตของพม่าติดกระเป๋าก่อนการเดินทาง เพราะน่าจะสะดวกเวลาจ่ายค่าโดยสารสำหรับรถประจำทาง จึงสอบถามคนขับถึงที่แลกเงิน ทำให้แทนที่คนขับจะขับไปตามเส้นทางที่ควรจะเป็น แต่เปลี่ยนเป็นการย้อนสู่สนามบินอีกครั้ง เพื่อรับผู้หญิงคนหนึ่ง  ซึ่งทีแรกเราหลงเข้าใจว่า คงเป็นญาติของคนขับที่ขอติดรถไปด้วย แต่กลายเป็นว่า หลังจากที่รับผู้หญิงคนนี้ขึ้นมาแล้ว รถขับก็จอดรถในบริเวณที่ลับตาคน แล้วบอกให้เราแลกเงินจากเธอคนนี้ ทำให้เราอยู่ในช่วงเวลาของการแลกเงินในตลาดมืดโดยไม่รู้ตัว

ผู้หญิงที่ขึ้นมาในรถ ควักเงินจ๊าตปึกใหญ่ขึ้นมาจากกระเป๋าถือ พร้อมถามว่าเราจะแลกเงินเท่าไหร่ ผมถามอัตราแลกเปลี่ยน เธอตอบว่า 1 เหรียญสหรัฐ เท่ากับ 1000 จ๊าต อะไรกัน ทำไมให้อัตราต่ำขนาดนี้ เพราะผมเคยแลกที่เชียงตุงเมื่อไม่นานมานี้ ยังได้ 1225 จ๊าต แล้วทำไมที่ย่างกุ้งซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจจึงได้อัตราที่ต่ำกว่า คนขับไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้ โดยตอบเพียงว่าที่ย่างกุ้งแลกเปลี่ยนกันด้วยอัตรานี้ บรรยากาศของความอึดอัดเกิดขึ้นกับเรา จนทีแรกเราเกือบจะแลกเงินจากเธอไปแล้ว แต่เป็นเพราะการแลกเงินแบบลึกลับจนไม่แน่ใจว่าเงินที่เรากำลังแลกจากตลาดมืดนี้เป็นเงินปลอมหรือเปล่า จึงตัดสินใจที่ยังไม่แลก ทำให้เธอคนนั้นเปลี่ยนสีหน้าจากรอยยิ้ม เป็นบึ้งตึงแล้วจากไป พร้อมเสียงประตูที่ถูกปิดดังปั้ง!

อองมินกาลาร์ (Aung Mingalar) หรือสถานีขนส่งย่างกุ้งไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้ เพราะไม่มีอาคารที่พักผู้โดยสารและชานชลาที่รถบัสประจำทางเข้าจอดเทียบ บรรดารถบัสประจำทางจึงจอดเรียงรายอยู่หน้าคูหาจำหน่ายตั๋วของแต่ละบริษัท ที่มีลักษณะคล้ายห้องแถวชั้นเดียว  

คนขับแท็กซี่ถามเราว่า ตกลงเราต้องการเดินทางไปที่เมืองไหน ซึ่งตามแผนแล้ว เราจะไปพุกาม แต่ขณะนี้เพิ่ง 10 นาฬิกา ขืนต้องรอรถพุกามซึ่งออกตอนบ่าย 3 ท่ามกลางฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย และความวุ่นวายของเหล่าเด็กรถที่ร้องเรียกผู้โดยสารนานถึง 5 ชั่วโมง สุขภาพกายกับสุขภาพจิตเราคงแย่ แล้วด้วยเหตุผลที่รถไปเมืองแปรซึ่งจอดอยู่เบื้องหน้าเรานี้ จะออกภายใน 10 นาที จึงทำให้ผมตัดสินใจที่จะไม่ยอมเสียเวลานานถึง 5 ชั่วโมงไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงโน้มน้าวแท่ง ให้เปลี่ยนแผนการเดินทางไปเมืองแปรอย่างปัจจุบันทันด่วน

“ไปเมืองแปรกันไหม”  ผมเอ่ยปากชวนอย่างไม่มีปี่ ไม่มีขลุ่ย

“จะไปเมืองแปรทำไม มันไม่เหลืออะไรให้ดูแล้ว”

“รู้ได้อย่างไรว่าไม่มีอะไรเหลือ”

“อ่าว...ไม่เคยฟังเพลงผู้ชนะสิบทิศหรอ ท่อนที่ร้องว่า ข้าจะเผาเมืองแปรให้มันวอดวาย  ก็ในเมื่อบุเรงนองเผาเสียวอดวาย แล้วจะยังมีอะไรเหลืออีก”

ผมอึ้งในเหตุผลของเพื่อนร่วมทางอยู่สักพัก

“ไปเถอะ อย่างไงเมืองแปรก็เป็นเมืองโบราณ คงมีอะไรดีๆหลงเหลือให้ดูบ้างหรอกน่า อย่างน้อยก็ดีกว่านั่งสูดฝุ่นที่สถานีนานตั้ง 5 ชั่วโมง”  ผมยังไม่หมดความพยายาม

“แล้วที่เมืองแปร จะมีรถไปพุกามหรือ”

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่น่าจะมีนะ เพราะดูจากแผนที่แล้ว เมืองแปรตั้งอยู่บนเส้นทางไปพุกาม เอาน่า ไม่ต้องคิดมาก ถ้าไม่มีรถไปพุกามจริงๆ ค่อยแก้ปัญหากันอีกที”

ผมตอบแท่งไปเช่นนั้น ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นการคลายความกังวล หรือทำให้เพื่อนร่วมทางกังวลมากยิ่งกว่าเดิม แต่นั่นก็เป็นความจริงของการเดินทางแบบแบกเป้ ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้กับปลายทางที่จะไปถึง แต่ในทางกลับกัน ความตื่นเต้นจากปลายทางที่มองไม่เห็น ก็คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของการเดินทางในลักษณะนี้ แต่ปัญหาตอนนี้คือ ค่ารถไปเมืองแปร ต้องจ่ายเป็นเงินจ๊าต แต่เรายังไม่มีเงินจ๊าตในกระเป๋าเลย

 

คนขับรถบอกว่าค่าโดยสารไปเมืองแปร หรือที่คนพม่าเรียกว่า พี (Pyay หรือชื่อเดิมคือ Prome)  เท่ากับ  4000  จ๊าต  ผมถามว่าถ้าจ่ายเป็นเงินเหรียญสหรัฐต้องจ่ายเท่าไหร่ ซึ่งทีแรกคนขับไม่ยอม จะให้เราจ่ายเป็นเงินจ๊าตเท่านั้น แต่ด้วยเหตุผลที่เราไม่มีเงินจ๊าตเลย อีกทั้งที่นั่งบนรถก็แสนจะว่าง จึงทำให้คนขับต้องง้อผู้โดยสาร เขาจึงยอมให้เราจ่ายค่าโดยสารในราคา 4 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเทียบแล้ว   อัตราแลกเปลี่ยนนี้เท่ากับที่คนขับแท็กซี่บอกเรา  สงสัยอัตราแลกเปลี่ยนในย่างกุ้ง  จะเป็นเท่านี้จริงๆ  จึงทำให้เราตัดสินใจแลกเงินจ๊าตจากคนขับติดกระเป๋าอีกคนละ 10,000 จ๊าต เพราะธนบัตรยับยู่ยี่ที่ได้จากค่าโดยสารคงไม่ใช่เงินปลอมแน่นอน

 

รถบัสประจำทางแล่นออกจากสถานีขนส่ง ผ่านวัดเล็กๆที่มีเจดีย์สีทองงามอร่าม ผมบอกกับตัวเองว่า อย่าเพิ่งตื่นเต้นไป เพราะตลอดระยะเวลาในการเดินทางในพม่า จะต้องพบเจดีย์สีทองในลักษณะเดียวกันนี้อีกนับสิบ นับร้อยองค์ ซึ่งนั่นรวมถึงเหล่ามหาเจดีย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชเวสิกอง ชเวซันดอว์ ชเวมอดอว์ รวมถึง ชเวดากอง ซึ่งเจดีย์ที่ว่ามานี้ ยิ่งใหญ่กว่าเจดีย์ข้างทางอย่างเทียบกันไม่ได้

รถแล่นได้ไม่นานก็จอดที่ชุมชนข้างทาง เหล่าแม่ค้าที่แก้มผัดจนขาวผ่องด้วยตะนาคา ต่างถือถาดบรรจุอาหารขึ้นมาขายบนรถ ซึ่งนอกจาก ส้มโอ ฝรั่ง หรือข้าวโพดต้มที่คนไทยคุ้นเคยแล้ว ยังมีไข่นกกระทาต้ม ซึ่งผู้โดยสารชาวพม่าต่างอุดหนุนมากกว่าอาหารอย่างอื่น แม้อยากซื้อมากินเพื่อดับหิว แต่ก็ไม่กล้า เพราะยังเกรงในไข้หวัดนก จึงทนเก็บท้องไว้กินอาหารเที่ยง ที่ได้แต่หวังว่าคนขับคงจอดแวะที่ร้านอาหารในเวลาอีกไม่นาน

แล้วผมก็สมหวัง เมื่อรถบัสเลี้ยวเข้าไปจอดที่หน้าร้านอาหารร้านใหญ่ริมทาง ในเวลาเกือบบ่ายโมง ผู้โดยสารเดินลงจากรถไปสั่งอาหารที่มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งข้าว และก๋วยเตี๋ยว ซึ่งถ้าเป็นเรื่องกินแล้วต้องยกหน้าที่นี้ให้แท่ง

แท่งเดินสำรวจแทบทุกโต๊ะว่าอาหารโต๊ะไหนน่ากินที่สุด สุดท้ายจึงสรุปว่า กินบะหมี่แล้วกัน ไม่ใช่เพราะดูน่ากิน แต่เพราะดูจะสั่งง่ายและคุ้นเคยที่สุด โดยอาหารอย่างอื่น เป็นอาหารพม่าที่หน้าตาไม่คุ้นเอาเสียเลย แล้วเราก็ได้บะหมี่แห้ง ที่มีเศษเนื้อไก่มากินคนละชาม ซึ่งนอกจากน้ำซุปแล้ว ยังมีเครื่องเคียง เป็นกะหล่ำปลีดิบซอย ราดด้วยซอสพริก แม้จะดูแปลกๆ แต่เมื่อกินคู่กับบะหมี่ ก็อร่อยไม่ใช่น้อย และเรายังได้ลิ้มลองน้ำอัดลมสัญชาติพม่า ยี่ห้อ MAX ซึ่งทีแรกเห็นสีแล้วคิดว่าเป็นน้ำโคล่า แบบโค้ก หรือเป๊ปซี่ แต่เมื่อลิ้มลองแล้วจึงรู้ว่าเป็นน้ำรสมะขาม เออ...แปลกดี อร่อยดี

ระยะทางที่ผ่านมา กับเวลาที่ผ่านไป ทำให้เราได้รู้ซึ้งถึงถนนในพม่ามากกว่าที่เคยอ่านหรือเคยได้ยิน เพราะด้วยสภาพถนนที่ลาดยางเพียงให้รถวิ่งได้แค่เลนเดียว พอรถอีกฝั่งสวนมา ต่างฝ่ายก็ต้องแบ่งพื้นที่บนถนนที่มีอยู่น้อยนิด โดยหลบลงข้างทาง ซึ่งทุกครั้งที่รถหลบลงข้างทาง ฝุ่นก็ฟุ้งกระจายเต็มถนน และพัดเข้ามาในรถที่ต้องเปิดหน้าต่างเพื่อรับอากาศจากภายนอก ทำให้ผู้โดยสารต้องสูดฝุ่นเสียจนอิ่ม ซึ่งนั่นเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่ผู้มาเที่ยวพม่าแบบแบกเป้ต้องเตรียมใจยอมรับ แต่ก็คุ้มค่า หากสิ่งนี้ถูกแลกด้วยการได้ชมเหล่าวัดวาอารามและเจดีย์ที่ส่องแสงทองงามอร่าม บนแผ่นดินทองแห่งพระพุทธศาสนา

และแม้การเดินทางครั้งนี้ จะถูกวางแผนไว้อย่างดี แต่เพราะการตัดสินใจอย่างกะทันหันของผมที่เลือกไปเมืองแปรเป็นเมืองแรก แทนการไปพุกาม แผนที่วางไว้จึงแทบจะถูกโยนทิ้ง และนั่นคือการเดินทางด้วยตัวเองแบบแบกเป้ ที่เสน่ห์อยู่ตรงการไม่อาจคาดเดาสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น และได้ใช้ชีวิตการเดินทาง ตามแบบที่ใจเลือกเดิน ซึ่งในเวลานี้ ผมบอกตัวเองว่าพร้อมแล้ว ที่จะแบกเป้ และเดินทางไปเจอกับสิ่งต่างๆ ทั้งที่วางแผนไว้ และที่เกินกว่าจะคาดคิด

 ชเวซันดอว์ : เจดีย์ทอง สองเศวตฉัตร

แม้ระยะทางจากย่างกุ้งสู่เมืองแปรจะแค่ 179 กม. แต่ก็ใช้เวลาเดินทางกว่า 5 ชั่วโมง  ในเวลา 4 โมงเย็น รถบัสจึงจอดอย่างสงบนิ่งที่สถานีขนส่งเมืองแปร ซึ่งมีลักษณะไม่ต่างจากสถานีอองมินกาลาร์ในย่างกุ้งนัก แต่มีขนาดเล็กกว่า โดยมีเพียงห้องแถวชั้นเดียว 2 แถวหันหลังชนกัน และมีรถบัสจอดอยู่ข้างหน้า ซึ่งสิ่งที่เราต้องทำเป็นอย่างแรกหลังจากที่ลงจากรถ คือ การหาตั๋วรถไปพุกามในวันพรุ่งนี้

ท่ามกลางการรุมล้อมของไซก้า หรือสามล้อถีบ เราสอบถามถึงรถไปพุกามกับโฟตอ คนถีบสามล้อที่พอพูดภาษาอังกฤษได้ โฟตอเดินนำเราไปที่โต๊ะขายตั๋วของบริษัทหนึ่ง เราสอบถามถึงรถไปพุกาม หรือที่คนพม่าเรียกว่า บะกัน (Bagan) คนขายตั๋วตอบว่า จากเมืองแปรไม่มีรถไปพุกาม ต้องไปต่อรถที่เมืองจองปะดอง (Kyaukpadaung) เรางงๆว่าเมืองที่ชื่อฟังแล้วแสนจั๊กกะจี้นี่อยู่ตรงไหน จึงหยิบแผนที่ส่งให้คนขายตั๋ว เพื่อชี้ตำแหน่ง เขาดูแผนที่สักพักแล้วจึงชี้ไปที่ชื่อเมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งทางแยกที่จะเข้าเมืองพุกาม

ในเมื่อไม่มีรถที่วิ่งถึงพุกามโดยตรง เราจึงขอจองตั๋วไปจองปะดองในวันรุ่งขึ้น คนขายตั๋วบอกว่า ตั๋ววันพรุ่งนี้เต็ม แต่วันนี้พอมีที่เหลือ ทำให้แท่งลังเลที่จะไปจองปะดอง เพื่อต่อรถไปพุกามเสียแต่วันนี้  แต่เป็นไปไม่ได้หรอก อุตส่าห์มาถึงเมืองแปรแล้ว ขืนนั่งรถไปจองปะดองเสียแต่วันนี้ สู้นั่งรถจากย่างกุ้งไปพุกามโดยตรงไม่ดีกว่าหรือ

ผมหันไปถามโฟตอ ว่ามีบริษัทอื่นอีกไหม เขาบอกว่ามี โดยนำเราเดินไปยังห้องแถวซึ่งอยู่ด้านหลัง โชคดียังคงเป็นของเรา บริษัทนี้มีตั๋วไปจองปะดองในวันพรุ่งนี้ เราจึงจองตั๋วในราคาคนละ 8300 จ๊าต เล่นเอาเงินจ๊าตที่แลกมาเกือบหมดกระเป๋า และเพื่อตอบแทนน้ำใจของโฟตอ เราจึงจ้างให้เขาพาเราไปส่งในตัวเมือง ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีขนส่งประมาณ 2 กม.

ไซก้า หรือ สามล้อถีบของพม่านี้คันไม่ใหญ่เหมือนบ้านเรา โดยเป็นจักรยาน ที่ติดที่นั่งเล็กๆไว้ฝั่งขวาของคนถีบ ที่บอกว่าที่นั่งเล็กๆ เพราะขนาดตัวผมไม่ใหญ่ เวลานั่งลงไปยังพอดีกับเบาะที่นั่ง จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า แท่งจะอึดอัดเพียงใดที่ต้องนั่งบนเบาะแคบๆนี้ ซึ่งทีแรกโฟตอ จะให้ผมกับแท่งนั่งรถเขาเพียงคันเดียว เพราะที่นั่งข้างคนขับนั้นสามารถนั่งได้ 2 คน โดยหันหลังชนกัน แต่ประเมินจากน้ำหนักของคนและกระเป๋าแล้ว คิดว่าโฟตอคงปั่นไปส่งเราได้ไม่เกินปากทางออกสถานีขนส่งแน่ แท่งจึงเลี่ยงไปนั่งสามล้อถีบอีกคัน

เพียงแค่ 1 เหรียญสหรัฐ เราก็ได้นั่งไซก้า สามล้อถีบสุดแสนคลาสสิคชมเมืองแปร โฟตอชี้ชวนให้ผมชมสถานที่ต่างๆ บนถนนโบโจ๊ค (Bogyoke) ซึ่งเป็นถนนสายหลักที่ตัดตรงจากสถานีขนส่ง สู่ตัวเมือง และไปสุดที่แม่น้ำอิรวดี บนเส้นทางนั้นเรียงรายไปด้วยเจดีย์สีทอง ที่งามอร่ามชวนให้สายตาได้ชื่นชม แล้วบรรดาเจดีย์เล็กเจดีย์น้อยที่ว่างดงามเหล่านั้น ก็ถูกความงามอันยิ่งใหญ่ของชเวซันดอว์บดบังจนสิ้น  

แล้วโฟตอก็จอดรถหน้า Smile Motel ซึ่งตั้งอยู่เยื้องกับชเวซันดอว์ พร้อมบอกเราว่านี่เป็นโรงแรมที่ดีที่สุดในเมืองแปร ซึ่งห้องพักนั้นสะอาดน่าอยู่ แต่ติดที่ว่าราคาสูงไปนิด เราจึงคิดหาที่พักที่ราคาถูกกว่านี้  ทั้งๆที่ผู้จัดการโรงแรมยอมลดราคาจาก 18 เหลือ 15 เหรียญสหรัฐ แล้วก็ตาม

โฟตอถีบไซก้าผ่านวงเวียนอนุสาวรีย์นายพลอองซาน ซึ่งตั้งอยู่สี่แยกกลางเมือง แล้วเลี้ยวขวาสู่ถนนลานมาดอว์ (Lanmadaw) สิ่งที่ปรากฏบนสองฟากฝั่งถนนคือย่านการค้าขาย ซึ่งทำให้ผมประหลาดใจอยู่มิใช่น้อย ที่เมืองเล็กๆอย่างเมืองแปร แถมยังอยู่ในประเทศที่ค่อนข้างปิดตัวเองจากโลกภายนอก จะมีร้านค้าขายเสื้อผ้าแบนด์เนมตั้งอยู่หลายร้าน แต่เพียงแค่ 2 ช่วงตึก ความคึกคักของตัวเมืองก็สิ้นสุดลง

โฟตอเลี้ยวซ้ายเข้าไปยังซอยเล็กๆ แล้วหยุดลงที่เกสท์เฮ้าส์แห่งหนึ่ง ซึ่งราคาห้องถูกเกินกว่าที่คาดคิด เพียงคืนละ 6 เหรียญสหรัฐ แต่ดูจากสภาพภายนอกก็ทำให้เราลังเลว่าจะอยู่ที่นี่ได้หรือไม่ แถมเจ้าของเกสท์เฮ้าส์ยังแนะนำว่าควรขึ้นไปดูห้องพักก่อนตัดสินใจ ซึ่งเป็นคำแนะนำที่มีประโยชน์จริงๆ เพราะสภาพภายในห้องพักนั้นโทรมกว่าสภาพภายนอกเสียอีก เราจึงตัดสินใจได้อย่างไม่ยากที่จะไม่พักที่นี่ โดยเดินกลับขึ้นไซก้า พร้อมให้โฟตอพาไปหาที่พักที่อื่น

ห่างออกไป 1 ช่วงตึก โฟตอจอดรถที่หน้า Myat Lodging House ซึ่งผมบอกกับตัวเองว่า หากห้องพักที่นี่ไม่แย่จนเกินไป เราคงไม่รบกวนให้โฟตอเหนื่อยมากไปกว่านี้ แล้วด้วยสภาพห้องที่สะอาด แถมพี่สาวเจ้าของเกสท์เฮ้าส์ยังอัธยาศัยดี จึงทำให้เราเลือกพักที่นี่ ในราคาคืนละ 10 เหรียญสหรัฐ

 

เมื่อเป้ถูกปลดลงจากหลัง สิ่งแรกที่ทำคือการอาบน้ำ เพราะขณะนี้เราเกือบกลายเป็นมนุษย์คลุกฝุ่น หลังจากที่ต้องผจญกับฝุ่นตลอดเส้นทาง และเมื่อร่างกายได้รับความสดชื่น ความกระปรี้กระเปร่าก็กลับมา เราจึงชวนกันไปเดินหาอาหารเย็น แต่แทนที่จะเดินตัดตรงไปยังตลาดยามค่ำ เรากลับเดินอ้อมโดยแวะไปชมแม่น้ำอิรวดี (Ayeyarwaddy) ซึ่งแม้ในเวลานี้พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว แต่เราก็ยังสามารถเห็นความกว้างใหญ่ของแม่น้ำสายนี้ โดยทางทิศใต้มีสะพานแขวนนาวาเดย์ (Nawaday) สะพานเพียงแห่งเดียวในเมืองแปรที่ทอดข้ามแม่น้ำกว้างสายนี้ และที่อีกฟากหนึ่งของสายน้ำ เป็นเทือกเขาอาระกันโยมา (Arakan Yoma) ที่ทอดตัวขนานกับสายน้ำ โดยในยามที่ท้องฟ้าเริ่มมืดมิดได้ปรากฏแสงสีทองงามอร่ามที่สาดส่องเจดีย์ชเวมองคามุนี (Shwe Mongkamani) เจดีย์งามริมสายน้ำ ซึ่งเพียงแค่นี้ ก็ทำให้เราตกหลุมความงามของสายน้ำและแสงสีทองขององค์เจดีย์ จนต้องหยุดมองเสียนาน

ตลาดยามค่ำของเมืองแปรนั้นตั้งอยู่บนถนนโบโจ๊ค บริเวณอนุสาวรีย์นายพลอองซาน ยาวไปจนเกือบถึงแม่น้ำอิรวดี โดยมีอาหารคาวหวานให้เลือกมากพอควร ซึ่งค่ำนี้เราเลือกกินข้าวแกงพม่า โดยข้าวนั้นจะถูกนำไปผัดกับน้ำมัน พร้อมใส่เมล็ดถั่วลันเตาและหอมเจียวลงไปด้วย โดยผมเลือกกินคู่กับปลาทอดชิ้นโต พร้อมด้วยเครื่องเคียงที่ขาดไม่ได้คือ กะหล่ำปลีดิบซอยราดด้วยซอสพริก

กินอาหารคาวไปแล้ว ถ้าให้ครบสูตรก็ต้องต่อด้วยของหวาน เราจึงซื้อของหวานมาลองกินเสียหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวุ้นซึ่งมีให้เลือกหลายแบบ แถมแม่ค้ายังใจดีหั่นวุ้นให้เราลองกินเสียเกือบครบทุกแบบ เรียกว่ายังไม่ได้ซื้อ ก็ลองกินเสียอิ่มแล้ว โดยการขายนั้นไม่ได้คิดราคาตามชิ้น แต่ใช้วิธีชั่งน้ำหนัก ฉะนั้นจึงสามารถเลือกวุ้นหลายแบบมาชั่งรวมกันได้ นอกจากนี้เรายังได้ของทานเล่นอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะคล้ายขนมเบื้องญวน แต่ไส้ถั่ว และขนมครกอีก 1 กระทง โดยแต่ละอย่างมีราคาเพียง 100 จ๊าตเท่านั้น ค่ำนี้จึงอิ่มจนหนักท้อง แต่เบากระเป๋า

ดูจากเวลาแล้วยังหัวค่ำเกินไปที่จะกลับที่พัก จึงชวนกันเดินเล่นและย่อยอาหารไปในตัว ด้วยการเดินไปชมความงามของเจดีย์ชเวซันดอว์ ระหว่างทางผ่านรถเรี่ยไรเงินทำบุญ โดยนำพระพุทธรูปตั้งไปบนรถเข็น ที่ประดับด้วยดอกไม้ จากนั้นก็เข็นผ่านบ้านเรือน พร้อมประกาศเชิญชวนทำบุญออกทางลำโพง ดูแล้วแปลกดี ที่มืดค่ำเช่นนี้ยังมีการเรี่ยไรเงินทำบุญถึงหน้าบ้าน

มีการทำบุญกันแล้ว ก็ต้องมีการลุ้นโชคกันบ้าง ซึ่งแม้การลุ้นโชคนั้นจะเป็นการซื้อหวย หรือ ล็อตเตอรี่ เหมือนเมืองไทย แต่ร้านขายล็อตตารี่ของพม่านั้น ไม่ใช่ตั้งแผงเล็กๆขายอยู่ริมถนนแบบบ้านเรา แต่จะเป็นร้านขายขนาดใหญ่ ซึ่งมีการชักจูงใจให้ซื้อด้วยการนำรูปถ่ายขนาดใหญ่ของผู้ที่ได้รับรางวัลที่หนึ่ง ตั้งเด่นอยู่หน้าร้าน โดยในภาพนอกจากมีเงินรางวัลที่ได้รับตั้งเป็นกองๆให้เห็นกันจะๆแล้ว ผู้โชคดียังสวมสายสะพายดั่งกับเป็นนางงาม โดยผู้โชคดีรายล่าสุดนี้เป็นผู้ชาย จึงดูแล้วแปลกพิลึก  

เราผ่านร้านชากาแฟ ที่มีลูกค้านั่งอยู่เกือบเต็มร้าน ซึ่งน่าสังเกตว่าส่วนใหญ่ของลูกค้านั้นไม่ใช่คนธรรมดา หากแต่เป็นพระสงฆ์ที่ยังไม่กลับไปจำวัด ซึ่งไม่แน่ใจนักว่าผิดศีลหรือเปล่า ผมจึงได้แต่บอกตัวเองว่า ต่างบ้าน ต่างเมือง จึงอาจต่างขนบธรรมเนียมประเพณี

ระหว่างทางผ่านเกสท์เฮ้าส์  2-3 แห่ง ผมจึงลองเดินเข้าไปสอบถามราคาที่พัก แต่แทนที่จะได้ราคา กลับได้รับคำถามด้วยประโยคเดียวกัน คือ เป็นคนต่างชาติใช่ไหม ถ้าใช่ ให้ไปพักที่ Smile Motel จึงพอสรุปได้ว่า แม้ที่พักในเมืองแปรนั้นมีหลายแห่ง แต่ที่ที่ได้รับอนุญาตให้ชาวต่างชาติพักนั้น มีเพียงไม่กี่แห่ง แล้วแสงสีทองอร่ามของชเวซันดอว์ ก็ทำให้เราเลิกสนใจในทุกสิ่ง จึงเดินมุ่งหน้าสู่แหล่งกำเนิดของแสงสีทองที่ส่องแสงตัดกับท้องฟ้าเบื้องบนที่มืดมิด

ความตั้งใจแรก แค่จะชื่นชมความงามยามค่ำของชเวซันดอว์ (Shwesandaw) จากด้านนอกเท่านั้น แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยกลับมานมัสการองค์เจดีย์อีกครั้ง แต่มืดค่ำขนาดนี้แล้วยังเห็นชาวพม่าซื้อดอกไม้ที่วางขาย แล้วต่อแถวรอขึ้นลิฟต์เพื่อไปยังองค์เจดีย์ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขา เราจึงเข้าไปต่อแถวบ้าง   แล้วลิฟต์ก็พาให้เราขึ้นไปบนระดับความสูงอันเป็นที่ตั้งของชเวซันดอว์

เราเดินไปตามทางทอดยาวที่เชื่อมจากลิฟต์ไปยังองค์เจดีย์ แม้ในยามมืดค่ำเช่นนี้ แต่สิ่งที่เราพบเห็นคือ ภาพพุทธศาสนิกชนชาวพม่านับร้อยที่บ้างก็กำลังเจริญสมาธิ บ้างก็นับลูกประคำ หรือกราบไหว้องค์เจดีย์และเหล่าพระพุทธรูปที่ประดิษฐานโดยรอบ ช่างเป็นภาพที่สะท้อนจากแรงศรัทธาอันน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

 

คำว่า ชเว นั้นแปลว่า ทอง ฉะนั้นภาพของชเวซันดอว์ที่ปรากฏต่อสายตาเราขณะนี้ จึงงามอร่ามไปด้วยแสงของทองที่หุ้มองค์เจดีย์ ที่กำลังสะท้อนแสงของไฟที่สาดส่อง โดยรูปทรงของชเวซันดอว์นั้นแปลกจากเจดีย์ศิลปะพม่าทั่วไป เพราะองค์เจดีย์นั้นรูปร่างเหมือนขวด ที่ใส่กรวยแหลมไว้บนยอด หากแต่ในอดีตเมื่อครั้งแรกสร้างในปีพ.ศ.589 รูปร่างขององค์เจดีย์นั้นไม่ได้เป็นเช่นนี้ โดยมีรูปร่างคล้ายกองข้าว ตามประวัติแล้ว ชเวซันดอว์นั้นสร้างโดยสองพ่อค้าที่เป็นพี่น้องกัน เพื่อประดิษฐานพระเกศาธาตุ จนถึงสมัยพระเจ้าดัตตาบอง (Duttabaung) แห่งอาณาจักรศรีเกษตร ได้บูรณะ และสร้างชเวซันดอว์ให้มีขนาดและรูปร่างเหมือนที่เห็นในปัจจุบัน แต่ชเวซันดอว์ที่เป็นศูนย์รวมความศรัทธาของชาวเมืองแปรในทุกวันนี้ ได้ถูกสร้างขึ้นใหม่โดยพระเจ้ามินดง (Mindon) เพื่อแทนองค์เดิมที่พังทลายลงจากเหตุแผ่นดินไหว ในปีพ.ศ.2402

 

ท่ามกลางความมืดมิดของท้องฟ้าเบื้องบน  หากสังเกตให้ดีจะพบว่า ยอดเจดีย์ที่ส่องแสงทองอร่ามนั้นประดับด้วยเศวตฉัตร 2 อัน ซึ่งต่างจากเจดีย์ทั่วไปที่มีเพียง 1 อัน โดยอันที่ใหญ่แต่อยู่ต่ำกว่าเป็นของกษัตริย์มอญ ในยุคที่เมืองแปรตกเป็นของมอญ ในขณะที่อันเล็กแต่อยู่สูงกว่า เป็นของพระเจ้าอลองพญา (Alaungpaya) กษัตริย์พม่า ซึ่งมีชัยเหนือมอญ และยึดเอาเมืองแปรเป็นของพม่า เมื่อปีพ.ศ.2297 โดยพระองค์มิทรงให้ย้ายเศวตฉัตรของกษัตริย์มอญลง แต่ให้สร้างเศวตฉัตรอีก 1 อัน เพื่อแสดงถึง มิตรภาพ ความรัก และความเป็นหนึ่งเดียวของแผ่นดินพม่าที่จะคงอยู่ตลอดไป

นอกจากชเวซันดอว์ที่สูงใหญ่แล้ว ยังมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะพม่าขนาดใหญ่ นามว่า เซทัตจี พยา (Sehtatgyi Paya) ที่มีความสูงไล่เลี่ยกับองค์เจดีย์ โดยมีบันไดที่เชื่อมต่อจากชเวซันดอว์ไปยังพระพุทธรูปขนาดยักษ์องค์นั้น ซึ่งลานหน้าพระพุทธรูป ยังคงมากไปด้วยพุทธศาสนิกชนชาวพม่า ที่มานมัสการและนั่งสมาธิ ไม่ต่างจากลานรอบองค์เจดีย์ที่อยู่เบื้องบน

แม้การเดินทางมาพม่าครั้งนี้ ผมจะใช้เวลาเตรียมตัวและศึกษาข้อมูลเป็นเวลานาน แต่ไม่ใช่สำหรับเมืองแปร เพราะเหมือนกับที่แท่งบอก ว่าเพลงผู้ชนะสิบทิศ มีเนื้อร้องท่อนหนึ่งว่า “เจ็บใจนัก คนรักโดนรังแก ข้าจะเผาเมืองแปรให้มันวอดวาย” ในเมื่อเมืองแปรถูกบุเรงนองเผาเสียวอดวายแล้ว จะยังหลงเหลือสิ่งใดให้ได้ชม จึงทำให้ผมไม่คิดจะหาข้อมูลและสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองนี้ แต่ไม่เป็นไร เรายังมี เวอเวนคา พี่สาวเจ้าของเกสท์เฮ้าส์ที่อัธยาศัยดี เป็นตัวช่วย ซึ่งเวอเวนคาก็แสนดี รีบกุลีกุจอหาแผนที่และเอกสารข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองแปรให้แก่เรา  

 

ก่อนที่เราจะลาเวอเวนคาเพื่อกลับขึ้นห้องพัก เราสอบถามว่าเหตุใดเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และไฟบางดวงในห้องจึงไม่สามารถใช้ได้ เธอตอบว่าสามารถใช้ได้ตั้งแต่ 5 ทุ่มถึง 6 โมงเช้า ทั้งนี้เนื่องจากกำลังไฟที่จากมาจากรัฐบาลนั้นไม่เพียงพอ หลัง 5 ทุ่มไฟจากรัฐบาลจะหยุดจ่าย แล้วทางเกสท์เฮ้าส์จะเปลี่ยนมาใช้ไฟจากเครื่องปั่นไฟแทน ซึ่งไม่เฉพาะเมืองแปรเท่านั้นที่มีปัญหาเรื่องกำลังไฟ แต่ทุกเมืองที่เราไป รวมถึงเมืองธุรกิจอย่างย่างกุ้ง ก็ประสบกับปัญหานี้

ทันทีที่กลับเข้าห้องพัก แท่งก็หลับด้วยความเหนื่อยจากการเดินทาง ปล่อยให้ผมนั่งศึกษาข้อมูลที่เวอเวนคาให้มา จนในที่สุดดวงตาก็เริ่มหรี่ลง และหลับไปในที่สุด แต่ผมก็สะดุ้งตื่นอีกครั้ง เมื่อไฟในห้องสว่างโล่ง พร้อมการทำงานของเครื่องปรับอากาศที่ส่งเสียงดังในเวลา 5 ทุ่ม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชเวเมี๊ยะมัน : พระพุทธรุปสายตาสั้น

เพราะมีเวลาในเมืองแปรอย่างจำกัด แต่ที่เที่ยวนั้นมีมาก เราจึงออกท่องเมืองตั้งแต่พระจันทร์ยังไม่ลาจากท้องฟ้า ผมหยิบแผนที่เมืองแปรที่ได้มาจากเวอเวนคาออกมาดู ตลาดเช้านั้นอยู่ไม่ไกลจากเกสท์เฮ้าส์มากนัก โดยอยู่ทางทิศเหนือติดแม่น้ำอิรวดี แต่แทนที่เราจะเดินตรงสู่ตลาดโดยใช้ถนนบาซาร์ (Bazaar) ซึ่งอยู่หน้าเกสท์เฮ้าส์ เรากลับเลือกเดินบนถนนลานมาดอว์ (Lanmadaw) ซึ่งเป็นถนนสายหลักอีกสายที่ตัดตรงมาจากอนุสาวรีย์นายพลอองซาน ซึ่งแม้จะอ้อมกว่าเล็กน้อย แต่ระหว่างทางสามารถแวะเที่ยวชมวัด 2 แห่ง เริ่มจากวัดคิงพยา (King Paya) ซึ่งภายในวิหารมีพระพุทธรูปลักษณะคล้ายพระมหามัยมุนีแห่งเมืองมัณฑะเลย์ แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก ส่วนบนหลังคาวิหารนั้น มีเจดีย์สีทองประดับอยู่

                อีกวัดหนึ่งคือ วัดชเวโฟน พวิน พยา (Shwe Phone Pwint Paya) ซึ่งตั้งอยู่หน้าทางเข้าตลาด วัดแห่งนี้มีเจดีย์ทองทรงหกเหลี่ยมขนาดใหญ่ แต่คงด้วยความเก่าแก่ทำให้ทองที่หุ้มองค์เจดีย์หลุดร่อนไม่งามอร่ามนัก และแม้ในเวลานี้จะเพิ่ง 6 โมงเศษ แต่ก็เริ่มมีชาวพม่าที่ตื่นแต่เช้า เข้ามานั่งสมาธิและนมัสการพระประธานภายในวิหาร

                จากความเงียบสงบภายในวัด บรรยากาศเปลี่ยนเป็นความคึกคักและพลุกพล่านของผู้คน ทั้งพ่อค้า แม่ค้า และชาวเมืองแปรที่ออกมาจับจ่ายกันที่ตลาดเช้า โดยภายในอาคารขนาดใหญ่สีเหลืองจำนวน 6 อาคาร จำหน่ายพวกของชำ ส่วนภายนอกอาคารมีบรรดาผัก ผลไม้สดๆตั้งขายอยู่มากมาย ลองเดาดูสิครับว่าผักอะไรมีขายมากที่สุด ... ถูกต้องแล้วครับ กะหล่ำปลีนั่นเองที่มีขายมากที่สุด เพราะดูเหมือนชาวพม่าจะไม่นิยมกินผักอื่นนอกจากกะหล่ำปลี ที่ถูกนำมาซอยแล้วราดซอสพริก จนกลายเป็นเครื่องเคียงยอดฮิตในเกือบทุกรายการอาหาร

                นอกจากผัก ผลไม้แล้ว ภายในตลาดยังมากไปด้วยดอกไม้สวยๆ โดยเฉพาะเบญจมาศ ที่พุทธศาสนิกชนชาวพม่านิยมซื้อไปบูชาพระ และปลาสดๆตัวโตๆที่จับมาจากแม่น้ำอิรวดี มหานทีที่ไหลผ่านตัวเมือง ซึ่งนอกจากการเดินชมบรรดาสินค้าที่วางขายในตลาดแล้ว ผมยังสังเกตเห็นว่าชาวพม่านั้นนิยมเทินของไว้บนศีรษะ เราจึงเห็นทั้งกระบุง กระจาดใบใหญ่ ตั้งอยู่บนศีรษะของชาวพม่า โดยเฉพาะบรรดาผู้หญิงชาวพม่านั้น เดินหลังตรง ตัวปลิว เทินของเหมือนกับว่าไม่มีสิ่งใดอยู่บนศีรษะ

เดินชมตลาดจนรอบแล้ว แต่สุดท้ายเราก็เดินคอตก พกความผิดหวังออกมา เพราะแม้ตลาดเช้าเมืองแปรจะใหญ่และคึกคักแค่ไหน แต่ก็ปราศจากร้านอาหาร โดยมีขายเฉพาะของสด ที่ต้องซื้อกลับไปปรุงเอง

เรานำความผิดหวังจากตลาดเช้า ไปโยนทิ้งที่ริมแม่น้ำอิรวดี ซึ่งในเวลานี้แสงแดดยามเช้า เผยให้เราเห็นความงามและสงบนิ่งของสายน้ำได้อย่างชัดเจน และสายน้ำสายนี้จะเป็นเพื่อนการเดินทางกับเรา ไปจนถึงมัณฑะเลย์ อดีตราชธานีแห่งกษัตริย์พม่าองค์สุดท้าย

เราเดินเลียบแม่น้ำอิรวดี จนมาถึงร้านค้าใกล้ๆตลาดค่ำที่เมื่อคืนเรามาฝากท้อง บริเวณนี้มีร้านอาหารให้เลือกอยู่ 2-3 ร้าน แน่นอนเราเลือกเข้าร้านที่ลูกค้ามากสุด เพราะน่าจะอร่อยที่สุด โดยเดินดูชาวพม่าที่กำลังนั่งกินอาหารบนโต๊ะตัวเตี้ยๆซึ่งส่วนใหญ่จะกินปาท่องโก๋ตัวโตคู่กับกาแฟ แต่มาพม่าทั้งที น่าจะกินอาหารพม่าแท้ๆ จึงบุกเข้าไปถึงในครัว เพื่อสำรวจว่ามีอะไรน่ากินบ้าง แล้วเราก็ได้โมกิงฮาหรือขนมจีนพม่า  มากินคู่กับ ซามูซา ของทอดยอดนิยมรูปทรงเหมือนกะหรี่พั้ฟ ซึ่งแทนที่จะกินแยกกัน แม่ครัวกลับเอากรรไกรมาตัดซามูซาให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่ลงในโมกิงฮา ดูแปลกดีที่เอาของกรอบมาใส่ในอาหารประเภทน้ำ แต่ก็คงคล้ายๆกับก๋วยเตี๋ยวน้ำบ้านเราที่นิยมใส่เกี๊ยวกรอบลงไป

หลังจากอิ่มท้องก็มีแรงออกเที่ยว โดยเราเริ่มจากการออกนอกเมืองเพื่อไปนมัสการหลวงพ่อชเวเมี๊ยะมัน (Shwe Myethman) หรือพระใส่แว่น ที่เมืองชเวดัง (Shwedaung) สำหรับการเดินทางนั้นแสนสะดวก โดยสามารถนั่งรถสองแถวประจำทาง ซึ่งท่ารถอยู่บริเวณซอยเล็กๆระหว่างห้องแถว ที่ห่างจากอนุสาวรีย์นายพลอองซาน ไปทางทิศใต้ของถนนลานมาดอว์ (Lanmadaw) เป็นระยะทางแค่ 1 ช่วงตึก

ในเวลาที่เรามาถึงมีรถสองแถวสีเขียวจอดอยู่บริเวณนี้ 1 คัน เราจึงสอบถามคนขับรถว่าไปพระใส่แว่นหรือเปล่า ด้วยวิธีเอาปลายนิ้วโป้งประกบกับนิ้วชี้จนเป็นรูปวงกลม แล้วนำมาแนบที่ดวงตา คนขับทำท่าแบบเดียวกับเรา พร้อมพยักหน้า และเพื่อเป็นการยืนยันว่าเราขึ้นรถถูกคัน เราจึงสอบถามผู้โดยสารที่นั่งอยู่บนรถ ด้วยการทำท่าแบบเดิม และคำตอบที่เราได้รับคือท่าแบบเดียวกับที่เราทำ พร้อมการพยักหน้า ดูแล้วตลกดีมิใช่น้อย

หลังจากจ่ายค่ารถเพียง 250 จ๊าต รถสองแถวก็พาเราออกนอกเมือง ไปตามถนนที่เลียบแม่น้ำอิรวดี ผ่านเขตชนบท ที่มีเกวียนและวัวเป็นเพื่อนร่วมทาง จนระยะทางผ่านไปประมาณ 15 กม. และเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง รถจึงหยุดที่ทางแยก โดยคนขับชะโงกหน้ามาบอกให้เราลงที่นี่

นอกจากเราสองคนที่ลงที่นี่ ยังมีน้องผู้หญิงคนหนึ่งสะพายย่ามใส่หนังสือ และหิ้วปิ่นโตใบเล็กลงพร้อมกับเรา ด้วยความน่ารักของน้องผู้หญิง ที่แก้มผัดตะนาคาจนขาวผ่อง ทำให้เราเข้าไปทำความรู้จัก แต่อย่าคิดในแง่ร้ายนะครับ เพราะเราเพียงแค่สอบถามทางไปนมัสการหลวงพ่อชเวเมี๊ยะมัน น้องผู้หญิงก็แสนน่ารัก ตอบเราว่าเธอจะพาไป เพราะเป็นทางผ่านในการไปโรงเรียน ซึ่งแม้ในระหว่างทาง เพื่อนของเธอจะชวนให้เธอซ้อนท้ายจักรยานเพื่อไปส่งที่โรงเรียนก็ตาม

จากทางแยกที่ลงจากรถสองแถว น้องผู้หญิงพาเราเลี้ยวขวา เข้าไปตามทางเล็กๆที่เรียงรายด้วยบ้านเรือนเก่าๆ เราจึงได้สัมผัสวิถีชีวิตและอาหารการกินของชาวพม่า จึงพบว่า ไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือในชนบท อาหารที่ได้รับความนิยมสูงสุดในพม่า คือบรรดาของทอด ไม่ว่าจะเป็นสารพัดผักทอด ปาท่องโก๋ ซามูซาหรือกะหรี่พั้ฟ รวมถึงขนมไข่ดาว แบบที่มีขายในเมืองไทย

แล้วรองเท้าของน้องผู้หญิงก็ถูกถอดออก ก่อนที่ก้าวแรกจะเหยียบลงบนพื้นที่เขตวัด เห็นเช่นนั้นเราจึงถอดรองเท้าตาม แล้วเดินเท้าเปล่าไปบนทางดิน ที่บางช่วงเต็มไปด้วยกรวดหิน ผมเดินหลบเลี่ยงเพราะความเจ็บฝ่าเท้า แต่ดูเหมือนกรวดหินเหล่านั้น ไม่ได้อยู่ในความสนใจของน้องผู้หญิงเลย ซึ่งนอกจากน้องผู้หญิงแล้ว บนเส้นทางนี้ ยังมีชาวพม่าอีกหลายคน ที่เดินเท้าเปล่าเพื่อไปนมัสการหลวงพ่อชเวเมี๊ยะมัน ที่ประดิษฐานอยู่ภายในวิหาร ซึ่งถ้าหากเป็นคนไทย กว่าที่จะยอมถอดรองเท้า ก็เมื่อจะขึ้นโบสถ์หรือวิหารเท่านั้น

อะไรนะ ที่ทำให้พวกเขาเพิกเฉยต่อความรู้สึกเจ็บที่ได้รับ ?

 

รอยยิ้ม และใบหน้าอันอ่อนโยนของหลวงพ่อชเวเมี๊ยะมันคือสิ่งแรกที่เราสัมผัส  เรานั่งลงบนพื้นเพื่อนมัสการหลวงพ่อเหมือนกับน้องผู้หญิง  ซึ่งเธอบอกว่า  เธอมักจะแวะเข้ามานมัสการหลวงพ่อทุกเช้า ก่อนจะเข้าโรงเรียน จากนั้นเธอจึงขอตัวเพื่อไปโรงเรียน โดยไม่ลืมหยิบเงินจากกระเป๋าหย่อนลงตู้บริจาค แม้จะเป็นเงินที่มีมูลค่าไม่มากนัก ซึ่งคิดเป็นเงินไทยแล้ว มีค่าไม่ถึง 1 บาท แต่ก็เหมือนดังหยดน้ำ ที่สะสมวันละหยดสองหยด จนกลายเป็นสายธารแห่งศรัทธา ที่มากล้นจนเต็มตู้รับบริจาค

บนใบหน้าอันอ่อนโยนของหลวงพ่อชเวเมี๊ยะมัน มีแว่นกรอบสีทองขนาดใหญ่สวมอยู่ ซึ่งนั่นเองคือที่มาของชื่อ ชเวเมี๊ยะมัน ซึ่งแปลว่า แว่นตาทองคำ โดยแต่เดิมนั้นไม่มีแว่นอย่างที่เห็น แต่เป็นเพราะพระเจ้าดัตตาบอง (Duttabaung) กษัตริย์แห่งอาณาจักรศรีเกษตร (ผู้บูรณะชเวซันดอว์)  เกิดสูญเสียการมองเห็น โหราจารย์จึงดูดวงชะตา และทูลให้พระองค์เปลี่ยนดวงตาหลวงพ่อชเวเมี๊ยะมัน โดยหลังจากที่พระองค์ทำตามที่โหราจารย์ให้คำแนะนำ พระองค์ก็สามารถมองเห็นได้ดังเดิม จากนั้นจึงมีประเพณีการเปลี่ยนดวงตาให้กับหลวงพ่อชเวเมี๊ยะมันสืบต่อกันมา จวบจนยุคปัจจุบัน ประเพณีนี้ได้เปลี่ยนเป็นการถวายแว่นตาอันโตแทน ทำให้ในวันนี้ ภายในวิหารจึงเต็มไปด้วยแว่นสายตา ที่พุทธศาสนิกชนนำมาบริจาค ซึ่งแว่นทั้งหมดจะถูกทยอยส่งให้ชาวพม่าผู้ยากไร้ที่มีปัญหาด้านสายตา ให้ได้มีโอกาสเห็นโลกที่สดใสอีกครั้ง และการบริจาคนี้เองที่ช่วยขจัดกิเลส ที่เกาะแน่นในจิตใจ และทำให้สายตาที่เคยพร่ามัว ได้เห็นแสงสว่างจากพระธรรมได้เร็วขึ้น

 อาณาจักรศรีเกษตร : อาณาจักรโบราณของชาวพยู

ผมถูกแท่งปลุกให้ตื่น หลังจากที่นั่งหลับตลอดทาง จนรถสองแถวมาจอดที่ตัวเมืองแปร เราเดินกลับเกสท์เฮ้าส์ ระหว่างทางผ่านตัวเมืองที่แม้เวลานี้จะสายมากแล้ว แต่ก็ยังคงเห็นพระออกเดินบิณฑบาต ซึ่งทีแรกก็หลงเข้าใจผิด คิดไปว่าพระพม่านั้นไม่มีความพอเพียง หลังจากฉันเช้าแล้ว ยังออกมาบิณฑบาตเพื่อรับอาหารเพลอีก แต่ความจริงแล้วเป็นเพราะวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนไทยกับคนพม่านั้นต่างกัน คนไทยนั้นให้ความสำคัญต่อการใส่บาตร อีกทั้งยังมีความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตร จึงตื่นแต่เช้าเพื่อปรุงอาหาร และตักข้าวที่ปากหม้อเพื่อใส่บาตร ก่อนที่ตัวเองจะกินข้าวเช้า แต่สำหรับพม่าที่แผ่นดินค่อนข้างแห้งแล้ง อีกทั้งประชาชนยังมีความยากจน หากพระบิณฑบาตเฉพาะเวลาเช้า จึงเท่ากับเป็นการแย่งข้าวปลาอาหารของประชาชน ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยจะพอกินกันอยู่แล้ว ฉะนั้นพระพม่าจึงออกรับบิณฑบาตถึงเวลาก่อนเพล เพื่อเป็นการรับข้าวปลาอาหารที่เหลือจากการกินข้าวเช้าของพุทธศาสนิกชนต่างถิ่น ต่างเหตุผล จึงต่างกันด้วยขนบธรรมเนียมประเพณี

เวอเวนคาออกมาส่งเราที่หน้าเกสท์เฮ้าส์พร้อมอวยพรให้เราโชคดีในการเดินทาง เราแบกเป้เดินสู่กลางเมือง เพื่อหารถไปยังอาณาจักรศรีเกษตรโบราณ ที่อยู่ห่างไปทางตะวันออกประมาณ 8 กม. โดยมี 2 ทางเลือกในการเดินทาง คือนั่งไซก้า กับ เหมารถสองแถว ซึ่งตัวเลือกแรก แม้จะแสนคลาสสิค แต่คงเป็นไปไม่ได้กับเวลาที่เรามีอยู่แค่ 4 ชั่วโมงก่อนที่รถบัสไปพุกามที่จองตั๋วไว้จะออก การเหมารถสองแถว ที่คนขับบอกราคาสูงถึง 15,000 จ๊าต จึงเป็นทางเลือกเดียวที่มีอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ต่อราคาจนลงมาเหลือ 8000 จ๊าต โดยคนขับมีเงื่อนไขว่า เขาจะไปส่งเราแค่พิพิธภัณฑ์ หลังจากนั้นเราต้องเที่ยวชมภายในอาณาจักรศรีเกษตรด้วยการเดิน ซึ่งการเดินในครั้งนี้นำมาซึ่งความทรงจำที่ยากเกินจะลืม

                ทั้งๆที่เป็นรถที่เราเหมาทั้งคัน แต่หลังจากที่เราขึ้นไปนั่ง คนขับก็จอดรับผู้โดยสารรายทาง จนเต็มรถ ทำให้แท่งคิดจะแปลงร่างเป็นกระเป๋ารถ เก็บเงินค่าโดยสารจากผู้โดยสารเหล่านั้น แต่เมื่อพ้นเขตตัวเมือง ผู้โดยสารก็ทยอยลงจากรถจนเหลือผู้โดยสารชาวพม่าคนสุดท้ายที่ลงพร้อมกับเราที่พยาจี ซึ่งนั่นเป็นปลายทางของเขา แต่หากเป็นจุดเริ่มต้นในการท่องอาณาจักรศรีเกษตรของเรา               

 

พยาจี (Payagyi) นั้นเป็นสถูปขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายกองข้าว (ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับชเวซันดอว์ ในยุคแรกเริ่ม) โดยมีความเก่าแก่กว่าพันปี เพราะสร้างในพุทธศตวรรษที่ 13 – 14 สมัยอาณาจักรศรีเกษตร แต่สร้างอยู่นอกกำแพงเมือง โดยเป็น 1 ใน 9 สถูปที่สร้างโดยพระเจ้าดัตตาบอง ซึ่งดูเหมือนในสมัยพระองค์ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่อาณาจักรศรีเกษตรนั้นเจริญรุ่งเรืองมากที่สุด เพราะไม่ว่าจะเป็น ชเวซันดอว์ หรือบรรดาสถูปขนาดใหญ่ในอาณาจักร ก็ถูกบูรณะหรือสร้างในสมัยพระองค์ โดยนักโบราณคดีสันนิษฐานว่า พยาจีเป็นสถูปที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศพม่า อีกทั้งยังเป็นรากฐานในการสร้างเจดีย์ศิลปะพม่าในยุคต่อมา  

 

                ด้วยความสูงถึง 42 เมตร  ผมจึงต้องแหงนคอตั้งบ่าเพื่อมองยอดสถูป จนอดทึ่งในความอุตสาหะของคนยุคโบราณไม่ได้ และเพราะการสร้างด้วยแรงงานมนุษย์โดยปราศจากเครื่องจักร พยาจีจึงถูกก่อสร้างขึ้นอย่างช้าๆ และการสร้างอย่างช้าๆนี้เองได้กลายมาเป็นชื่อที่ชาวพยู แห่งอาณาจักรศรีเกษตรใช้เรียกสถูปแห่งนี้ว่า Hsei  Hsei ซึ่งแปลว่า สร้างอย่างช้าๆ 

                และในเวลานี้ผมก็กำลังเดินอย่างช้าๆ บนระเบียงรอบพยาจี ที่ยาวถึง 154 เมตร เพื่อสัมผัสความยิ่งใหญ่ของพยาจีอย่างใกล้ชิด แต่ความยาวนี้เทียบไม่ได้เลยกับระยะทางที่ผมใช้ในการเดินทางในครั้งนี้

                ผมแหงนมองพยาจีอีกครั้ง ก่อนกลับขึ้นรถสองแถว ซึ่งในเวลานี้เราเพิ่งเริ่มรู้สึกว่าเป็นรถที่เราเหมาทั้งคันจริงๆ เพราะมีเพียงเราสองคนที่นั่งตะเลงตะเลงไปตามถนนดินที่เป็นหลุมเป็นบ่อ จนรู้สึกว่าเบาะรองนั่งนั้นไม่ได้ช่วยในการรองรับแรงกระแทกเลย  

แล้วความตื่นตาตื่นใจก็เกิดกับเราอีกครั้ง เมื่อสายตาได้เห็น พยามาร์ (Phayamar) สถูปขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางทุ่งนา ตรงข้ามทางเข้าสู่เมืองโบราณศรีเกษตร    โดยมีลักษณะคล้ายพยาจี แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่เท่า แต่สถูปแห่งนี้ก็มีความสำคัญเนื่องจากภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ส่วนนิ้วชี้ เล็บเท้า และคอ

รถสองแถวเลี้ยวขวาเข้าสู่พื้นที่อาณาจักรศรีเกษตร (Sri Ksetra หรือ Thayekhittaya) ซึ่งมีกำแพงเมืองล้อมรอบเป็นรูปวงกลม ยกเว้นทางด้านทิศเหนือ ซึ่งเป็นทิศที่เราเข้า นั้นปราศจากกำแพง เนื่องจากมีการตัดถนนพาดผ่าน รวมถึงภายในพื้นที่อาณาจักรเอง ก็เป็นที่ทำกินของชาวบ้าน อีกทั้งยังมีทางรถไฟผ่ากลางพื้นที่อาณาจักร เนื่องจากอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ได้หายสาบสูญไปร่วม 800 ปี โดยเพิ่งมีการสำรวจ และเปิดเผยให้คนยุคปัจจุบันได้เห็นเมื่อร้อยปีที่ผ่านมานี้เอง

                ย้อนกลับไปกว่า 1200 ปี หรือราวพุทธศตวรรษที่ 13  ชาวพยู หนึ่งในสี่ของชนชาติดั้งเดิมในแผ่นดินพม่า ได้สร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ และเก่าแก่ที่สุดอาณาจักรหนึ่งนามว่า ศรีเกษตร โดยภายในอาณาจักรนั้นมากมายไปด้วยสถูปขนาดใหญ่ และวัดกว่า 100 แห่ง ซึ่งแต่ละวัดนั้นจะส่องแสงสุกปลั่งจากทอง เงิน ที่ใช้ประดับ จนกล่าวได้ว่าในช่วงเวลานั้น อาณาจักรศรีเกษตรมีความเจริญและยิ่งใหญ่เหนืออาณาจักรอีก 3 แห่งในยุคเดียวกัน อันประกอบด้วย อาณาจักรสุธรรมวดี ของมอญ อาณาจักรยะไข่ ของชาวอาระกัน และอาณาจักรธิริพิสยา ของชาวม่าน หรือพม่าในยุคปัจจุบัน แต่ความเจริญกับความเสื่อมยังคงเป็นของคู่กัน ในปีพ.ศ.1600 อาณาจักรศรีเกษตรก็ถึงคราวล่มสลาย เมื่อพระเจ้าอโนรธา (Anawrahta) มหาราชพระองค์แรกของชาวพม่า ผู้ก่อตั้งอาณาจักรพุกาม ได้ยกทัพเข้าตีอาณาจักรที่เก่าแก่ที่สุดแห่งนี้

                แม้อาณาจักรจะล่มสลายไปแล้ว แต่โบราณสถานและโบราณวัตถุยังคงอยู่ โดยเหล่าโบราณวัตถุนั้นถูกเก็บรักษาไว้ภายในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งตั้งอยู่ในตำแหน่งจุดศูนย์กลางของอาณาจักรศรีเกษตรโบราณ เจ้าหน้าที่บอกค่าเข้าชม ซึ่งแยกเป็นค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ 5 เหรียญสหรัฐ และค่าเข้าเมืองโบราณ 5 เหรียญสหรัฐ เท่ากัน จากข้อมูลที่ได้จากเวอเวนคา และจากที่เราเห็น คือค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ 5 เหรียญสหรัฐนั้นแพงเกินไป สำหรับการชมโบราณวัตถุซึ่งมีเหลืออยู่ไม่มาก โดยจัดแสดงภายในห้องเล็กๆแค่ 3 ห้อง อีกทั้งการเข้ามายืนภายในพิพิธภัณฑ์ เพื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ ก็สามารถเหลียวหน้าเหลียวหลังชมโบราณวัตถุได้เกือบทั่วแล้ว ซึ่งเท่าที่เห็นก็มีแผ่นศิลาขนาดใหญ่ที่จำหลักภาพพุทธรูปที่ค่อนข้างเลือนราง  กับไหหินขนาดใหญ่ ซึ่งมีลักษณะคล้ายที่พบในเมืองเชียงขวาง ประเทศลาว ทำให้เราตัดสินใจไม่ยากที่จะซื้อเพียงบัตรเข้าเมืองโบราณเท่านั้น

                ก่อนที่จะออกจากพิพิธภัณฑ์ เจ้าหน้าที่สอบถามว่า เราจะเช่าเกวียนเพื่อชมโบราณสถานภายในเมืองเก่าไหม เรากล่าวปฏิเสธ เพราะดูจากแผนที่แล้ว เราน่าจะเดินชมเหล่าโบราณสถานภายในเมืองเก่าได้ แต่ในเวลาต่อมาเราจึงได้รู้ว่า พื้นที่อาณาจักรศรีเกษตรนั้นกว้างใหญ่เกินกว่าที่เราคิด

ท่ามกลางความร้อนแรงของแสงแดด และฝูงวัวที่ออกหากิน เราเดินไปตามทางเกวียนที่สองข้างทางเป็นแปลงปลูกผักของชาวบ้าน บนเส้นทางเกวียนนั้นปรากฏทางแยกอยู่เบื้องหน้าให้เราต้องตัดสินใจอยู่หลายครั้ง นอกจากการใช้สัญชาตญาณในการเลือกเดินทางที่กว้างกว่าแล้ว มีหลายครั้งที่เราต้องเดินออกนอกเส้นทาง เพื่อไปถามทางชาวบ้าน ซึ่งแม้จะรู้สึกเสียเวลา และเพิ่มความเมื่อยล้าให้กับสองขา แต่นั่นก็ดีกว่าการเดินหลงทาง และยังทำให้เราได้สัมผัสความงามของดอกเบญจมาศ และดอกไม้หลากพันธุ์ที่ต่างเบ่งบานเต็มแปลงปลูก ซึ่งนั่นเป็นความงามเล็กๆที่ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าจากเส้นทาง

                แล้วกำแพงเมืองโบราณที่ทอดยาวเหยียดก็ปรากฏแก่สายตา ซึ่งไม่ใช่เพียงการได้เห็นกำแพงเมืองโบราณ แต่หากเป็นสัญญาณว่าในเวลานี้สองขาของเราได้พาเรามาถึงยังตำแหน่งใต้สุดของเมืองศรีเกษตรแล้ว และอีกไม่ไกลเราจะได้ชมโบราณสถานกลุ่มใหญ่ที่สุดของอาณาจักร

                เราเดินผ่านประตูราฮันทา (Rahanta) ซึ่งเป็น 1 ใน 12 ประตูเมืองโบราณที่ยังคงอยู่ ใกล้ๆกับประตูราฮันทา เป็นที่ตั้งของเจดีย์ราฮันทา โดยชื่อภาษาอังกฤษใช้คำว่า Rahanta Cave Pagoda เนื่องจากลักษณะคล้ายถ้ำ โดยสามารถเดินเข้าไปภายในได้ ซึ่งในอดีตเคยมีพระพุทธรูป 8 องค์ประดิษฐานอยู่ในนั้น แม้เจดีย์ราฮันทา จะดูไม่ยิ่งใหญ่และไม่สวยเอาเสียเลย แต่เจดีย์ลักษณะนี้กลับเป็นรากสร้างในการสร้างเหล่าเจดีย์ในยุคต่อมาของอาณาจักรพุกาม

                ยอดของบาวบาวจี  สถูปโบราณอันสูงใหญ่ปรากฏให้เห็นแต่ไกล    แม้เวลาที่ผ่านไปจะเหมือนทำให้เราเข้าใกล้บาวบาวจีมากขึ้น แต่ทางเกวียนนั้นไม่ได้ตัดตรง โดยอ้อมไปไกลเกินกว่าที่คิดไว้ ยิ่งระยะทางไกลมากขึ้น เหงื่อของแท่งก็เริ่มออกมากขึ้น จนทำให้เสื้อเปียกไปทั้งตัว แม้รู้ว่าเพื่อนเหนื่อย แต่ในเมื่อจุดหมายยังอยู่อีกไกล สิ่งที่ทำได้คือการหยุดรอเพื่อเดินไปพร้อมกัน ซึ่งในเวลานี้บนเส้นทางเกวียนไม่ได้มีแค่เราสองคน แต่ยังมีสองหนุ่มน้อยเจ้าถิ่นปั่นจักรยานตามเรามา ซึ่งสองหนุ่มนี้ดูจะสนใจคนแปลกหน้าแปลกถิ่นเช่นเรา อีกทั้งยังตื่นเต้นกับการดูภาพตัวเอง ผ่านจอแอลซีดีของกล้องดิจิตอล เพราะยังคงเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับชาวพม่า ในขณะที่สิ่งนี้ช่างเป็นสิ่งที่แสนธรรมดาๆในเมืองไทย แต่ในทางกลับกัน แรงศรัทธาในพระพุทธศาสนา ที่เป็นสิ่งปกติในชีวิตประจำวันของชาวพม่า กลับกลายเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้คนต่างแดนเดินทางมายังดินแดนแห่งนี้ ซึ่งหนึ่งในคนต่างแดนเหล่านั้น มีเรารวมอยู่ในนั้นด้วย

 

แล้วในที่สุด เมื่อเวลาแห่งการก้าวเดินผ่านไป 1 ชั่วโมง สถูปทรงกระบอกยอดแหลมขนาดใหญ่ ที่สูงถึง 45 เมตร ก็ตั้งตะหง่านอยู่เบื้องหน้าเรา นี่คือ บาวบาวจี (Baw Baw Gyi) รางวัลที่ยิ่งใหญ่ ที่แลกมาด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง  โดยแท่งเลือกที่จะยืนมองรางวัลชิ้นนี้จากระยะไกล แล้วเดินไปนั่งพักเหนื่อยในศาลา ที่มีชาวพม่าหลายคนกำลังตั้งวงกินข้าวกันอย่างน่าอิจฉา แต่ผมไม่ได้อิจฉาที่พวกเขากำลังกินข้าวเที่ยง ในขณะที่ท้องผมกำลังร้อง แต่เป็นเพราะข้างๆศาลานั้นมีรถกระบะจอดอยู่ พวกเขาจึงไม่ได้เดินตากแดดเป็นเวลา  1  ชั่วโมงเหมือนเรา ซึ่งถ้าผมรู้ว่าระยะทางจากพิพิธภัณฑ์ถึงบาวบาวจีไกลขนาดนี้ ผมคงเลือกที่จะนั่งเกวียนตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำ

ระเบียงซึ่งซ้อนกันถึง 5 ชั้นที่วนรอบสถูปบาวบาวจี ชักชวนให้ผมปีนขึ้นไปเพื่อสัมผัสสถูปที่ผ่านกาลเวลามากว่าพันปีแห่งนี้ ซึ่งแน่นอนว่าสถูปแห่งนี้เป็น 1 ใน 9 สถูปที่สร้างโดยพระเจ้าบัตตาบอง และแม้ว่าระเบียงชั้นที่ 5 จะสูงแค่เพียง 1 ใน 5 ของความสูงสถูป แต่นั่นก็สูงพอที่จะมองเห็น สถูปเบยเบย (Bei Bei) ที่อยู่ห่างออกไป แม้สายตาจะมองเห็น แต่ภายใต้เงื่อนไขของเวลาที่ใกล้หมดลงทุกที สถูปเบยเบยจึงอยู่ไกลเกินกว่าสองขาที่เมื่อยล้าจะเดินไปถึง ผมจึงทำได้แค่เพียงถอดใจจากสถูปและเจดีย์อีกหลายแห่งที่ยังคงยืนหยัดท้าแสงแดด สายลมและกาลเวลา ภายในพื้นที่อาณาจักรโบราณนามว่าศรีเกษตร

ในเวลานี้ผมไม่แน่ใจนักหรอกว่า บุเรงนองจะเผาเมืองแปรจนวอดวาย เหมือนเนื้อเพลงผู้ชนะสิบทิศที่คนไทยแต่งไว้หรือไม่ แต่สิ่งที่ผมรับรู้ในวันนี้ คือการคงอยู่ของเหล่าโบราณสถานที่เก่าแก่ที่สุดในแผ่นดินพม่า นามว่าอาณาจักรศรีเกษตร ซึ่งอาณาจักรแห่งนี้เองคือรากฐานของศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่า ของแผ่นดินพม่าในยุคต่อมา

 ข้อมูลการเดินทางและท่องเที่ยวในเมืองแปร

การเดินทาง

-จากย่างกุ้ง มีรถประจำทางสู่เมืองแปร (Pyay : พม่าออกเสียงว่า พี) วันละ 4 รอบ คือ 07.00 น. 08.00 น. 10.00 น. และ 11.00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง 30 นาที ค่าโดยสาร 4000 จ๊าต

สถานที่ท่องเที่ยว

-ชเวซันดอว์ (Shwesandaw) : เป็นเจดีย์สีทองขนาดใหญ่ ตั้งอยู่กลางเมืองแปร ภายในประดิษฐานพระเกศาธาตุ สร้างในปีพ.ศ.589 โดยได้รับการบูรณะครั้งสำคัญในสมัยพระเจ้าดัตตาบอง แห่งอาณาจักรศรีเกษตร (ไม่เสียค่าเข้าชม)

-หลวงพ่อชเวเมี๊ยะมัน(Shwe Myethman) หรือพระใส่แว่น ประดิษฐานอยู่ที่เมืองชเวดัง (Shwedaung) ห่างจากตัวเมืองแปร 15 กม. สามารถเดินทางจากตัวเมืองแปรโดยรถสองแถวประจำทาง ค่าโดยสารเพียง 250 จ๊าต (ไม่เสียค่าเข้าชม)

-อาณาจักรศรีเกษตร (Sri Ksetra หรือ Thayekhittaya) อาณาจักรเก่าแก่ของชาวพยู อายุราว 1200 ปี อยู่ห่างจากตัวเมืองแปรไปทางตะวันออกประมาณ 8 กม. ไม่มีรถประจำทางไปถึง ต้องเช่ารถสองแถว หรือรถสามล้อถีบ ภายในอาณาจักรและบริเวณโดยรอบ มีสถูปขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น บาวบาวจี (Baw Baw Gyi) เบยเบย (Bei Bei) พยาตอง (Payahtaung) สำหรับค่าเข้าชมแยกเป็น ค่าเข้าชมโบราณสถาน 5 เหรียญสหรัฐ และค่าเข้าพิพิธภัณฑ์ อีก 5 เหรียญสหรัฐ แต่หากไม่อยากเสียเงิน สามารถเลือกที่จะชมเพียง พยาจี (Payagyi) และ พยามาร์ (Phayamar) เพราะตั้งอยู่ริมถนน โดยอยู่นอกเขตเมืองเก่า

ที่พัก

ในเมืองแปรนั้นมีโรงแรมหรือเกสท์เฮ้าส์ที่เปิดให้ชาวต่างชาติพักได้ค่อนข้างน้อย โดยที่พักที่ดีที่สุดคือ Smile Motel  ตั้งอยู่เยื้องชเวซันดอ ราคาคืนละ 15 – 18 เหรียญสหรัฐ หรือจะเลือกพักที่ Myat Lodging House แบบเราก็ได้ โดยห้องพักอยู่ในเกณฑ์สะอาดใช้ได้ ตั้งอยู่ในซอยใกล้ตลาดเช้า ระหว่างถนน Lanmadaw กับ ถนน Strand  ราคาคืนละ 10 เหรียญสหรัฐ

 

เมนู